ดนตรี
คลิปวิดิโอ

I've Found a New Baby by Palmer Williams

รักบ้านเกิด   1015 2016-06-08

 I've Found a New Baby by Palmer Williams 

Prelude to A Kiss by Duke Ellington 322
 1010

Prelude to A Kiss by Duke Ellington 

Confirmation by Charlie Parker 2 322
 972

 Confirmation by Charlie Parker 2 

All Blues by Miles Davis 2 322
 220

All Blues by Miles Davis 2 

500 Miles High by Chick Corea 322
 210

500 Miles High by Chick Corea 

J S Bach Double Violin Concerto in D minor BWV 1043323
 299

J S Bach Double Violin Concerto in D minor BWV 1043

Violin Sonata No 21 in E minor K 304 by W A Mozart327
 274

Violin Sonata No 21 in E minor K 304 by W A Mozart

Yaan (ญาณ) : Manasuna Yaman @MOCA Bangkok588
 2047

ชวลิต เสาวภาคย์พงศ์ชัย (guitar) นพรุจ สัจวรรณ (zitar) ขจรศักดิ์ ใจคง (percussion) นฤพนธ์ ช่างเจริญ (didgeridoo) https://www.facebook.com/yaanworldmusic/ สถานที่ MOCA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย

yaan(ญาณ) - Goloka @MOCA BANGKOK589
 1380

ชวลิต เสาวภาคย์พงศ์ชับ (violin) นพรุจ สัจวรรณ (zitar) ขจรศักดิ์ ใจคง (percussion) สรรพวิท สร้อยคำ (guitar) https://www.facebook.com/yaanworldmusic/ สถานที่ MOCA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย

แนะนำเครื่องดนตรีโบราณviola da gambaโดย อ.คมธรรม ดำรงเจริญ593
 1362

ผศ.คมธรรม ดำรงเจริญ  Komtham Domrongchareon อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์มหาวิทยาลัย­ศิลปากร วิชาที่รับผิดชอบ: History of Music / Music Theory / Principles of Research / Seminar

MOCA BANGKOK Concerto composed by Polwit Opapant | MOCA BANGKOK650
 954

Concerto -Kui Thai and Strings Orchestra  Composed by พลวิทย์ โอภาพันธุ์  Conductor : พลวิทย์ โอภาพันธ์ุ  Soloist : อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี   1st Violin : Bing Han, อารดี เอี่ยมสกุลพานิช  2nd Violin : อธิยา วรวิจิตราพันธ์, ฉัตรชัย สุขนิยม  Cello : กิตติคุณ สดประเสริฐ  Bsaa : ลิขิต บุญมา  

MV คนดีไม่มีวันตาย - ขุนรองปลัดชู HD671
 1255

เพลง คนดีไม่มีวันตาย ขับร้อง : ธีร์ ไชยเดช เนื้อร้อง/ทำนอง : หน่อเค้า เรียบเรียง : พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา          เนื้อเพลง แม้ไม่มีใครรู้ แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร ไม่ว่าวันพรุ่งนี้มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราได้ทำ ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ แม้ยากเย็นแค่ไหนไม่เคยบ่นซักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ **จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี ขอเทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี  โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย**

เพลง "ทานตะวัน" 699
 1344

เพลงทานตะวัน คำร้อง : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทํานอง : ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เพลงทานตะวันถูกประพันธ์ขึ้นโดยได้รับแรงบ­ันดาลใจจากการชมทุ่งทานตะวัน ที่รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งเดินทางไปพร้อมกับวงคาราบาวในกา­รทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ บรรเลงโดย ธนิก วิชัยดิษฐ (ขลุ่ยไทย) นิติธร หิรัญหาญกล้า (ซออู้) ต้นตระกูล แก้วหย่อง (กีตาร์)

