เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร

ด้วงหนวดยาวมหันตภัยร้ายซ้ำเติมเกษตรกร

07 มีนาคม 2559
3,095
แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกอีกประเภทหนึ่งในยุคที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว แต่กระนั้นปัจจุบันเกษตรกรชาวไร่อ้อยยังต้องเผชิญปัญหาการระบาดของ "ด้วงหนวดยาว" เข้าทำลายอ้อยสร้างความเสียหายและทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนขยายวงกว้างขึ้น
ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าในพื้นที่ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยถูกทำลายไปแล้วหลายหมื่นไร่ ทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตอ้อยลดลงกว่า 50% หากไม่เร่งควบคุมมีแนวโน้มการแพร่ระบาดอาจลุกลามไปยังแหล่งปลูกอ้อยอื่นๆ และกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้


ล่าสุด นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุถึงปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาล บริษัทอุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด แล้วว่าขณะนี้มีปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวทำลายอ้อยเสียหายอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ อ.โพธาราม และจอมบึง จ.ราชบุรี มีอ้อยถูกทำลายกว่า 1 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบการระบาดในพื้นที่ อ.ท่าม่วง ด่านมะขามเตี้ย และอีกหลายอำเภอใน จ.กาญจนบุรี รวมกว่า 2 หมื่นไร่ นอกจากนั้นยังพบว่าแปลงปลูกอ้อยที่มีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายด้วงหนวดยาวจะเข้าทำลายสูงกว่าแปลงที่เป็นดินเหนียว และแปลงปลูกที่มีการให้น้ำจะมีผลต่อการพัฒนาวงจรชีวิตของด้วงหนวดยาว ซึ่งจะพบด้วงหนวดยาวทุกวัยในแปลงเดียวทั้งหนอนและตัวเต็มวัย


"เท่าที่ได้รับรายงานปีการผลิต 2558/59 นี้ ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี มีการปลูกอ้อยราว 7.5 แสนไร่ ส่วนที่ จ.ราชบุรี มีการปลูกอ้อย ประมาณ 2 แสนไร่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวเข้าทำลายจะทำให้ผลผลิตลดลงในอ้อยปลูกประมาณ 43% และอ้อยตอเสียหายกว่า 50% ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถไว้ตออ้อยได้ และกระทบต่อปริมาณอ้อยที่เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งน้ำหนักอ้อยและเปอร์เซ็นต์ความหวาน ที่สำคัญยังทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงค่อนข้างมาก" นายสมชาย กล่าว


อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรเร่งประสานความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย โรงงานน้ำตาลในพื้นที่ รวมถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งวางมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างเร่งด่วน โดยให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวโดยวิธีผสมผสานแก่เกษตรกร คือ การใช้วิธีกลร่วมกับการใช้ศัตรูธรรมชาติและการใช้สารเคมี ซึ่งมีการบูรณาการให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหาและสนใจแล้วกว่า 250 ราย พร้อมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวอย่างยั่งยืนด้วย


ด้น นายสุรพล สุขพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยด้วยวิธีผสมผสานว่า สำหรับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวในอ้อยปลูก ก่อนที่จะปลูกอ้อยเกษตรกรต้องไถพรวนหลายๆ ครั้ง แล้วเก็บหนอนด้วงหนวดยาวตามรอยไถออกเพื่อกำจัดหนอนขณะทำการปลูก จากนั้นเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้สารฟิโพรนิล ชนิดน้ำ อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 320 มิลลิลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือหากใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถผสมสารเคมีในถังน้ำที่ติดกับเครื่องปลูกก็ได้


นอกจากนี้ยังสามารถใช้สารฟิโพรนิลชนิดเม็ด อัตรา 6 กก.ต่อไร่ โรยบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูก หรือถ้าใช้เครื่องปลูกอ้อยสามารถใส่สารเคมีในถังใส่สารที่ติดกับเครื่องปลูกได้ ซึ่งในการใช้สารเคมีต้องมีความชื้นในดินด้วย และเกษตรกรควรมีการใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. อัตรา 10 กก.ต่อไร่ โดยโรยเชื้อราดังกล่าวบนท่อนพันธุ์พร้อมปลูกซึ่งการใช้เชื้อราเขียวจะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อดินมีความชื้น และต้องหมั่นตรวจแปลงปลูกอ้อยของตนเองอยู่เสมอ


ส่วนในอ้อยตอให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดตามคำแนะนำโดยเปิดร่องอ้อยแล้วพ่นสารให้ชิดกออ้อยแล้วกลบ หรือใช้สารเคมีร่วมกับเครื่องผ่าตออ้อย และควรใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp. ในอ้อยตอโดยเปิดร่องอ้อยแล้วโรยเชื้อราเขียวให้ชิดกออ้อยแล้วกลบดิน อีกทั้งยังควรเฝ้าระวังและกำจัดด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยเมื่อฝนเริ่มตกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเฉพาะช่วงฝนตกซ้ำครั้งที่ 2 ด้วงหนวดยาวจะออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย ให้จับเก็บตัวเต็มวัยก่อนที่จะวางไข่เพื่อตัดวงจรชีวิตหนอน โดยทำกับดักหลุมในแปลงตามคำแนะนำ หรือเดินเก็บตัวเต็มวัยในแปลงช่วงค่ำ


"ด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึง 400 ฟองต่อปี ซึ่งสามารถแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อควบคุมพื้นที่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ก่อนที่จะแพร่ขยายลุกลามและสร้างเสียหายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยได้ในอนาคต"นายสุรพลกล่าว


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเกษตรกรและชาวบ้านหลายรายพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยไปขุดหนอนและเก็บด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยในไร่อ้อยมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ซึ่งนิยมนำไปประกอบอาหารถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีการซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมประมาณ 300-400 บาท เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวด้วยวิธีผสมผสาน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี โทร.0-3455-2035 หรือสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2579-3930-1
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"ด้วงหนวดยาวมหันตภัยร้ายซ้ำเติมเกษตรกร". 7 มี.ค.59. คมชัดลึก: เข้าถึงได้จาก : http://www.komchadluek.net/detail/20160307/223685.html