เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
สุขยั่งยืนด้วยวิถีอินทรีย์
13 สิงหาคม 2564
643
เกษตรสร้างสุขวันนี้ขอพาทุกคนไปสัมผัสกับความสุขด้วยการทำเกษตรวิถีอินทรีย์ กับ "คุณเจน - ปริม อินทวงศ์" อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ และ "คุณเต้ - อัครวัฒน์ บุญรอด" อดีตโปรกอล์ฟ ผู้ก่อตั้งบ้านดิน เจน & เต้ สวนเกษตรอินทรีย์ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อความสุขที่ยั่งยืน
เริ่มต้นกระดุมเม็ดแรกด้วย..เกษตรอินทรีย์

จุดเริ่มต้นวิถีเกษตรอินทรีย์ของคุณเต้เกิดจากความอยากมีอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ และพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด บวกกับความชอบและรักการทำเกษตร คุณเต้จึงค่อยๆ เรียนรู้ และเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ปฎิเสธทุกสารเคมี


โดยที่ดินทำเกษตรของคุณเต้และคุณเจนเริ่มต้นจากมี 3 ไร่ 3 งาน ซึ่งความตั้งใจแรกของคุณเต้คืออยากทำเป็นเกษตรผสมผสาน มีโซนปลูกป่า บ่อน้ำ ไม้ผลและที่อยู่อาศัย จนซื้อที่ดินเพิ่มเป็น 5 ไร่ จึงเกิดเป็นบ่อเลี้ยงปลา สร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ของตนเอง

การทำเกษตรอินทรีย์ของคุณเต้เริ่มจากความชอบเป็นหลัก ไม่ได้คิดว่าจะทำเกษตรเพื่อรวยหรือเอาตลาดเป็นตัวนำ ฉะนั้นทุกๆ อย่างเกิดจากความชอบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการมีบ้านที่มีหมา มีพื้นที่กว้างๆ มีอาหารอยู่รอบๆ และเป็นอาหารที่คุณเต้มั่นใจว่าปลอดภัย เพราะเกิดจากการลงมือทำเองทุกกระบวนการ ตั้งแต่การปรุงดิน การเผาถ่านเพื่อเป็นที่อยู่จุลินทรีย์ รวมถึงการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์จากจาวปลวก น้ำหมักปลา เพราะคุณเต้คิดว่าถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องรู้จักจุลินทรีย์ดีที่สุด
ส่วนด้านปลูกผัก มาจากที่คุณเต้รู้สึกว่าผักสลัดที่ซื้อทานแพง เลยหันมาปลูกผักกินเองดีกว่า คุณเต้จึงเริ่มต้นไปเรียนการปลูกผักสลัด ไปอบรมต่างๆ แล้วค่อยๆ ลองผิดลองถูก จนได้แปลงผักที่เป็นผักอินทรีย์ 100%
วิถีอินทรีย์เข้าใจธรรมชาติ

การทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ปัญหาและอุปสรรคที่คุณเต้และคุณเจนเจอคือ ความไม่เข้าใจธรรมชาติ ก่อนหน้านี้คุณเต้เข้าใจว่า เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแมลง เชื้อรา พอมาทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีแบบที่ตั้งใจไว้ กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถควบคุมแมลงได้ เพราะต้องใช้เวลา เนื่องจากพื้นที่เดิมนี้เป็นเคมี เพราะฉะนั้นมันต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่งคุณเต้ก็ต้องอดทนอยู่ประมาณ 1 - 2 ปี จึงเริ่มที่จะเข้าใจธรรมชาติ เมื่อกลายเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 100% แล้ว ก็เกิดตัวห้ำ ตัวเบียน จึงสามารถใช้แมลงควบคุมแมลง และใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดูแลพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงใช้ปุ๋ยแม่โจ้ที่ทำเองจากสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ซึ่งเป็นปุ๋ยแบบไม่กลับกอง ที่สามารถผลิตได้เองวันละ 1 ตัน
บ้านดิน เจน & เต้

