เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
วนพรรณ ออร์แกนิค การ์เด้น สวนป่าบันดาลใจ
25 พฤศจิกายน 2564
88
"สวนป่า สร้างสุขยั่งยืนได้ในแบบ วนพรรณ ออร์แกนิค การ์เด้น" เกษตรบันดาลใจวันนี้รักบ้านเกิดขอพาไปสัมผัสวีถีเกษตรอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรารู้จักกันดีและเรียกกันว่า "วนเกษตร"ของคุณแขก ปรีชา หงอกสิมมา เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 62 ด้วยความที่โตมากับสวนป่าแห่งนี้ เลยตัดสินใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด สานต่อวิถีเกษตร พัฒนาต่อยอด สู่การสร้างชุมชนยั่งยืน
แรงบันดาลใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ด้วยความที่คุณแขกเป็นลูกหลานเกษตรกรที่โตมากับพื้นสวนป่านี้ตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เกิดความรู้สึกที่อยากจะพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้ดีขึ้นหลังจากเรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและได้มีโอกาสไปถวายงานที่โครงการส่วนพระองค์ มูลนิธิชัยพัฒนา ทำให้ได้รับทั้งประสบการณ์และความรู้ เลยตั้งใจที่จะพัฒนาที่ดินควบคู่ไปกับการทำงานประจำ ขับรถไปกลับที่ทำงานบ้านจนกระทั่งพัฒนามาได้ระดับนึงแล้ว แต่คุณแขกอยากเเห็นการพัฒนาที่ต่อเนื่องและอยากพิสูจน์แนวคิดต่างๆที่เรียนมา เลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาพัฒนาสวนป่าอย่างจริงจัง


แรกเริ่มที่คุณแขกกลับมาพัฒนาบ้านเกิดเจออุปสรรคหลายอย่างมากทั้งพื้นที่ในการเพาะปลูก การใช้สารเคมีของชุมชนที่ค่อนข้างหนัก ซึ่งคุณแขกอยากจะปรับสมดุล เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ทำให้คนรอบข้างไม่ยอมรับสักเท่าไหร่ ทำให้ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง

ตอนนี้สวนป่า วนพรรน ออร์แกนิค การเด้น เปิดมาได้ 15 ปีแล้ว ทำให้ได้รับผลผลิตจากป่ามาเรื่อยๆ ไม้ที่ปลูกเริ่มเป็นไม้แม่พันธุ์ คุณแขกใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ในการแบ่งพื้นที่ของสวนป่า มีทั้งบ่อน้ำ พื้นที่ในการปลูกข้าว แปลงพืนผักสวนครัว สมุนไพร โรงเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลผลิตที่ได้ทั้ง ผักสวนครัว ไข่ล้วนเป็นออร์แกนิค
เปิดสวนป่าสู่พื้นที่การเรียนรู้

ที่สวนป่าวนพรรณเองคุณแขกเปิดบ้านเป็นแหล่งศูนย์การเรียนรู้ของคนในชุมชนและคนภายนอกทั้งการทำ workshop การสัมมนาเปรียบเสมือนเป็น co-working space ให้ได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูล เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งสิ่งที่คุณแขกทำมาตลอดคือการกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านและเกษตรกรในชุมชม เวลาที่สวนป่ามีการจัด workshop คุณแขกจะเลือกใช้วัตถุดิบจากชุมชน ในการทำอาหาร การจัดการดูแลผู้มาอบรม ก็จะขอแรงคนในชุมชนเสมอ และยังจัดกิจกรรมเชิงความรู้ให้กับชาวบ้านอีกด้วย ทั้งการถ่ายทอดความรู้ในการแปรรูป ในช่วงโควิดที่ผ่านมาคุณแขกได้ให้ความรู้ในการผลิตแคปซูลฟ้าทะลายโจรแจก ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีจากชุมชน นอกจากได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนแล้ว คนในชุมชนยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย
แปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า

คุณแขกเล่าให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นสวนป่า พวกกิ่งก้านไม้ที่หล่นลงมาจากต้น เศษไม้ที่เหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์ก็ค่อนข้างที่เยอะ ผมเลยต่อยอดในการนำเศษไม้นั้น มาเผาเป็นถ่าน เพื่อใช้สำหรับการหุงต้ม กว่าจะเผาถ่านได้กระสอบนึงค่อนข้างใช้เวลานาน เลยคิดว่าจะทำยังไงถึงสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับถ่านได้ จากการศึกษาทำให้ผมได้รู้ว่า ถ่านที่ถูกเผาด้วยอุณหภูมิ ที่สูงกว่า 700 องศาขึ้นไปสามารถดูดซับกลิ่นได้


