เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
Maligood แฟชั่นผ้าไหม นำชุมชนไปสู่ความยั่งยืน
06 สิงหาคม 2564
278
ถ้าหากผลิตภัณฑ์จากชุมชนแห่งหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงภายในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงในต่างประเทศ ที่มีผู้คนมากมายให้ความสนใจ มันคงจะดีไม่ใช่น้อยที่สามารถพาสินค้าเหล่านั้นไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น และเป็นที่ต้องการของลูกค้าจากทั่วทุกพื้นที่บนโลกนี้
นี่คือผลิตภัณฑ์แฟชั่นผ้าไหมไทย ที่ต่อยอดมาจากภูมิปัญญาของชาวคึมมะอุ จนกลายมาเป็น "Maligood" แบรนด์ผ้าไหมสุดพรีเมี่ยมของคุณต้อม ศักดา แสงกันหา ผู้ที่พาเส้นไหมจากชุมชนไปสู่ความยั่งยืนในต่างแดน
สานต่อธุรกิจ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น

เมื่อไม่กี่ปีก่อนคุณต้อมได้เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยเริ่มต่อยอดการทำผ้าไหมของชาวคึมมะอุในอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา ให้กลายเป็นแบรนด์ผ้าไหมดีไซน์สวยเก๋ มีมาตรฐานยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกับส่งเสริมคนในชุมชนให้มีรายได้ที่ยั่งยืน สามารถเลี้ยงชีพได้จากการทำผ้าไหม


แม้จะเริ่มทำแบรนด์จริงจังหลังจากที่เรียนจบ แต่ว่าคุณต้อมคลุกคลีกับอาชีพการทำผ้าไหมของครอบครัวมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เพราะว่าคุณแม่ของคุณต้อมเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ


มีอาชีพทำผ้าไหมมาตั้งแต่ดั้งเดิม เขาจึงรู้วิธีการทำผ้าไหมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม หรือทอผ้า เรียกได้ว่าทุกขั้นตอนคุณต้อมทำเป็นทุกอย่าง


อีกทั้งเขาเคยติดสอยห้อยตามคุณแม่ไปขายผ้าไหมตามที่ต่างๆ ตั้งแต่เด็กๆ จนผูกผันและคุ้นเคยกับธุรกิจนี้ แม้แต่ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยก็ยังไปช่วยคุณแม่ขายของ ในช่วงที่ไปออกงานแสดงสินค้าที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีไปลงเรียนหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการ ที่หน่วยงานภาครัฐวันที่แม่ติดภารกิจ


นอกจากนี้ยังเคยขนสินค้าของคุณแม่ไปออกงานแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ซึ่งในระหว่างนั้นคุณต้อมยังเรียนไปด้วย และทำงานไปด้วยนั่นเอง
บทเรียนที่สอน เรียนรู้จากความผิดพลาด

เมื่อเห็นยอดตัวเลขและรายได้จากการขาย พร้อมกับการตอบรับของไหมไทยในตลาดโลก จึงเกิดความคิดอยากจะต่อยอดธุรกิจครอบครัวขึ้นมา แม้จะยอมรับว่าตัวเขาเป็นเด็กวิศวะที่ชอบคิดในเชิงตรรกะ และไม่มีหัวศิลปะเลยแม้แต่น้อย แยกไม่ออกว่าอะไรคือความสวยหรือไม่สวย


แต่ทุกอย่างเกิดจากเรียนรู้ เขาตัดสินใจดรอปเรียนไปถึง 3 ปี เพื่อกลับมาต่อยอดกิจการของที่บ้าน ด้วยความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม แต่สุดท้ายกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า


"ตอนนั้นผมเหมือนเด็กน้อยที่ร้อนวิชา กลับมาก็มองว่าต้องทำเป็นระบบ ต้องผลิตแบบนั้นแบบนี้ ทฤษฎีต้องเป๊ะ ปรากฏว่าเจ๊งทำไม่ได้พอกลับไปทบทวนดู ก็พบว่าในตอนนั้นเรายังไม่ได้เข้าใจบริบทของสังคมที่เราอยู่เลย"


