เกษตรกรต้นแบบ
"ศิวภรณ์ นภาวรานนท์ : นักเรียนนอกกลับบ้านมาทำเกษตร ด้วยการ "เลี้ยงไส้เดือน" ภายใต้แบรนด์ Mr.Hope"
 30 มิถุนายน 2563   869
จ.สิงห์บุรี
ทำแบบมีสติ
ทำอย่างที่รู้ว่าเราทำเพื่ออะไร
แล้วคาดหวังสิ่งใด
สิ่งสำคัญคือคอยดูใจตัวเอง

คุณแต้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักคุ้มใจ เป็นภูมิคุ้มกัน ทำอะไรแบบมีสติ ทำอย่างที่รู้ว่าเราทำเพื่ออะไร แล้วคาดหวังสิ่งใด สิ่งสำคัญคือคอยดูใจตัวเอง ดูอารมณ์ตัวเอง ดูการกระทำและเรียนรู้สิ่งที่เราทำผ่านการจดบันทึก การเป็นเกษตรกรฝึกให้คุณแต้เป็นคนสังเกตุสิ่งภายนอกมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ทุก ๆ อย่างมันดี ทีนี้พอได้มาอยู่ในวิถีที่รู้จักสังเกตธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว วันหนึ่งจะกลับเข้ามาสังเกตุภายในตนเอง แล้ววันนั้นจะเป็นวันที่คุณรู้สึกว่า เรานั่งอยู่เฉย ๆ อยู่กับธรรมชาติก็มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องไขว่คว้าอะไรที่เกินตัว ไม่ต้องมีเพื่อไปเปรียบเทียบกับใคร

ความสุขจากการเป็นเกษตรกรสำหรับคุณแต้แล้ว คือการได้รู้จักตัวเอง เกิดการตกผลึกในตัวเอง เมื่อก่อนเราอาจจะมีของชิ้นนี้อยู่แต่เราไม่มีความสุข แต่เดี๋ยวนี้เรามีความสุขแล้ว นั่นคือความสุขจากการพอเพียงจากข้างใน เพราะฉะนั้นมันเป็นความสุขจากการไม่ต้องแสวงหาเพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ ในชีวิตแล้ว มันสุข ณ ปัจจุบัน

สำหรับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่สนใจอยากกลับไปทำการเกษตร หรือกลับไปพัฒนาบ้านเกิด คุณแต้ฝากกำลังใจให้ และแนะนำว่าควรเริ่มต้นกับสิ่งที่เรามี และทำสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์ที่สุด คุ้มค่าที่สุด และได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินทอง แต่ใช้เวลาเท่านั้น ยิ่งล้มเร็วเท่าไหร่จะยิ่งเรียนรู้เร็วเท่านั้น คนที่ไม่เคยล้มเลยจะไม่รู้ว่าเจ็บแล้วเป็นอย่างไร ถ้าเรายอมที่จะเอาตัวเราไปล้มลุกคลุกคลานเก็บประสบการณ์เล็กน้อยจะสำเร็จบ้าง จะผิดหวังบ้าง ไม่เป็นไร เอามันมาค่อย ๆ พัฒนาปรับปรุง และหาวิถีทางที่เราถนัด เมื่อเราอยู่กับสิ่ง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรหรืออะไรก็แล้วแต่ เรารู้ว่าเรามีความสุขที่สุด สงบที่สุด เรามีสติกับสิ่ง ๆ นั้นที่สุด เราร้อนน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราสามารถหาความสุขที่ยั่งยืนของเราเจอ เพราะฉะนั้นต่อให้เจออุปสรรค ขอให้มองว่าเป็นบทเรียนที่ทุกคนต้องเจอ ไม่งั้นจะไม่สามารถเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและเข้าใจถึงปัญหาทุก ๆ อย่างได้ อุปสรรคมันมาแน่นอน จะมาวันนี้หรือพรุ่งนี้ หรือจะมาในอนาคต เพราะฉะนั้นเปิดใจเรียนรู้แล้วก็น้อมรับทุกความผิดพลาดมาเป็นพลังให้ตัวเอง ในวันที่ถ้าคนรอบข้างหรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย อย่างน้อยเราต้องเข้มแข็งที่ตัวเราเองก่อน เราต้องเข้มแข็งจากภายในก่อน แล้วเราจะสามารถเปลี่ยนอย่างอื่น ๆ ได้หมดเลย ทั้งคนรอบข้าง ทั้งสิ่งแวดล้อม

คุณศิวภรณ์ นภาวรานนท์ ชื่อเล่น ชื่อแต้ ปัจจุบันอายุ 33 ปี ทำอาชีพเกษตรกร

คุณแต้จบบัญชี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเรียนจบก็มาทำงานที่บริษัทตรวจสอบบัญชีเอิร์นสันยังที่เมืองไทย หลังจากนั้นไปเรียนต่อที่ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาอยู่ 5 ปี ระหว่างเรียน MBA Supply chain management หรือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ก็ทำงานไปด้วย ทั้งเสิร์ฟอาหาร ทั้งถ่ายภาพ รับจ้างทำทุกอย่าง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้อยากเป็นเกษตรกรนั้นค่อย ๆ สะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน คุณแต้โตในป่าคอนกรีต โตในกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นคนสิงห์บุรี ไม่เคยสัมผัสต้นไม้หรือปลูกต้นไม้สักต้น ใช้ชีวิตตามแบบที่สังคมมองว่ามันควรจะเป็น หรือตัวเองไปตัดสินว่าสังคมบอกว่าควรจะเป็นแบบนี้แล้วคุณจะมีชีวิตที่มีความสุข ที่ยั่งยืน