เพลง "สุดสงวน"699
 1241

เดี่ยวซออู้ เพลงสุดสงวน ๓ ชั้น ทางเพลง : อาจารย์นิติธร หิรัญหาญกล้า เป็นเพลงไทยเดิมสำเนียงมอญ มีท่อนเดียว ไม่ระบุแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ตั้งแต­่แรกเริ่ม แต่นายมนตรี ตราโมทได้ให้คำสันนิษฐานไว้ถึงเพลงสุดสงวน ๓ ชั้นนี้ว่าอาจถูกประพันธ์ขึ้นมาโดยมาอาศัย­เพลง ๒ ชั้นใดๆ ทั้งสิ้น บรรเลงโดย นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซออู้)

การพัฒนาซออู้ในยุคปัจจุบันโดย อ.พลวิทย์ โอภาพันธุ์699
 1129

อ.พลวิทย์ โอภาพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิชาที่รับผิดชอบ: Saxophone / Music Theory and Composition

เพลง "ลาวดวงดอกไม้"699
 847

เพลง ลาวดวงดอกไม้ เดิมเป็นเพลงพื้นบ้านทางแถบภาคเหนือของไทย ต่อมาได้ถูกนำมาปรับปรุงใหม่โดยนายมนตรี ตราโมท และได้มีการนำมาประพันธ์บทร้องเพิ่มเพื่อใ­ช้สำหรับการฟ้อนรำในบทละคร บรรเลงโดย นิติธร หิรัญหาญกล้า (ซออู้) นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซออู้) ต้นตระกูล แก้วหย่อง (กีตาร์)

ลายสั่งสาว 712
 949

     โปงลาง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะหรือเครื่องตี มีลักษณะคล้ายระนาดแต่แขวนในแนวดิ่ง เป็นที่นิยมในภาคอีสาน บางท้องถิ่นอาจเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากขอลอ หรือ เกราะลอ(ผู้เฒ่าผู้แก่ในถิ่นดงมูลอำเภอหนองกุงศรีเรียก "หมากเต๋อเติ่น") เป็นเครื่องดนตรีประจำจังหวัดกาฬสินธุ์      ในส่วนของลายสั่งสาวดั้งเดิมแล้วเป็นของพิณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจาก อ.พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ ลายนี้พูดถึงการบอกลาสาวซึ่งใช้เสียงพิณใช้เสียงดนตรีบอกลาสาวในการจากกัน ผู้บรรเลงจะมาถ่ายทอดในเครื่องดนตรีโปงลางผืนนี้ บรรเลงโดย   : ต้นตระกูล แก้วหย่อง ครูผู้สอน      : อ.นิติธร หิรัญหาญกล้า ผู้ประพันธ์    : อ.พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ สถานที่        : พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

ลายแมลงภู่ตอมดอกไม้ 712
 1030

     แต่เดิมเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ยังไม่มีการผสมวงกันแต่อย่างใดใช้เล่นเป็นเครื่องเดี่ยวตามความถนัดของนักดนตรีที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ โอกาสที่จะมาร่วมเล่นด้วยกันได้ก็ต่อเมื่อมีงานบุญหรืองานประเพณีต่างๆ เช่น บุญเผวด จะมีการแห่กัณฑ์หลอนของแต่ละคุ้มหรือแต่ละหมู่บ้านมาที่วัด คุ้มไหนหรือหมู่บ้านไหนมีนักดนตรีอะไรก็จะใช้บรรเลงและแห่ต้นกัณฑ์หลอนมาที่วัด พอมาถึงวัดก็จะมีการผสมผสานกันของแต่ละเครื่องมือ เช่น พิณ แคน ซอ กลองเป็นต้น หลังจากผสมผสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว ก็จะแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเชื่อมเข้าหากันโดยเฉพาะนักดนตรีจะไปมาหาสู่กันร่วมกันเล่น ร่วมกันสร้าง ในที่สุดก็กลายเป็นวงดนตรีและมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่น วงโปงลาง ปี พ.ศ. 2505 หลังจากอาจารย์เปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจและศึกษาพัฒนา การตีและการทำเกราะลอจนเปลี่ยนชื่อมาเป็นโปงลางและได้รับความนิยมจากชาวบ้านโดยทั่วไป      ลายแมลงภู่ตอมดอกไม้เป็นทางเพลงของ อ.พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ หรือ คำเม่าเปิดถนน เป็นลายบรรยายภาพพจน์ของถึงอากัปกิริยาของผึ้งขณะบินตอมดอกไม้โดยผ่านเสียงพิณ จากเสียงพิณก็ได้ถ่ายทอดมาสู่เสียงของโปงลาง บรรเลงโดย : ต้นตระกูล แก้วหย่อง ครูผู้สอน     : อ.นิติธร หิรัญหาญกล้า ผู้ประพันธ์   : อ.พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ สถานที่       : พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)  