คุณแขกเลยพัฒนาเตาให้สามารถเผาถ่านที่อุณหภูมิสูงได้ จากนั้นนำถ่านมาบด เพื่อให้ขนาดพอดีสำหรับการบรรจุเข้าตุ๊กตา ใส่น้ำมันหอมระเหยในตัวตุ๊กตา ตุ๊กตาถ่านมีคุณสมบัติ 2 อย่างคือ กระจายกลิ่นเพื่อลดกลิ่นอับ เอาไปใส่ในตู้เสื้อฟ้า กระเป๋าเดินทาง ให้ความสดชื่น ในตัวถ่านจะมีรูพรุนซึ่งมีคุณสมบัติในเรื่องของการดูดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งทำในรูปแบบปลา ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชมท่าลี เพื่อให้คนรู้จักชุมชนมากขึ้น จากการเผาถ่านยังทำให้ได้ น้ำส้มควันไม้ เพื่อนำมาฉีดป้องกันแมลงและยังส่งเสริมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารต้นไม้ ในการพัฒนาเตาเผาถ่าน เพื่อเอามาใช้ในสวนป่าอีกด้วย
ส่งเสริมการปลูกป่าสู่ tree service

คุณแขก ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวจึงจัดตั้ง ธนาคารต้นไม้ เพื่อรักษาระบบนิเวศของป่า นอกจากจะช่วยดูดซับคาร์บอนแล้วยังส่งเสริมการปลูกป่าในรูปแบบผสมผสานทั้งไม้อายุสั้นและไม้อายุยาว เพาะพันธุ์ต้นกล้าทั้งแจกจ่ายทั้งขาย เพื่อนำไปปลูกให้กับคนในชุมชน จนตอนนี้มีต้นไม้อยู่ในธนาคารถึง 100,000 ต้น


คุณแขก ต่อยอดจากการตั้ง ธนาคารต้นไม้ แตกกิ่งก้านใหม่สู่ tree service ที่ดูแลและให้คำปรึกษาเรื่องของต้นไม้ การบริหารจัดการสวนป่า การหาพันธุ์ไม้และการเพาะพันธุ์ไม้ โดยใช้จุดแข็งของตัวเองในของการทำสวนป่ามายาวนานถึง 15 ปี ประกอบกับความรู้และคอนเนคชั่นที่มีความหลากหลาย ซึ่งผลตอบรับเป็นอย่างดีเนื่องจากไม่ต้องเจอคนและไม่ต้องเจอคนเยอะ เวลาทำงานก็เจอแค่ลูกค้าและดูแลในสวนป่าหรือในไร่ ไม่ต้องพบปะผู้คนมากมาย เจอแค่ลูกค้า ซึ่งเป็นเหมาะสำหรับสถานการณ์ช่วงโควิดมากๆ

ความสำเร็จที่มีขั้นกว่าเสมอ

สุดท้ายนี้ คุณแขก ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ว่า "การทำสวนป่าหรือการทำเกษตรได้ต้องอาศัยความตั้งใจ ความรัก ความทุ่มเท เพราะว่าเราไม่สามารถจะทำสำเร็จได้ในปีเดียว กว่าที่ผมจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ผมใช้เวลาถึง 15 ปี อุปสรรคหรือปัญหาที่เราเจอ เรามีสิทธิ์ท้อได้ แต่เราก็ได้ต้องก้าวผ่านมันไปได้ด้วย ไม่ว่าเราจะสำเร็จขนาดไหน แต่ความสำเร็จมันต้องมีขั้นกว่าเสมอ เพราะความสำเร็จไม่มีที่สิ้นสุด และอยากให้ตระหนักถึงการรักษาสมดุลระะหว่างเราและธรรมชาติให้ยั่งยืนควบคู่กันไป ขอให้กำลังใจทุกคนครับ"


ขอขอบคุณแขก ปรีชา หงอกสิมมา ที่ให้สร้างบันดาลใจให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ และรักบ้านเกิดนะครับ