ส่วนการทำบ้านดินนั้น เกิดจากความบังเอิญตอนที่คุณเต้ไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เดชา ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี มีน้องคนหนึ่งแนะนำให้ดูคลิปของคุณโจน จันได ในตอนแรกคุณเต้ก็ไม่ได้สนใจบ้านดินแต่สนใจวิธีคิดของคุณโจน จันได จึงติดตามดูทุกๆ คลิปจนอยากจะทำบ้านดินด้วย หลังจากนั้นคุณเต้ได้ไปเรียนกับอาจารย์ยักษ์ซึ่งมีคุณโจนอยู่ด้วยเลยมีโอกาสได้คุยกัน คุณโจนพูดกับคุณเต้ว่า "ทำไปเลย พอรู้อะไรแล้ว เข้าใจแล้วก็ทำเลย เดี๋ยวงานจะสอนเราเอง" หลังจากคำพูดนี้คุณเต้จึงตัดสินใจทำบ้านดินของตัวเองแบบไม่ลังเล


สำหรับการทำบ้านดินของคุณเต้ เนื่องจากพื้นที่ที่อยู่นั้นเป็นดินเหนียวปนทราย จึงใช้ส่วนผสมคือ ดิน แกลบ และน้ำ สำหรับการปั้นขึ้นเป็นพิมพ์ โดยบ้านดินหลังนี้เนื้อที่ประมาณ 120 ตร.ม.ใช้ดินประมาณ 3,000 กว่าก้อน ใช้เวลาสร้างประมาณ 2 เดือนกว่า พอเริ่มเข้าหน้าฝน บ้านดินแห่งนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันสามารถอยู่ได้และเย็นสบาย
เน้นความสุข..เป็นตัวตั้ง

หลักการทำเกษตรอินทรีย์ของบ้านดิน เจน & เต้ คือการปลูกเพื่อกิน เพื่อแบ่งปัน ไม่ได้มองเรื่องการค้า คุณเต้เน้นเอาความสุขเป็นตัวตั้ง "ถ้ามีความสุขแล้วหาเงินได้ก็ถือว่าเป็นโบนัส" ผลผลิตจากสวนจึงเน้นกินเองเป็นหลัก และแบ่งปันให้คนรอบข้าง ให้เพื่อนๆ พอเหลือก็ขาย โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของบ้านดินเจน & เต้ จะสั่งซื้อแบบพรีออเดอร์ ไม่มีสำหรับวางขายเลย ซึ่งคุณเต้ก็ไม่ขยายการปลูกมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เป็นภาระและไม่มีความสุข จึงปลูกเท่าที่มีกำลัง และเน้นที่ขายของดีปลอดภัยทานแล้วได้ประโยชน์
สิ่งที่คุณเต้และคุณเจนได้ตอนนี้คือ ความสงบ การมีอาหาร มีอากาศบริสุทธิ์ ทั้งคู่เปรียบตนเองเป็นนักเดินทาง "อะไรที่มันแบกหนักเกินไป มันจะเป็นภาระ จึงพยายามมีให้น้อย พอมีน้อยก็จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า แค่มีบ้าน มีอาหาร ก็มีความสุขสงบแล้ว"


สำหรับใครที่อยากสุขยั่งยืนแบบคุณเต้และคุณเจน ลองเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ หมั่นเรียนรู้ศึกษาหาข้อมูลก่อน แล้วค่อยๆ ทดลองทำจากพื้นที่เล็กๆ ไม่ว่าจะสวนหลังบ้านหรือพื้นที่ที่เราสามารถควบคุมได้ หรืออาจจะหาพื้นที่ใกล้บ้านทำเป็นเกษตรวันหยุด เพียงเท่านี้เราก็สุขยั่งยืนได้ด้วยวิถีอินทรีย์