สมัยนั้นเมื่อคุณแต้เรียนจบปริญญาตรีก็ทำงานเลย ได้เงินเดือนมาก็หมดไปกับความอยากของตัวเอง ตอนแรก ๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ เพราะว่ามันยังอยากได้อยู่เรื่อย ๆ มีมือถือเครื่องหนึ่งใช้ปีหนึ่งก็เปลี่ยนเครื่องใหม่ อยากไปเที่ยวที่ต่าง ๆ เหมือนที่คนอื่นเขาไป อยากมีของใช้ฟุ่มเฟือยทั้งหลายทั้งปวงอย่างที่คนอื่นเขามี ใช้ของแบรนด์เนม ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าหลุยส์ กล้องราคาแพง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งตอนนั้นคุณแต้ก็รู้สึกนิดนึง จนสุดท้ายแล้วความอยากมันไม่มีที่สิ้นสุด ความสุขที่คิดว่าจะมีจากการได้สิ่งต่าง ๆ ไม่เคยเต็ม ความสุขมันหมดลงทันทีที่ได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว แล้วก็กระโจนไปอยากได้สิ่งอื่นอีก

พอเป็นอย่างนั้นคุณแต้ก็มาคิดว่าจะกลับไปเข้าการทำงานแบบเดิม ๆ อีกไหม คุณแต้กลัวใจตัวเองที่จะกลับเข้าไปหลงอยู่ในวังวนเดิม ๆ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คำตอบว่าจะทำอะไรต่อไป แต่เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 คุณแต้เห็นว่าท่านมีทุกอย่างพร้อมแต่เหตุใดท่านถึงสละทั้งชีวิตเพื่อคนอื่น โดยที่ท่านไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อะไรเลยจริง ๆ ท่านเหนื่อยอย่างเดียว ทำให้คุณแต้หันมาสนใจอาชีพเกษตรกร อยากรู้ว่าทำไมเกษตรกรเมืองไทยถึงยากจน ทำไมเขายังใช้สารเคมี ทำไมถึงไม่ปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบอินทรีย์สักที ตอนนั้นคุณแต้มองตัวเองเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ เหมือนมองดูเขาเตะบอลแล้วเชียร์ทำไมไม่เตะเข้าประตู ง่ายแค่นี้ ทำไมไม่วิ่งไปทางนั้น คนเชียร์มันพูดง่าย เพราะไม่ได้เป็นเขา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องตัดสินใจก็คือ จะต้องมาเป็นเกษตรกรเองถึงจะเข้าใจว่าทำไมเกษตรกรถึงยังยากจน ทำไมถึงยังเหนื่อย ทำไมทุกคนไม่อยากให้ลูกเป็นเกษตรกร

พออยากเป็นเกษตรกรก็มาศึกษาว่าอะไรที่สำคัญกับการเป็นเกษตรกร เลยเห็นว่าการจะปลูกผักสักอย่างหนึ่งให้ขึ้นงอกงามดี หัวใจสำคัญมีอยู่สามอย่างคือ ดิน น้ำ ปุ๋ย ดินกับน้ำเราปรับเปลี่ยนอะไรได้ไม่มาก แต่ปุ๋ยเราสามารถปรับเปลี่ยนให้ดีได้ ทีนี้จะนำเข้าปุ๋ยตลอดก็เป็นการสิ้นเปลืองเงิน เวลา และการขนส่ง เป็นการสิ้นเปลืองหลายอย่าง เพราะฉะนั้นเลยมาคิดว่าปุ๋ยอะไรที่มีฤทธิ์เย็น แล้วเหมาะกับการปลูกผัก ทำให้ผักระยะสั้น ตอนแรกเริ่มด้วยระยะสั้นก่อนก็คือให้เขาเจริญงอกงามดี ปรากฏว่ามูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์ เพราะว่าเขาย่อยสลายอินทรีย์ ย่อยสลายขี้วัว ย่อยสลายมูลสัตว์ต่าง ๆ หรือผักผลไม้ต่าง ๆ แล้วกลายเป็นปุ๋ยอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้จากเขาจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีฤทธิ์เย็น สามารถใส่ได้ทันที