เพลง "คำหวาน"715
 1026

เพลงคำหวาน เป็นเพลงอัตราจังหวะสองชั้น ทำนองเก่าสมัยอยุธยา เป็นเพลงท่อนเดียวอยู่ในเพลงตับเรื่องนางไห้ซึ่งมีอยู่ ๕ เพลง คือ เพลงนางไห้, เพลงชมทะเล, เพลงลมพัดชายเขา, เพลงคำหวาน และเพลงเบ้าหลุด เพลงนี้ได้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง โดยได้มีการเรียบเรียงใหม่ บรรเลงโดย นิติธร หิรัญหาญกล้า (ซออู้)  ต้นตระกูล แก้วหย่อง (กีต้าร์) สถานที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

เพลง "มยุราภิรมย์ "716
 956

เพลง “มยุราภิรมย์” เป็นหนึ่งในห้าเพลงประกอบระบำสัตว์ที่แต่งโดย “ครูมนตรี ตราโมท” อันได้แก่ อัศวลีลา (ระบำม้า), มยุราภิรมย์ (ระบำนกยูง), มฤคระเริง (ระบำกวาง), บันเทิงกาสร (ระบำควาย) และ กุญชรเกษม (ระบำช้าง) บรรเลงโดย ธนิก วิชัยดิษฐ (ขลุ่ยไทย)   นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซออู้)   ต้นตระกูล แก้วหย่อง (กีต้าร์)  สถานที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

เพลง "ลาวดวงเดือน"716
 1078

     เพลงลาวดวงเดือน เป็นเพลงไทยเดิม ทรงพระนิพนธ์โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม(พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ­้าอยู่หัว เดิมเพลงนี้กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมทรงตั้ง­ชื่อว่า เพลงลาวดำเนินเกวียน เพราะโปรด "เพลงลาวดำเนินทราย" ของ พระยาประสานดุริยศัพท์ จึงตั้งพระทัยประพันธ์เพลงสำเนียงลาวที่มี­ลักษณะคล้ายๆ กัน แต่เนื่องจากเนื้อร้องที่ขึ้นต้นว่า         โอ้ละหนอ...ดวงเดือนเอย.... ทำให้ผู้ฟังนิยมเรียกกันว่า ลาวดวงเดือน เป็นชื่อที่นิยมเรียกสืบมาจนหลงลืมชื่อเดิ­มที่ผู้ประพันธ์ทรงตั้งไว้ บรรเลงโดย ธนิก วิชัยดิษฐ (ขลุ่ยไทย)   นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซออู้)   ต้นตระกูล แก้วหย่อง (กีต้าร์) สถานที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