"ไม่เข้าใจว่าวิถีชีวิตของชาวบ้านเขาเป็นแบบไหน บางอย่างเขาทำไม่ได้ เราก็ควรเอาสิ่งที่ชุมชนมีหรือทำได้ไปต่อรองกับลูกค้า เพื่อทำให้สิ่งที่เรามีอยู่เกิดมูลค่ามากขึ้น"


"ตอนนั้นผมกลับมาทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี เรียกว่าไม่ถึงกับล้มเหลว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ส่งงานลูกค้าได้ แต่กำไรส่วนหนึ่งก็ต้องเสียไปจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น"

การเรียนรู้ นำไปสู่หนทางพัฒนา

แม้การสานต่อธุรกิจในครั้งแรกจะเผชิญกับความยากลำบาก แต่การเรียนรู้จากลูกค้า ทำให้เขาสามารถพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมๆ ไปสู่โอกาสใหม่ได้เพิ่มขึ้น


โดยทำการเปลี่ยนสีย้อมให้มีสารก่อมะเร็งที่ลดลง เพื่อตอบสนองลูกค้าจากญี่ปุ่น เป็นการเปิดทางไปสู่ตลาดที่กว้างยิ่งขึ้น


รวมไปถึงมีการพัฒนาสีและดีไซน์ใหม่ เพื่อเป็นที่ต้องการของลูกค้าจากต่างประเทศ เมื่อมีรายได้กลับมา ทั้งเขาและคุณแม่ที่ต่างเคยมีปัญหาในการทำงานช่วงแรกๆ ก็เริ่มเรียนรู้แต่ละมุมมองของกันและกัน ยอมรับอีกฝ่าย และเข้าใจกันมากขึ้น ด้วยการยอมถอยกันคนละก้าว


จากนั้นคุณต้อมได้ตัดสินใจกลับมาเรียนต่อ ซึ่งการเรียนครั้งนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะเขาไม่ได้เรียนเพื่อเอาเกรด แต่เรียนเพื่อเอาความรู้ไปใช้ในธุรกิจ ระหว่างนั้นก็เปิดบริษัทออร์แกไนซ์ของตัวเอง รับจัดงานอีเว้นท์ประชุมและสัมมนาไปด้วย


ในเวลาเดียวกันก็ไปเรียนรู้เรื่องแฟชั่น และการสร้างแบรนด์จากหน่วยงานภาครัฐ จนสุดท้ายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ของตัวเองได้สำเร็จ ในชื่อ "Maligood" ที่มาจากคำว่า มะลิ เป็นการสื่อถึงดอกไม้ในวันแม่


ส่วนคำว่า กู๊ด แปลว่าดี สะท้อนให้เห็นถึงธุรกิจที่ทำต่อจากคุณแม่ ไม่ว่าแม่จะเลือกสิ่งที่ดีให้กับลูกแค่ไหน มะลิกู๊ดก็จะคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้าเท่านั้น


ความเข้าใจ สู่การพัฒนาที่ดีกว่าเดิม

บทเรียนครั้งที่หนึ่งจากการทำคอลเล็คชั่นแรก นำมาสู๋การพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าเดิมในการทำคอลเล็คชั่นที่สอง โดยใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย ทำให้การออกแบบครั้งนี้มีความละเอียดละออมากขึ้น


"ผมกลับมาที่บ้าน แล้วเห็นว่าเราทำผ้ามัดหมี่มีความพิถีพิถันมาก สำหรับผ้ามัดหมี่เป็นผ้าที่แพงอยู่แล้ว ผมเลยเอาส่วนหนึ่งของมัดหมี่ไปผสมกับผ้าผืน จนกลายมาเป็นคอลเล็คชั่นที่สอง ที่เป็นเสื้อคลุมยาว"


"ตอนนั้นทำมา 7-8 แบบ ขายได้จริงถึง 4-5 แบบ เพราะเราเกิดการเรียนรู้ และเข้าใจลูกค้ามากขึ้น โดยการนำผ้ามัดหมี่มาประยุกต์ใช้ ซึ่งปกติผ้ามัดหมี่จะขายกันผืนละ 4-5 พันบาท พอเราเอามาทำเป็นเสื้อคลุม ก็จะขายได้ในราคาสองหมื่นเกือบสามหมื่นบาท"