และเมื่อตัดสินใจกลับมาเป็นเกษตรกรจริง ๆ สิ่งที่คุณแต้เผชิญ คือ การต่อสู้กับตัวเองตลอดเวลาทั้งทางกายและทางใจ ต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่าใช่หรือไม่ใช่ ทำไหวหรือไม่ไหว จะดำรงชีพต่อไปอย่างไร คำถาม ความรู้สึกเหล่านี้มันบั่นทอนตลอดเวลา เพราะว่างานเกษตรกรไม่ได้ทำวันเดียวแล้วมันสำเร็จ แล้วคุณแต้ไม่เคยทำมาก่อน สภาพร่างกาย ร่างกายไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อการทำเกษตร ใช้เสียม ใช้ชะแลง ใช้จอบ มันทรมานมาก แล้วปีแรกสาหัสถึงกระดูกสันหลังคดเลย เพราะทำงานหนักเหมือนคนบ้า อยากสำเร็จ ทำจนไม่ได้ดูร่างกายตัวเอง ไม่ได้ดูศักยภาพตัวเอง ทำจนเจ๊ง อันนั้นคือปัจจัยที่ทำให้คุณแต้ถดถอยในช่วงแรก

นอกจากตัวคุณแต้เอง คนรอบข้างก็สำคัญ เพราะคุณแต้เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน ครอบครัวทั้งรักและเป็นห่วง ครอบครัวคิดว่าเมื่อเรียนจบเกียรตินิยม จบจากเมืองนอก ก็ควรจะได้งานที่เขาไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะฉะนั้นครอบครัวไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแต้ถึงมาเป็นเกษตรกร และสิงห์บุรีก็ไม่ใช่บ้านเกิดของคุณแต้ คุณแต้มาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ของพี่สะใภ้อีกทีหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ของพี่สะใภ้ก็ไม่อยากให้ทำ เพราะเขารู้ว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่เหนื่อย เขาทำไร่อ้อย ทำนามาตลอดชีวิตแล้วมันเหนื่อยขนาดไหนเขาก็ไม่อยากให้ทำ เขาทั้งรักและเป็นห่วง ไม่มีใครอยากเห็นลูกตัวเองลำบาก ยิ่งคุณแต้มีภาวะกระดูกสันหลังคด เขียนชื่อตัวเองไม่ได้ไปหกเดือน มันทรมานใจคนที่เป็นพ่อแม่มาก เพราะฉะนั้นในช่วงแรกจะมีแรงต้านมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งจากตัวคุณแต้เอง และจากคนรอบข้างที่รักและเป็นห่วง แต่สิ่งที่ทำให้ผ่านมันมาได้คือ มันเกิดกระบวนการที่เรียกว่าตกผลึกทางความคิดของตัวเอง โดยละความอยากสำเร็จเอาไว้ทีหลัง แล้วทำปัจจุบันกับสิ่งที่มีให้ดีที่สุด

ตอนแรกที่คุณแต้เริ่มทำ คุณแต้ทำทุกอย่างเลยไม่ใช่ทำแค่ไส้เดือน มีทั้งผักสลัด ผักสวนครัว ไม้ระดับกลาง มะละกอก็ลงไปร้อยหลุม ไส้เดือนก็เลี้ยง เลี้ยงสัตว์ก็จะเอาให้มันสำเร็จ คิดแบบคนกรุงว่าทุกอย่างมันง่าย ระบบน้ำก็ซื้อท่อน้ำหยดมาวาง สุดท้ายมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เจออุปสรรคต่าง ๆ มากมาย แล้วบริบทของพื้นที่ บริบทของสภาวะแวดล้อมที่มีอยู่ตอนนั้น ปีแรกเจ๊งไม่เป็นท่าเลย ไส้เดือนพังตายสนิท ไม่ดีตั้งแต่ขี้วัวที่เอามาเลี้ยงเขา ขี้วัวเขาล้างโรงเรือนด้วยโซดาไฟ เมื่อสั่งขี้วัวมา 200 ลูก เพราะตอนนั้นไม่อยากลงทุนเยอะ เงินก็หายไปกับไส้เดือน

