เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
นำร่อง ข้าวอินทรีย์ ใช้บล็อกเชนตรวจสอบย้อนกลับ
08 มิถุนายน 2563
305
นำร่อง ข้าวอินทรีย์ ใช้บล็อกเชนตรวจสอบย้อนกลับ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) หนึ่งในหน่วยงานมันสมองของกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัดทำโครงการใช้บล็อกเชนเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรของไทย เพื่อช่วยยกระดับภาคเกษตรของไทยให้ทันตามการค้าขายระดับสากล

ประโยชน์ของบล็อกเชน
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า ระบบบล็อกเชนที่นำมาใช้จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หมด โดยตรวจได้ตั้งแต่การเพาะปลูกว่าปลูกจากที่ไหน เป็นข้าวอินทรีย์จริงหรือไม่ เพราะในที่นาจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อตรวจสอบการเพาะปลูก ซึ่งระยะแรกอาจจะยังเป็นแค่แนวคิด แต่ในอนาคตจะเกิดขึ้นและมีความเป็นไปได้เพื่อรองรับสมาร์ทฟาร์มมิ่ง จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือบรรจุ ก็ตรวจสอบได้ว่าผลิตที่ไหน เมื่อขอใบรับรองคุณภาพข้าว หรือใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์จากหน่วยงานรัฐก็สามารถตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ตรวจสอบหรือออกใบรับรอง และจะเชื่อมโยงไปจนถึงสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นระยะต่อไปที่จะต่อยอดในการดำเนินการ เพื่อให้เข้ามาเป็นตัวกลางการรับจ่ายเงิน หลังจากที่ข้าวถูกขายไป ซึ่งจะรู้ว่าขายให้ใคร ส่งไปประเทศไหน
นอกจากนี้การนำระบบบล็อกเชนมาใช้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าวอินทรีย์ของไทย นอกจากการที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยังช่วยลดปัญหาการถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อ การปลอมปนสินค้า และการถูกสวมสิทธิใบอนุญาต ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้มากขึ้น ส่วนผู้ซื้อ สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าวอินทรีย์ได้ หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น มีการตรวจสอบพบว่าไม่ใช่ข้าวอินทรีย์จริง ก็สามารถที่จะปฏิเสธข้าวเป็นล็อตๆ ได้ ไม่ใช่ปฏิเสธทั้งหมด

ความคืบหน้าของโครงการ
สำหรับความคืบหน้าการนำบล็อกเชนมาใช้ตรวจสอบสินค้าเกษตร น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดคุยกับเกษตรกร และทำการเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับผู้ผลิตข้าวสารบรรจุถุง หรือผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ไปแล้ว เกิดความร่วมมือในการเชื่อมโยงตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก ไปจนถึงการผลิต

ส่วนในด้านระบบตรวจสอบ ได้มีการหารือกับหน่วยงานรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ (CB) ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ออกใบอนุญาต หรือใบรับรองสินค้าเกษตร ทั้งกรมการค้าต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อเดินหน้าโครงการไปแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกภาคส่วนพร้อมที่จะช่วยผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จ

นำร่องสินค้า "ข้าวอินทรีย์"
น.ส.พิมพ์ชนกระบุว่า ตามเป้าหมายจะนำระบบบล็อกเชนมาใช้กับสินค้าเกษตรของไทย แต่เพื่อให้มองภาพได้ชัดเจน และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการค้าขายจริง จึงได้เลือกสินค้านำร่องขึ้นมาก่อน คือ "ข้าวอินทรีย์" เพราะเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง มีศักยภาพในการส่งออก มีขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานชัดเจน การนำบล็อกเชนมาใช้ทำให้สามารถตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและตลาดผู้นำเข้า ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้ว่าเป็นข้าวอินทรีย์จริงตามที่ได้รับรองมาตรฐาน

เปิดเว็บไซต์ TraceThai ใช้ตรวจสอบ
หลังจากจัดวางระบบและมีเป้าหมายการทำงานชัดเจน สนค.ได้เดินหน้าอีกขั้นด้วยการมอบหมายให้ผู้แทนไปยื่นขอจดโดเมนเนม TraceThai.com เพื่อจะเป็นชื่อสำหรับระบบบล็อกเชนให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่กำลังดำเนินการอยู่

สำหรับระบบบล็อกเชน TraceThai.com เป็นระบบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่เกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการต่างๆ ที่ผลิตและค้าขายส่งออกสินค้าข้าวอินทรีย์ โดยผู้ที่เข้ามาใช้ต้องได้รับใบรับรองจากหน่วยงานที่เป็นผู้ดูแลมาตรฐานอินทรีย์ (Certifying Bodies : CB) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ใช่ระบบที่ไปออกใบรับรองให้พื้นที่ของเกษตรกร แต่หากท่านมีใบรับรอง ระบบก็จะช่วยในการส่งต่อและกระจายข้อมูลให้กับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในระบบให้ดำเนินการพิจารณาอนุญาตไปได้หลายๆ แห่งพร้อมกัน ไปจนถึงผู้นำเข้า ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการต่างๆ ได้อย่างมาก

ต่อยอดรับรองสินค้าเกษตรอื่นได้
นอกจากนี้ ระบบ TraceThai.com ไม่ได้ออกแบบให้ใช้เฉพาะกับข้าวอินทรีย์เท่านั้น แต่ในอนาคตสามารถนำไปใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร หรืออาหาร หรือแม้แต่สินค้าอะไรก็ได้ที่ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับ ถือเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับแรกของไทยสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารที่รัฐบาลช่วยตั้งขึ้น ส่วนที่เลือกทำข้าวอินทรีย์ก่อนในชั้นนี้เป็นสินค้านำร่อง เพื่อดูความยากง่ายและจุดที่อาจเป็นปัญหาในการนำข้อมูลเข้าระบบบล็อกเชน และข้าวอินทรีย์ก็เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอยู่แล้ว

ล่าสุดโครงการต้นแบบสำเร็จแล้ว
น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการ ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาโครงการได้ดำเนินการในระยะแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ การศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบระบบต้นแบบบล็อกเชน การตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โรงสี สหกรณ์ ผู้ประกอบการทั้งผู้ค้าในประเทศ และผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์ รวมถึงหน่วยงานผู้ตรวจรับรองมาตรฐาน (Certified Body) และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ผู้จัดการออนไลน์
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
27-32°C
เชียงใหม่
24-33°C
นครราชสีมา
26-34°C
ชลบุรี
27-30°C
นครศรีธรรมราช
24-32°C
ภูเก็ต
26-30°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×