เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ภายใต้วิกฤติโควิด-19
29 ธันวาคม 2563
449
"วิกฤติการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่เกิดขึ้น คงจะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี แม้จะมีวัคซีนแล้วก็ตาม เพราะเชื้อตัวนี้กลายพันธุ์เร็ว วัคซีนที่ผลิตออกมาจะตามไม่ทันการกลายพันธุ์ของไวรัส และวัคซีนที่ผลิตออกมาจะใช้ได้ผลดี ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำมาก ติดลบกว่า 70 องศา เป็นเรื่องยากที่จะนำมาใช้กับคนทั่วไปในชีวิตจริง ฉะนั้นวัคซีนที่นำมาใช้ได้จะเป็นวัคซีนอีกระดับ แล้วไหนยังจะมีปัญหาเรื่องแต่ละประเทศต่างแย่งกันซื้อ แย่งกันประมูล ประเทศที่มีรายได้น้อยยังยากที่จะเข้าถึงวัคซีนได้ง่าย"
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวในเวทีสัมมนาเรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 "เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน" ที่จัดโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นเป็นวิถีใหม่ที่ทุกคนต้องปรับตัว โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคผลิตหลักในการป้อนอาหารเลี้ยงประชากรโลก เพราะไม่ว่าอย่างไร คนยังต้องกินเพื่อรักษาสุขภาพ...ยิ่งวิกฤติเช่นนี้ด้วยแล้วคนยิ่งต้องการอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากกว่าเดิม

"การทำเกษตรผลิตอาหารป้อนประชากรโลกสิ่งที่องค์การสหประชาชาติให้ความกังวลมากที่สุดนั่นคือ น้ำ เพราะกลัวว่าในอนาคตความขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศจะทำให้เกิดสงครามขึ้นมาได้ ด้วยภาวะโลกร้อนได้ทำให้แหล่งน้ำจืดเพื่อผลิตอาหารกำลังแห้งหายไปมาก ทะเลสาบน้ำจืดในประเทศจีนแห้งขอดไปหลายแห่ง แม้แต่ทะเลสาบน้ำจืดแหล่งใหญ่ที่สุดของโลกในเอเชียกลาง น้ำได้ลดปริมาณลง แต่น้ำเค็มกลับเพิ่มมากขึ้น" เป็นอีกประเด็น ที่ ดร.ศุภชัย กล่าวให้เกษตรกรไทยได้ฉุกคิด และให้หน่วยงานจัดการด้านน้ำของประเทศไทยที่มีกว่า 30 แห่ง ได้ เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อเตรียมรับวิกฤติใหญ่ที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้... เพราะขาดน้ำเมื่อไร อาหารจะ ลดน้อยลง

สำหรับเกษตรวิถีใหม่ที่จะเกิดหลังจากระบาดของโควิด ดร.ศุภชัย มองว่าภาคเกษตรของไทยควรให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น นั่นคือ... ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เพราะโลกวันนี้ล้วนต้องการอะไรที่ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม อาหารต้องปลอดภัย และสิ่งที่จะตามมานั่นคือ การนำเรื่องความปลอดภัยของอาหารมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้ามากยิ่งขึ้น

การผลิตสินค้าเกษตรของไทยควรเน้นไปที่ตลาดบน ที่ขายได้ราคาสูง เพราะปัจจุบันนี้การผลิตสินค้าในตลาดล่าง เราไม่มีทางสู้ประเทศอื่นได้ เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรของเรามีต้นทุนสูง ทำไปไม่คุ้มทุนมีแต่ขาดทุน และการจะทำเกษตรผลิตสินค้ามีคุณภาพ มาตรฐาน ที่นำไปจำหน่ายในตลาดบนได้ สิ่งสำคัญภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบมีพันธสัญญา หรือ คอนแทรกต์ฟาร์มมิง เพราะนี่จะเป็นหนทางที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายและรวดเร็ว ที่สำคัญคอนแทรกต์ฟาร์มมิง มีภาคเอกชนเข้ามาประกันราคารับซื้อ จะดีกว่าให้รัฐบาลเข้ามาอุดหนุนกันไปทุกฤดูกาลผลิต...แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบบนี้เดินหน้าไปได้ ภาครัฐจะต้องเข้ามาดูเรื่องค่าตอบแทนที่เกษตรกรได้รับให้เป็นธรรม

อีกเรื่องที่ภาคเกษตรไทยต้องมีเพื่อก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่...การรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และการนำระบบเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยี มาให้เกษตรกรใช้ ซึ่งหนทางที่จะเป็นไปได้จริง นั่นคือการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เอาที่ดินติดกันมารวมกันให้เป็นแปลงเดียวกัน แล้วเอามาบริหารจัดการร่วมกัน...ไม่ใช่เอาที่ดินกระจัดกระจายมาบวกรวมกันแล้วเรียกเป็นแปลงใหญ่ แต่การบริหารจัดการแยกจากกัน อย่างทุกวันนี้ วิธีนี้ไม่เพียงจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะได้ง่าย ด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกลง...แต่ถ้ายังปล่อยให้ต่างคนต่างทำต้นทุนสูง ลงทุนยังไงก็ไม่คุ้มทุน การเข้าถึงเทคโนโลยียากจะเกิดขึ้นได้จริง

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ไทยรัฐ
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2564
กรุงเทพมหานคร
21-32°C
เชียงใหม่
16-28°C
นครราชสีมา
17-29°C
ชลบุรี
20-31°C
นครศรีธรรมราช
21-28°C
ภูเก็ต
25-29°C