พอไส้เดือนตายปุ๊บ หมกปัญหาไว้ หนีไปจับผัก ผักก็เจอโรคและแมลงอีก เจอเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตอีก เจอเรื่องตลาดอีก จับผักเจ๊งไป ทำน้ำพริกอีก หอบน้ำพริกปลาร้าไปขาย ก็ไม่มีใครซื้อ ความผิดพลาดในปีแรกเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง มันไม่ใช่ว่าคนอื่นผิด เช่น เรียนรู้ว่าทำไมลูกค้าไม่ซื้อน้ำพริกเรา ได้เรียนรู้ว่าเพราะตัวเองไปอยู่ในตลาดที่เขาเต็มแล้ว ทุกบ้านมีน้ำพริกของตัวเองใครเขาจะมาซื้อ ต่อให้น้ำพริกคุณออร์แกนิค ปลาร้าออร์แกนิคที่มีคนทำมาแล้ว คนอื่นเขาก็ไม่ซื้อ แต่ปีแรกนั้นคุณแต้ตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะพยายามไปโดยที่ไม่สนใจสภาวะรอบข้าง สิ่ง ๆ หนึ่งที่ทำให้สู้ขึ้นมาได้ก็คือ ต้องฝึกใจตัวเองให้รู้จักคำว่าเรียนรู้ ในปีแรกที่คุณแต้ผิดพลาดเละเทะขนาดนี้ ก็ได้เห็นว่าตัวเองเอาแต่ใจตัวเองขนาดนี้ ได้เห็นความอยากในใจมันเยอะ แล้วทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าตนเองใจร้อน อยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งหวัง แล้วมันเจ๊งทั้งร่างกายทั้งกิจการ สุดท้ายจึงได้เวลากลับมาค่อย ๆ คิดทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ อะไรคือสิ่งที่สำคัญ และคิดว่าควรจะค่อย ๆ ก้าวเดินทีละก้าวไหม หลังจากนั้นก็คือกลับมาดูแลในสิ่งที่ละทิ้งไป เริ่มฟื้นฟูทุก ๆ อย่างในจุดที่ตัวเองบกพร่อง แต่เริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้อยากเหมือนตอนแรก พอมันไม่ได้อยาก มันทำให้ฟังคนอื่นมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ไส้เดือนเมื่อก่อนเลี้ยงในโรงเรือนแล้วก็ไปโทษว่าทำไมเขาตาย แต่ตัวเองไม่เคยสังเกตเขาเลย ปรากฎว่าจริง ๆ แล้วตรงนั้นคือร้อนมากเกินไป ปูนก็เก็บความร้อน มันก็มาคลายความร้อนกับไส้เดือน เจอศัตรูธรรมชาติ นั่นคือตอนนั้นคุณแต้แค่หวังผลผลิตจากเขา แต่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ดีและมีความสุขเพื่อผลิตผลผลิตที่ดีให้เรา เหมือนผัก ก็ไปปลูกตรงที่มันไม่เหมาะสม แล้วก็หวังให้เขาโตอย่างสวยงาม พอมันไม่โตอย่างสวยงามก็โทษเขา ปุ๋ยไม่ดี น้ำไม่ดี ไม่ได้โทษตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มกลับมามองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพราะใจเราเองแล้วเราเริ่มปรับเปลี่ยนจากตัวเราเอง เราจะลุกได้อย่างยั่งยืน ต้องสามารถเข้าใจตัวเอง แล้วกลับมาให้กำลังใจตัวเองได้ ถึงจะฟันฟ่าพวกอุปสรรคทั้งหลายที่เจอแล้วก็ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ เมื่อเจอปัญหาแล้วก็ค่อย ๆ แก้

และตอนนี้ คุณแต้ก็ยังทำหลายอย่างอยู่ แต่มาเน้นที่ไส้เดือนเป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงวิสาหกิจชุมชน เป็นสิ่งที่นำรายได้เข้ามา แล้วตอนที่คุณแต้มาทำเกษตรช่วงแรก ในใจมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งที่ตั้งใจทำคือ อยากทำผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ทำให้คนเมืองกลับมาหลงรักการเพาะปลูก อยากให้แม่พาลูกไปปลูกต้นไม้อีกครั้ง การที่สมัยนี้คนเราอยู่กับออนไลน์เยอะ โลกโซเชียลเยอะ พออยู่กับโลกโซเชียลเยอะก็ไปอยู่กับวัตถุเยอะ และทำให้เด็กกลายเป็นคนใจร้อน ทีนี้ถ้าสามารถปลูกฝังให้เด็กหันมาปลูกผักหรืออยู่กับธรรมชาติมากขึ้น เขาจะมีสติมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น แล้วจะใจเย็นลง เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคุณแต้ก็คือจะทำอินทรีย์วัตถุขึ้นมาเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จกับการเพาะปลูก เพราะคุณแต้เชื่อว่าถ้าเขาประสบความสำเร็จจากก้าวแรกที่เขาได้ลองทำแล้ว เขาก็จะมีก้าวต่อไปแล้วก็ก้าวต่อไปอีก เขาจะหลงรักการเพาะปลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งธรรมชาติเดี๋ยวนี้มันถูกทำลายลงไปเยอะ คุณแต้อยากสนับสนุนให้คนกลับมาหันมาสนใจในสิ่งตรงนี้ เพราะฉะนั้นตัวไส้เดือนหรือผลผลิตที่ได้จากเขา ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นดินพร้อมปลูกที่ผสมมูลไส้เดือน เป็นน้ำสกัดมูลไส้เดือน ก็ทำมาเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ให้กลับมาหลงรักการเพาะปลูก

คุณแต้ใช้พื้นที่ประมาณ 2 งาน ในการเลี้ยงไส้เดือน ตอนนี้มีอยู่ราว ๆ 2,500 กะละมัง โดยสายพันธุ์ที่เลี้ยงตอนนี้คือ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ หรือที่เรียกว่า AF เพราะเหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ คุณแต้อยู่ภาคกลาง อากาศมันเหมาะกับสายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ ถ้าเกิดอยู่ภาคเหนือจะต้องเปลี่ยนเพราะว่าอากาศหนาว ไปอยู่ภาคใต้ฝนตกชุกไปเขาก็จะหนี เพราะฉะนั้นคุณแต้คัดเลือกสายพันธุ์ที่หนึ่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์เก่ง แล้วก็สองเหมาะกับสภาวะแวดล้อม ซึ่งตรงกับพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์