หลังจากนั้นคอลเล็คชั่นที่สามก็ตามมาติดๆ โดยมีการออกแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งแฟชั่นผู้หญิงและผู้ชาย มีแจ็คเก็ตผ้าไหม เสื้อเชิ้ตแต่งคอพร้อมแต่งขอบด้วยผ้าไหม เสื้อคลุม และกระเป๋า


โดยสร้างความชัดเจน เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ Maligood มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวยังเคยได้รับรางวัล Best Design Awards มาแล้วด้วยนั่นเอง

พัฒนาการทำไหม เพื่อสิ่งใหม่ในอนาคต

ระหว่างที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Maligood คุณต้อมก็เริ่มทำวิจัยโปรตีนไหม หลังจากได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร


"ผมเลือกวิจัยโปรตีนไหมมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เซรั่ม เพราะว่ามีคุณสมบัติคล้ายบัวหิมะ ลดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เป็นการใช้โปรตีนไหมผสมกับคอลลาเจนของแมงกระพรุน โดยทำร่วมกับเพื่อนที่สิงคโปร์ คาดว่าน่าจะผลิตออกมาจำหน่ายได้ในอนาคต"


"หลังเริ่มอ่านวิจัยมากขึ้น ผมก็เลยเข้าใจว่าการเลี้ยงไหม ยังมีรายละเอียดที่ลึกกว่าที่ผมเข้าใจอยู่เยอะมาก จากนั้นเริ่มกลับมาศึกษาเรื่องสายพันธุ์ของไหม แล้วก็พยายามพัฒนาสายพันธุ์ของเราขึ้นมาเอง เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดี และผลิตเส้นไหมให้ได้เยอะขึ้น พร้อมกับรองรับคอสเมติกส์ในอนาคตด้วย"


สิ่งที่คุณต้อมต้องการในอนาคตก็คือ อยากเป็นแบรนด์ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพที่ทุกคนสามารถซื้อได้ จะซื้อเป็นของฝากก็ได้ หรือบางคอลเล็คชั่นสามารถซื้อเก็บไว้ โดยมีคุณค่าเป็นเหมือนงานศิลปะ รวมถึงสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและความงามจากโปรตีนไหม ที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ในอนาคต


คุณต้อมเผยถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ว่าอยากให้อำเภอบัวลาย มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสูงที่สุดในประเทศ เพราะปัจจุบันพื้นที่คึมมะอุและหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง มีการปลูกหม่อนในผืนเดียวกันประมาณ 500 ไร่ และมีพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกกันเองอีก 200-300 ไร่ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ปลูกหม่อนเยอะที่สุดในจังหวัดนครราชสีมาเลยทีเดียว


"ผมอยากทำให้ที่นี่เป็นแลนมาร์ค เป็นชุมชนเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทำเกษตรแบบผสมผสาน ผมอยากจะทำให้วิถีชีวิตของชุมชนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย"


"เขาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้ากันอยู่แล้ว ก็ให้ทำเหมือนเดิม เพียงแต่ผมจะทำเส้นทางการท่องเที่ยว แล้วดึงให้คนเข้ามาเที่ยว โดยสร้างชื่อเสียงจากการทำผ้าไหมและการเกษตร ช่วยสร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชน เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน"


การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศและต่างประเทศ เป็นการสร้างคุณค่าที่ดีอย่างหนึ่งให้กับชุมชน และเป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านรักษาอาชีพนี้ต่อไป เพื่อให้มีรายได้เข้ามาสู่ชุมชน และเพื่อให้วิถึชีวิตของชุมชนแห่งนี้มีความยั่งยืนสืบไป
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ : Maligood Shop และ SME Thailand Club
https://www.facebook.com/maligoodshopthailand/
https://www.smethailandclub.com/entrepreneur-7025-id.html
เรียบเรียงโดย : ทีมงานรักบ้านเกิด