เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
 
เกษตรฯ จัดชุดใหญ่เคลียร์ทุกข้อสงสัยพาราควอต
28 พฤศจิกายน 2560
1,471
กรมวิชาการเกษตร เปิดฉากเคลียร์พิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญขึ้นทะเบียนพาราควอตตามกฎหมายให้เฉพาะผู้ประกอบการรายเดิม พร้อมการันตีพืชผัก GAP ปลอดภัย สุ่มตรวจทั้งปีกว่า 9,000 ตัวอย่าง ผลวิเคราะห์สารพิษตกค้างพบไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ใช้ข้อมูลวิชาการยันพาราควอตแทบไม่มีโอกาสตกค้างในพืชผัก
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน คัดค้านการต่ออายุวัตถุอันตรายพาราควอตทั้งที่สามารถชะลอการต่อทะเบียนออกไปก่อนได้ เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้พิจารณาให้ความเห็น และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น

กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมการขึ้นทะเบียน และควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายวัตถุอันตราย ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ได้พิจารณารับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 300 ทะเบียน ซึ่งอายุของใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามกฎหมายกำหนดไว้ 6 ปี และผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอต่ออายุก่อนที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจะหมดอายุตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนฯ
ดังนั้นหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีการประกาศห้ามใช้กรมวิชาการเกษตรต้องดำเนินการพิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนฯ เนื่องจากตามขั้นตอนทางกฎหมายการต่ออายุไม่สามารถชะลอได้ โดยคณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ และผลการทดลองประสิทธิภาพ และรายละเอียดอื่นๆ แล้ว พบว่ามีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีมติเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้

แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตซึ่งมีจำนวน 79 คำขอกรมวิชาการเกษตรยังไม่พิจารณารับขึ้นทะเบียนจนกว่าจะมีผลการพิจารณาชัดเจนจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย

อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาแล้วมีมติว่าวัตถุอันตรายพาราควอต เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ ตามข้อเสนอจากคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข กรมวิชาการเกษตร ก็จะเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายที่ขึ้นไปแล้วรวมทั้งที่ต่ออายุทันที และเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้าม ผลิต นำเข้า ส่งออก และขาย
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มไทยแพนสุ่มตรวจผักและผลไม้ในช่วงเดือนสิงหาคมจำนวน 150 ตัวอย่างในห้างค้าปลีกและตลาดสด และพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน MRL ทั้งหมดร้อยละ 46 โดยพบมีสารพาราควอตตกค้างในพืชผักผลไม้หลายชนิดได้แก่ ผักคะน้า พริก ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี มะละกอ และมะพร้าวน้ำหอมนั้น ในช่วงปี 2560 กรมวิชาการเกษตรได้สุ่มตัวอย่างสินค้าพืชเพื่อตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างจำนวน 9,483 ตัวอย่าง ทั้งประเทศ โดยตัวอย่างพืชที่สุ่มตรวจมีจำนวนทั้งหมด 143 ชนิดพืช ได้แก่ ส้มเปลือกล่อน พริก ผักชี คะน้า ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างจากห้องปฏิบัติการจำนวน 9,483 ตัวอย่าง

พบว่าตัวอย่างพืชจากแหล่งผลิตพืช GAP และจุดจำหน่าย จำนวน 5,012 ตัวอย่าง เกินค่า MRL จำนวน 145 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.89 ส่วนตัวอย่างพืชจากแหล่งผลิตพืชที่สมัครเข้าระบบ GAP และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จำนวน 4,471 ตัวอย่าง พบเกินค่า MRL จำนวน 365 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 8.16 ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าพืชที่อยู่ในระบบ GAP มีความปลอดภัยสูงกว่าสินค้าพืชที่ยังไม่ได้ผ่านเข้าสู่ระบบ GAP

ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมวิชาการเกษตรมีแผนที่จะดำเนินการสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างจากแหล่งผลิตพืช GAP จำนวน 4,379 ตัวอย่าง แผนการสุ่มตัวอย่างประกอบการตรวจรับรองจำนวน 2,415 ตัวอย่าง และจะสุ่มเก็บตัวอย่างตามโครงการบูรณาการตลาดสดอีก จำนวน 800 ตัวอย่าง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการบริโภคพืชผักและผลไม้ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงในประเด็นสุดท้ายในกรณีที่กลุ่มไทยแพนอ้างว่าพบสารพารา ควอตตกค้างในพืชผักผลไม้หลายชนิดนั้น ว่า ตามข้อมูลทางวิชาการ กรณีผักกินใบเกษตรกรจะใช้พาราควอต ๒ ระยะคือ พ่นกำจัดวัชพืชก่อนปลูกผัก ซึ่งละอองพาราควอตส่วนใหญ่จะสัมผัสกับวัชพืช มีส่วนน้อยที่จะตกลงสู่ดิน และรากของต้นผักไม่สามารถดูดสารพาราควอตจากดินได้ เนื่องจากพาราควอตเมื่อลงสู่ดินจะถูกอนุภาคของดินดูดยึดไว้อย่างเหนียวแน่น และเกษตรกรจะพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืชระหว่างแถวหลังจากผักงอกแล้ว โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ละอองสารสัมผัสใบผัก ดังนั้นโอกาสที่ผักจะได้รับสารพาราควอตมีน้อยมาก

หรือกรณีมีลมแรงขณะพ่นละอองสารพาราควอต อาจปลิวไปสัมผัสกับใบผักได้ทำให้ใบผักที่ได้รับสารแห้งตายแต่เกษตรกรจะคัดใบที่มีรอยทำลายทิ้ง ก่อนนำไปจำหน่ายอยู่แล้วดังนั้นจากวิธีการใช้ของเกษตรกรทั้งสองระยะในพืชผักดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพาราควอตแทบจะไม่มีโอกาสตกค้างในพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาดได้เลย
ส่วนกรณีการใช้สารพาราควอตไม้ผล โดยเฉพาะในมะพร้าวน้ำหอมซึ่งส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตตั้งแต่ความสูง 2 เมตรขึ้นไป โดยเกษตรกรจะพ่นพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งระดับความสูงของหัวพ่นสูงจากพืชดินประมาณ 50 เซนติเมตร ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่ละอองสารพารา ควอตจะสัมผัสกับใบของมะพร้าว นอกจากนี้เนื่องจากลำต้นมะพร้าวมีเปลือกสีน้ำตาล แต่ด้วยคุณสมบัติของสารพาราควอตที่ยับยั้งการสังเคราะห์แสง หรือทำลายส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชเท่านั้น ดังนั้น โอกาสที่ละอองของสารจะซึมเข้าทางลำต้นมะพร้าวได้นั้นไม่มีเลย

"กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตรยังคงยึดหลักการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ" อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"เกษตรฯ จัดชุดใหญ่เคลียร์ทุกข้อสงสัยพาราควอต". (27-11-2560). ผู้จัดการออนไลน์.:
สืบค้นเมื่อ 28-11-2560, เข้าถึงได้จาก : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000119744
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2562
กรุงเทพมหานคร
25-32°C
เชียงใหม่
21-30°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-31°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×