การเลี้ยงไส้เดือนนั้น คำนึงทั้งปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกก็คือ ที่ ๆ เขาจะอยู่และภาชนะที่เขาจะอยู่ ที่ ๆ เขาจะอยู่ควรจะมีร่ม แล้วก็ไม่โดนแดด มีการพลางแสง ลมผ่านสะดวกยิ่งมากเท่าไหร่ไส้เดือนก็ยิ่งมีความสุขเพราะว่าเขาจะหายใจทางผิวหนัง การหาที่อยู่ให้เขาให้เริ่มจากสิ่งที่เรามี เรามีบ่อวงหรือวงปูนก็ใช้ได้แล้ว หรือเรามีลานปูน ตะกร้า หรือลิ้นชักเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วสามารถบรรจุเขาได้ก็ใช้ได้ หรือกะละมังก็สามารถทำได้เช่นกัน อันนั้นคือในเรื่องของภาชนะ แต่ต้องเรียนรู้ว่าภาชนะที่จะใส่เขาแต่ละอย่างมันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อย่างเช่นปูนก็ห้ามอยู่ในที่ ๆ โดนแดด ถ้าโดนแดดเขาจะเก็บความร้อนแล้วคายความร้อนออกก็จะกระทบกับตัวไส้เดือน เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่าเรามีอะไรก็เริ่มจากสิ่ง ๆ นั้น อาจจะทำใต้โคนต้นไม้ก็ยังได้ แล้วปัจจัยที่สองที่สำคัญก็คืออาหารของเขา อาหารของเขาส่วนใหญ่เขาจะย่อยสลายอินทรีย์วัตถุเพื่อเป็นปุ๋ยคอกต่าง ๆ เราควรที่จะคัดเลือกปุ๋ยคอกนิดหนึ่งว่าปุ๋ยคอกชนิดไหนที่ร้อนหรือเย็น ถ้าร้อนไปไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ แต่จะต้องนำมาผ่านการคายความร้อนหลายครั้งหน่อย เช่น ที่นี่ใช้มูลวัว มูลวัวต้องผ่านการแช่น้ำคายความร้อน จนกระทั่งแน่ใจว่าเขาจะเย็น ถ้าเกิดเขายังร้อนอยู่ไส้เดือนก็จะหนี ไส้เดือนจะไม่ชอบ อย่างที่สองจะใส่อินทรีย์วัตถุอื่นเข้าไป นอกจากพวกปุ๋ยคอกด้วยก็อาจจะเป็นอย่างเช่นเศษผลไม้เศษผักหรือเศษอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ ที่เรามี อย่างที่วิสาหกิจชุมชนของเราใช้ก็จะเป็นตัวผักตบชวากับหยวกกล้วยที่เราตัดเครือแล้วเราเหลือแต่ลำต้น ก็จะมาสับเลี้ยงให้ไส้เดือน เพราะฉะนั้นมีอะไรก็สามารถใส่เลี้ยงเขาได้ แต่จะมีข้อควรระวังเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น อย่าใช้ผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือรสเผ็ด เพราะมันจะกระทบต่อตัวไส้เดือนโดยตรง

ส่วนเรื่องโรคภัย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของศัตรูธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติจะมีหลายอย่าง เช่น มด นก ไก่ กบ เขียด จิ้งเหลน หนู ต่าง ๆ นานาพวกนี้เป็นศัตรูของเขาได้ทั้งหมด แม้กระทั่งแมวที่บ้าน เพราะฉะนั้นต้องเลือกโซนที่สามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะหลีกไกลจากศัตรูที่จะมากินเขา สองโรคที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อราที่อาจจะเป็นผลจากสภาพอากาศด้วย อย่างเช่นฤดูฝนอากาศจะชื้น ร้อนชื้น จะเกิดเชื้อราที่เป็นเชื้อราเห็ด เชื้อราต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นต้องคอยดูแล ดูแลตั้งแต่ตอนหมักอาหารให้เขา อย่างของวิสาหกิจชุมชนก็จะใส่เชื้อราไตโครเดอร์มาลงไปเพื่อให้เขากินเชื้อราอื่น ๆ ก่อนที่มันไม่ดีแล้วให้เหลือไว้แต่เชื้อราดีซึ่งมันจะไม่เกิดผลกระทบต่อไส้เดือน อันดับต่อไปคือเรื่องของอุณหภูมิ อุณหภูมิจะมีผลทำให้ไส้เดือนตัวเล็กหรือตัวใหญ่ เช่น ถ้าหน้าร้อนแล้วเป็นพันธุ์เอเอฟ แล้วอยู่ในภาคกลางอุณหภูมิเกิน 40 องศา ลมไม่ผ่านเลย มีปัญหาแน่นอนต่อไส้เดือน เขาจะตัวเล็กลีบลง เพราะธรรมชาติของเขาจะทนอุณหภูมิได้ในระยะหนึ่งที่ไม่เกิน 40 องศา เพราะฉะนั้นโรงเรือนที่ดีควรจะโปร่ง โล่ง