เพลงพร้าวไกว๋ใบออกเพลงมวย716
 949

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ลิปิกร มาแก้ว และนางรำ กับการบรรเลงพิณเปี๊ยะ 2 สาย ในเพลงไกว๋ใบออกเพลงมวย สถานที่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่       สำหรับ พร้าวไกว๋ใบ เป็นเพลงที่แต่งโดย อาจารย์รักเกียรติ ปัญญายศ  อาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่  แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงประกอบการแสดงชุดฟ้อนวี (ระบำพัด) ซึ่งประดิษฐ์ โดยครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ  จึงเรียกกันติดปากว่า เพลงฟ้อนวี       เพลงพร้าวไก๋วใบนี้ ผู้แต่งได้ใช้ทำนองเพลงพื้นเมืองหลายๆ เพลง เช่น ปราสาทไหว  ตั้งเชียงใหม่ ฯลฯ  มาผสมผสานโดยใช้หลักการประพันธ์เพลงแบบดนตรีไทย  ซึ่งทำให้เพลงพร้าวไก๋วใบ  เป็นเพลงที่มีจังหวะหลากหลาย  โดยมีจังหวะช้า (สองชั้น) ในช่วงแรก และจังหวะรวดเร็ว (ชั้นเดียว)  ในช่วงหลัง จึงถือได้ว่าเพลงพร้าวไก๋วใบ  เป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของเพลงพื้นเมือง ที่นำเอาหลักการทางดนตรีมาใช้  โดยยังคงสำเนียงและเอกลักษณ์ของดนตรีพื้นเมืองไว้อย่างครบถ้วน  เพลงพร้าวไก๋วใบจึงเป็นเพลงที่น่าสนใจอีกเพลงหนึ่ง                                                                     รายการอ้างอิง (ภานุทัต อภิชนาธง.  โน๊ตเพลงพื้นบ้านล้านนา.  เชียงใหม่ :ชมรมดนตรีพื้นเมือง เชียงใหม่ ศูนย์การศึกษาดนตรีพื้นเมือง วัดลอยเคราะห์)     มวย เป็นเพลงบรรเลงประกอบการชกมวยซึ่งจะใช้ดนตรีวงเต่งถิ้งบรรเลง เพราะเสียงดังและมีจังหวะเร้าใจ ในล้านนามักเรียกว่า เพลงลูกกุย (อ่าน ลูกกุย) ซึ่งแปลว่ากำปั้น เพลงมวยแบ่งเป็นสองท่อน ท่อนแรก จังหวะช้าสำหรับบรรเลงขณะที่นักมวยไหว้ครู ท่อนที่สูงจังหวะเร็วขึ้นขณะที่นักมวยชกกัน เพลงนี้นอกจากจะใช้บรรเลงประกอบการชกมวยแล้วยังนินมบรรเลงประกอบการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ ฟ้อนหอกอีกด้วย (สนั่น ธรรมธิ,2542 : 3310)  

เพลงล่องน่าน716
 850

ล่องน่าน เป็นเพลงที่บรรเลงกันแพร่หลายในเขตล้านนาตอนล่างในแถบจังหวัดน่าน แพร่ และลำปางบางส่วนใช้เป็นเพลงประกอบการขับซอ บรรเลงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ลิปิกร มาแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้าน ศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรีและนาฏยกรรม       การบรรเลงพิณเปี๊ยะ 2 สาย ในเพลงล่องน่าน        สถานที่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

เพลงหอคำน้อย716
 902

            เพลง หอคำน้อย นี้เป็นเพลงที่ อาจารย์รักเกียรติ์ ปัญญายศ อาจารย์ประจำหมวดวิชาเครื่องสายไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงประกอบในงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวง และใช้ขับโดยใช้กวีนิพนธ์ล้านนา "จ๊อย" มาประกอบการขับร้อง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ลิปิกร มาแก้ว และนางรำ กับการบรรเลงพิณเปี๊ยะ 2 สาย ในเพลงหอคำน้อย สถานที่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่  

ลำทางสั้น716
 869

หมอลำบ๊อบบี้ หรือ ธีรวัฒน์ เวฬุวัน หมอลำหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือการลำที่ไพเราะ­­และไหลลื่นมาพร้อมกับอ้นแคนเขียว หรือพงศพร อุปนิ หมอแคนหนุ่มมากฝีมือ มาแสดงโชว์ที่เรียกว่าลำทางสั้น สถานที่คเณศร สตูดิโอ ขอนแก่น "ลำทางสั้น" เป็นทำนองลำแบบเนื้อเต็ม ไม่มีเอื้อน (ยกเว้นตอนขึ้นต้น "โอ้ละนอ") ความสั้น-ยาว ของพยางค์ต่างๆจะสม่ำเสมอกันโดนตลอดเป็นทำนองที่แสดงออกถึงอารมณ์อันเป็นสุข เป็นทำนองลำของหมอลำพื้นตอนดำเนินเรื่อง เพื่อให้ได้ความรวดเร็ว และเป็นทำนองหลักของหมอลำกลอน    