ส่วนขั้นตอนในการเลี้ยงไส้เดือนนั้น มีวิธีการง่าย ๆ คือ เมื่อเราเตรีมภาชนะแล้ว ถ้าใช้เป็นกะละมังก็เจาะรูเพื่อการระบายน้ำ เพราะเมื่อรดน้ำเขาถ้าน้ำขังไส้เดือนจะหนี ต้องเจาะรูระบายภาชนะต่าง ๆ ที่ใช้ให้มันมีทางระบายน้ำ อย่างที่สองเมื่อได้ภาชนะ ก็จะเป็นเรื่องของอาหาร คุณแต้เตรียมอาหารอย่างของที่วิสาหกิจชุมชนใช้ในเรื่องของมูลวัว ใช้ผักตบชวา ใช้หยวกกล้วยที่ตัดเครือแล้ว ใช้ขุยมะพร้าวบางส่วน ใช้รำละเอียด แล้วก็ใช้กากกาแฟบางส่วนในการเลี้ยงไส้เดือน แต่ถ้าใครที่ใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ปุ๋ยคอกนั้นต้องผ่านการคายความร้อนก่อน จะใช้ขี้วัว ขี้ควาย หรือขี้ม้าก็ใช้ได้ แต่ต้องมาคายความร้อนก่อน

วิธีการคายความร้อน แล้วดูว่าเขาคายความร้อนเสร็จสิ้นหรือยัง คือ การนำมูลสัตว์ไปแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นตอนเช้ามาเปิดน้ำออกให้หมด ทิ้งจนกระทั่งเขาหมาด ๆ สักหนึ่งชั่วโมง แล้วเอามือเราทดสอบอุณหภูมิในกองมูลสัตว์นั้นเลย ถ้ามันยังอุ่นหรือมันยังร้อนแสดงว่ามันยังทำปฏิกิริยาย่อยสลายอยู่ ยังไม่สามารถนำมาเลี้ยงไส้เดือนได้ จะต้องทำซ้ำ ก็ใส่น้ำเพิ่ม แล้วก็ทิ้งไว้อีกหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นก็มาทำวิธีเดิมจนกระทั่งมูลสัตว์นั้นเย็นเรียบร้อยแล้ว เขาก็พร้อมที่จะเป็นอาหารหลักของไส้เดือน จากนั้นก็ใส่อินทรีย์วัตถุอื่น ๆ ที่เรามี เช่น บ้านอยู่ในเมืองอาจจะมีเศษใบไม้เศษผักเศษผลไม้จากในครัวเรือน ก็สามารถนำมาผสมกับมูลวัวเอาให้เขาทานได้ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วก็ให้มั่นใจว่าเขาโปร่งพอ เหตุที่แนะนำให้ใส่อินทรียวัตถุอื่นนอกจากมูลสัตว์ด้วย เพราะว่าถ้าใส่มูลวัวหรือมูลสัตว์ทั่วไปอย่างเดียว เวลาผ่านไปมันจะถูกกดทับ มันจะดูแน่นขึ้น ซึ่งไส้เดือนไม่ชอบ เพราะไส้เดือนเป็นสัตว์ที่หายใจทางผิวหนัง เขาต้องการออกซิเจนเพื่อทำให้เขามีความสุข เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ให้อาหารหรือบ้านเขามีช่องว่าง มีความความโปร่ง

เมื่อเตรียมอาหารเสร็จ ก็เอาไส้เดือนใส่ลงภาชนะที่เตรียมอาหารไว้ ที่คุณแต้เตรียมจะเป็นกะละมังเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร จะใส่ไส้เดือนประมาณ 1 - 2 ขีด ขึ้นอยู่กับว่าอยากได้อะไร ถ้าอยากให้เขาเจอกันเร็วเพื่อผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์ขยายตัวเร็ว หรือให้เขากินเร็ว ก็ใส่เขาไปสองขีด ถ้าจำนวนตัวเยอะเขาจะกินเร็ว ขับถ่ายเร็ว ผลิตปุ๋ยเร็ว แต่ถ้าอยู่ในช่วงที่อยากค่อยเป็นค่อยไปค่อยดูค่อยศึกษา ก็ใส่ทีละน้อย เช่น ใส่หนึ่งขีดระยะเวลาในการกินของเขาก็จะยืดออกไปอีก เพราะฉะนั้นสามารถควบคุมได้ว่าอยากได้ปุ๋ยเร็วหรือช้า

เมื่ออยากรู้ว่าเขากินหรือเปล่า เขาอยู่ดีหรือเปล่า เขากินถึงไหนแล้ว สามารถมาปาดดูไส้เดือนได้เลย เพราะว่าลักษณะนิสัยของเขาอย่างหนึ่งคือ เขาจะขึ้นมาขับถ่ายข้างบน แล้วเขาจะลงไปอยู่อาศัยข้างล่างให้ต่ำที่สุด เพราะฉะนั้นข้างบนของกะละมังหรือภาชนะต่าง ๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นมูลไส้เดือนก่อนอย่างอื่น เราสามารถรู้ได้อย่างง่าย ๆ คือ เอามือปาดลงไปจนกระทั่งเจอว่ามันยังเป็นขี้วัวอยู่ ก็แสดงว่าเขายังกินไม่หมด ส่วนไหนถ้าเกิดปาดลงไปแล้วเขาเป็นมูลไส้เดือนหมดแล้ว แสดงว่าเขากินหมดแล้ว พร้อมที่จะเปลี่ยนแล้ว

แต่ที่คุณแต้เลี้ยง วันแรกที่วิสาหกิจชุมชนคุณแต้เลือกใช้ผักตบชวากับหยวกกล้วยตัดเครือวางไว้ เพราะทำให้ลดการรดน้ำลงด้วย ไม่จำเป็นต้องลดทุกวัน ใช้ระบบการคายน้ำของตัวผักตบชวาและหยวกกล้วย มันจะค่อย ๆ คายน้ำออกมาเอง แล้วทำให้เกิดความชุ่มชื้นภายใน เพราะฉะนั้นเราจะรดน้ำเพียงแค่ครั้งเดียวคือครั้งวันแรกที่เริ่มเลี้ยงเขา พอใส่ตัวไส้เดือนเสร็จ เอาเขาลงวางที่ชั้น รดน้ำให้ชุ่ม วันแรกวันเดียวเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีผักตบไม่มีกล้วยไม่มีอะไรที่จะคายน้ำออกมา ก็อาจจะเพิ่มระยะเวลาการรดน้ำเป็นอาทิตย์ละ 1 - 2 ครั้ง แล้วหลังจากนั้นจะเห็นเองว่าจากมูลสัตว์ก้อนใหญ่ ๆ มันจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นมูลไส้เดือนที่มีลักษณะ รี เล็ก เป็นเกล็ด ๆ อยู่ด้านบนจำนวนมาก แล้วสามารถนำมูลไส้เดือนเหล่านั้นไปใช้ในแปลงเกษตรได้เลย ไม่จำเป็นอย่าไปผึ่งแดด ไม่ต้องไปผึ่งให้แห้ง เพราะว่ามูลไส้เดือนคือจุลินทรีย์สดที่มาจากระบบย่อยของมูลไส้เดือนของตัวไส้เดือนเอง อันนั้นคือดีที่สุดแล้ว เอาไปใส่ผักได้เลย

การใช้ แนะนำให้ใช้ช่วงเย็น เพราะถ้าใส่ตอนเช้าหรือตอนเที่ยง แดดมันฆ่าจุลินทรีย์ ถ้าอยากได้ประสิทธิภาพสูงสุด ให้ใส่ช่วงเย็น รดน้ำตาม ให้จุลินทรีย์ดีจากมูลไส้เดือนซึมลงดิน อันนั้นคือขั้นตอนของการใช้ หลังจากนั้นพอแยกส่วนของมูลไส้เดือนไปแล้ว ตัวไส้เดือนก็ทำแบบเดิม ย้ายเขาไปอยู่ที่อยู่ใหม่ เขาจะมีการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะไส้เดือนสัตว์สองเพศในตัวเดียว พอมันประกบท้องคู่มันก็ท้องคู่ มันจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เราอาจจะต้องมีการวางแผนในเรื่องของการเตรียมอาหาร เตรียมหมักมูลสัตว์ แล้วก็เตรียมพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงเขาต่อไป ที่นี้ก็จะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เองง่าย ๆ โดยที่ขยายไปได้เรื่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องเริ่มเยอะแบบร้อยกะละมัง เพราะเราจะไม่มีเวลาดูแลเขา แล้วก็อาจจะไม่เข้าใจเขา ละเลยเขาไป อาจจะเริ่มจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ แล้วจะไม่เหนื่อยด้วย

คุณแต้เลี้ยงไส้เดือนในฐานะที่เป็นวิสาหกิจชุมชน และด้วยวิสาหกิจชุมชนนี้ได้จัดจำหน่ายเกี่ยวกับวัสดุปลูกและน้ำหมักชีวภาพทั้งหลาย ภายใต้แบรนด์ “มิสเตอร์โฮป ออแกนิค ซัพพลาย” ขายตัวมูลไส้เดือน ขายดินพร้อมปลูก ขายน้ำสกัดมูลไส้เดือนจุลินทรีย์ผลไม้รวม น้ำส้มควันไม้ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ดินชนิดต่าง ๆ เช่นดินสูตรดั้งเดิม ดินสูตรสำหรับแคคตัสไม้อวบน้ำ ดินสูตรพืชสมุนไพร ตอนนี้ช่องทางการจำหน่ายมีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ออฟไลน์มีขายที่ตลาดบางใหญ่ ตลาด อ.ต.ก. แล้วก็ขายที่ แมกซ์ แวลู บางสาขา ส่วนตลาดออนไลน์ ก็ทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

พวกน้ำหมักต่าง ๆ จะขายบรรจุเป็นแกลลอน 1 ลิตร ส่วนดินกับปุ๋ย จะทำ 2 ขนาดคือ 1 กิโลกรัม ถุงนี้จะเป็นถุงเจาะแล้วปลูกเลย คือลูกค้าในเมืองหรืออยู่คอนโดไม่ต้องไปหาซื้อถุงเพาะชำ ถุงนี้ปรุงสำเร็จ หาไม้ปลายแหลมแทงเพื่อการระบายน้ำหยอดเมล็ดปลูกได้เลย