ลำเต้ย716
 863

หมอลำบ๊อบบี้ หรือ ธีรวัฒน์ เวฬุวัน หมอลำหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือการลำที่ไพเราะ­­และไหลลื่นมาพร้อมกับอ้นแคนเขียว หรือพงศพร อุปนิ หมอแคนหนุ่มมากฝีมือ มาแสดงโชว์ที่เรียกว่าลำเต้ย  สถานที่คเณศร สตูดิโอ ขอนแก่น "ลำเต้ย" เป็นทำนองเพลงรักสั้นๆ ประเภทเนื้อเต็มไม่มีเอื้อน มีอยู่ 4 ทำนอง คือ เต้ยโขง เต้ยพม่า เต้ยธรรมดาและเต้ยหัวโนนตาล

ลำล่อง716
 830

หมอลำบ๊อบบี้ หรือ ธีรวัฒน์ เวฬุวัน หมอลำหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือการลำที่ไพเราะ­และไหลลื่นมาพร้อมกับอ้นแคนเขียว หรือพงศพร อุปนิ หมอแคนหนุ่มมากฝีมือ มาแสดงโชว์ที่เรียกว่าลำล่อง                                                                                         สถานที่คเณศร สตูดิโอ ขอนแก่น ลำล่อง หมายถึง การลำทำนองเปล่งเสียงออกเป็นเสียงยาว มีการเอื้อนและการลากเสียงให้ยาว

สนทนาหมอลำกลอน กับ หมอลำบ๊อบบี้716
 879

หมอลำบ๊อบบี้ หรือ ธีรวัฒน์ เวฬุวัน หมอลำหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือการลำที่ไพเราะ­และโชว์การลำด้นสดจีบสาวจนสาวอายหรืออายสา­วไม่รู้  “ด้นสด” คือ การละเล่นแบบหนึ่งของหมอลำที่ ผูกเรื่องบทเจรจาและบทร้อง ท่ารำการแสดงตอบโต้ของหมอลำโดยมิได้เตรียมตัวมาก่อน หมอลำ เป็นรูปแบบของเพลงลาวโบราณในประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายอย่าง ตามลักษณะทำนองของการลำ เช่น ลำเต้ย ลำกลอน ลำเรื่อง ลำเรื่องต่อกลอน ลำเพลิน ลำซิ่ง รวมทั้ง ลำตัดในภาคกลางก็จัดได้ว่าเป็นหมอลำประเภทหนึ่ง คำว่า "หมอลำ" มาจากคำ 2 คำมารวมกัน ได้แก่ "หมอ" หมายถึง ผู้มีความชำนาญ และ "ลำ" หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ดังนั้น หมอลำ จึงหมายถึง ผู้ที่มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองเพลง

ลำภูไท733
 845

หมอลำบ๊อบบี้ หรือ ธีรวัฒน์ เวฬุวัน หมอลำหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือการลำที่ไพเราะ­และไหลลื่นมาพร้อมกับอ้นแคนเขียว หรือพงศพร อุปนิ หมอแคนหนุ่มมากฝีมือ มาแสดงโชว์ที่เรียกว่าลำภูไท  สถานที่คเณศร สตูดิโอ ขอนแก่น