สำหรับดินพร้อมปลูกขนาดถุงเล็ก 1 กิโลกรัม ราคา 3 ถุง 100 บาท ถุงขนาดซ์ใหญ่ก็จะ 100 บาท ส่วนมูลไส้เดือนสด 3 กิโลกรัมจะอยู่ที่ 180 บาท ถ้าเป็นดินพร้อมปลูกขนาด 1 กิโลกรัม จะมี 3 แบบ คือตัวสูตรดั้งเดิม สูตรแคคตัส สูตรสมุนไพร ถ้าสูตรดั้งเดิมก็จะ 3 ถุง 100 บาท แล้วปลูกเลย สูตรแคคตัสก็จะ 3 ถุง 150 บาท และถ้าสูตรสำหรับพืชสมุนไพรจะ 3 ถุง 200 บาท นอกจากนั้นยังมีอีกขนาดหนึ่งก็คือขนาด 3 กิโลกรัม เป็นถุงกระสอบสีขาว จะทำเฉพาะสูตรดั้งเดิมอยู่ที่ถุงละ 100 บาท ส่วนมูลไส้เดือนก็จะมีขนาด 3 กิโลกรัมเหมือนกัน จะอยู่ที่กระสอบละ 180 บาท ส่วนน้ำสกัดมูลไส้เดือนจะอยู่ที่แกลลอนละ 145 บาท น้ำส้มควันไม้ตอนนี้ก็จะอยู่ที่ 155 บาท จุลินทรีย์ผลไม้รวมอยู่ที่ 165 บาท ส่วนจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะอยู่ที่ 3 ขวด 175 บาท

ส่วนแผนงานในอนาคต ทางวิสาหกิจชุมชนจะผลิตแค่นี้ก่อน จะไม่ขยายไส้เดือนไปมากกว่านี้แล้วในตอนนี้ แต่จะเป็นการดึงคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่า โครงการในอนาคตที่ตั้งใจไว้ก็คือจะจัดให้มีการเช่าไส้เดือน แล้วให้คนที่ไม่มีรายได้หรือคนที่อาจจะเป็นแม่บ้านอยู่บ้านดูแลคนแก่ดูแลลูก ซึ่งไม่ได้ออกไปทำงานให้เขามีรายได้เสริมจากการเพาะเลี้ยงไส้เดือน แล้วนำตัวมูลไส้เดือนกลับมาขายคืนให้ที่วิสาหกิจชุมชน ก็จะช่วยกระจายรายได้ด้วย และในเรื่องของดินตอนนี้ได้ขยายทำบ่อหมักเพิ่ม ตั้งใจจะประกาศให้ทางหมู่บ้านทราบว่าวันนี้มีการปรุงดินนะ มีการย่างดิน ก็จะให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมทำด้วย นั่นคือแผนการขยายกำลังการผลิตในอนาคต

ส่วนในเรื่องของการตลาด จะยังทำตลาดออนไลน์ทั้งออฟไลน์ควบคู่กันไป เพราะว่าทั้งคู่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจะยังคงทำทั้งสองแพลทฟอร์มแล้วก็ขยายออนไลน์ให้มากขึ้น รวมถึงการทำผลิตภัณฑ์ แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย และครอบคลุมเกี่ยวกับการเพาะปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด อย่างเช่น ดึงในเรื่องของสารชีวพันธุ์ เชื้อราที่ช่วยในการป้องกันแมลงศัตรูพืชอะไรต่าง ๆ เข้ามาเป็นโปรดักส์ของภายใต้แบรนด์ มิสเตอร์โฮป ออร์แกนิค ซัพพลายด้วย

การจัดทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เป็นการช่วยกำจัดขยะในชุมชน และที่สำคัญมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีการดึงแรงงานท้องถิ่น คนในชุมชน หรือใครที่สนใจในละแวกใกล้เคียงเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือบางทีเค้าอาจจะสนใจแค่อยากรู้วิธีการเลี้ยงไส้เดือน อยากเรียนบ้าง ทางคุณแต้ยินดีถ่ายทอดทุกอย่าง ทั้งขั้นตอนการเลี้ยง การปรุงดิน การทำน้ำหมักต่าง ๆ ตรงนี้ถือเป็นศูนย์กลางที่จะกระจายความรู้อย่างนี้ได้ และคาดหวังให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยั่งยืน

ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อเดือน หนึ่งแสนบาท เป็นอย่างน้อย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

คุณศิวภรณ์ นภาวรานนท์ 53/5 หมู่ 3 ต.เชิงกลัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี 16130

นักเรียนนอกกลับบ้านมาทำเกษตร ด้วยการ

เรื่อง/ภาพโดย: นนท์ ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
23-28°C
เชียงใหม่
21-26°C
นครราชสีมา
21-26°C
ชลบุรี
23-28°C
นครศรีธรรมราช
25-29°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×