การเป่าแคนแบบ improvisation ด้นสด โดย อ้นแคนเขียว733
 913

อ้น แคนเขียว หรือ พงศพร อุปนิ ผู้ทีมีฝีมือการเป่าแคนที่จัดจ้านโชว์การเ­ป่าแบบด้นสด ด้วยจินตนาการทางเสียงเพลงในวิถีของแคน ด้นสด หมายถึง การขับร้องจากคำร้องที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาประกอบให้เข้ากับทำนองเพลงที่กำลังดำเนินอยู่ในทันที  โดยจากการคิดขึ้นมาจากจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์ของนักดนตรี  โดยมิได้บรรเลงมาจากบทเพลงที่จดจำมาหรืออ่านตามบทร้องที่มีอยู่แต่ประการใด  ลักษณะการเล่นแบบด้นสดนี้จึงแสดงถึงการใช้ปฏิภาณภาณไหวพริบของผู้บรรเลงได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากเสียงที่ออกมานั้นจะต้องเป็นเสียงที่แต่งขึ้นมาอย่างถูกต้องตามหลักคีตลักษณ์ของบทเพลง  ดังนั้นการด้นสดจึงเป็นศิลปะทางด้านดนตรีชั้นสูง  หากนักดนตรีคนใดสามารถด้นสดได้เก่งก็จะได้รับการยกย่องจากนักดนตรีด้วยกันเป็นอย่างดี

แก้วหน้าม้า - หมอลำคณะตามฮอยอีสาน 733
 884

การประกวดโปงลาง - ลำซิ่ง สืบสานวัฒนธรรมไทย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 ณ จ.ร้อยเอ็ด   แก้วหน้าม้า เป็นวรรณคดีไทย พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกรกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3       นางแก้ว...เป็นลูกสาวของชาวบ้านธรรมดาๆ ชื่อนายมั่นกับนางนิ่ม เมื่อตอนนางนิ่มท้องนางแก้วได้ฝันเห็นดวงแก้ว พอคลอดลูกสาวเลยตั้งชื่อว่าแก้วเสียเลย หากแต่แรกเกิดนางแก้วมีใบหน้าเหมือนม้า ชาวบ้านละเเวกนั้นจึงพากันเรียกนางว่า "แก้วหน้าม้า" ถึงนางแก้วจะมีหน้าตาไม่เหมือนคนทั่วไป แต่นางก็เป็นคนดีมีน้ำใจ เป็นที่รักของชาวบ้าน มีอะไรก็แบ่งปันเพื่อนบ้านเสมอ...      ต่อมา...พระปิ่นทอง โอรสท้าวภูวดล ผู้ครองเมืองมิถิลากับพระนางนันทา ทรงขี่ม้ามาเล่นว่าวจุฬาแถวๆบ้านนางแก้ว บังเอิญทำว่าวขาดและหายไป นางแก้วเก็บว่าวได้ พระปิ่นทองก็ขอคืน แต่นางแก้วเล่นตัวไม่ยอมให้ สุดท้ายพระปิ่นทองจึงกล่าวว่าจะมารับนางแก้วไปเป็นมเหสีนางจึงยอมคืนว่าวให้      นางแก้วหลงรักพระปิ่นทองตั้งแต่แรกพบ...นางเฝ้ารอทุกวันคืน รอแล้วรอเล่า...พระปิ่นทองก็ไม่มาสู่ขอนางเสียที นายมั่นกับนางนิ่มผู้เป็นพ่อแม่ก็เป็นห่วงนางแก้ว และเชื่อว่าลูกสาวไม่ได้โกหก จึงพาแก้วเดินทางเข้าเมืองไปพบท้าวภูวดลและพระนางนันทา...      ตอนแรกท้าวภูวดลทรงพิโรธพ่อแม่นางแก้วมาก ทรงสั่งว่าจะประหารเพราะว่าใฝ่สูง แต่พระนางนันทาทรงห้ามไว้ และสอบถามพระปิ่นทองจนรู้ว่าไปสัญญากับนางแก้วไว้จริงจึงมีรับสั่งให้ส่งขบวนขันหมากไปสู่ขอนางแก้วที่บ้าน      พระปิ่นทองทรงหลีกเลี่ยงการนอนกับนางแก้ว ท้าวภูวดลเองก็รังเกียจนางแก้วเพราะเห็นว่าหน้าตาไม่ดี จึงหาทางรังแกนางตลอดเวลา แต่พระนางนันทาทรงเอ็นดูนางแก้วเป็นอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่านางเป้นคนดี นอบน้อมและถ่อมตน      วันหนึ่งท้าวภูวดลคิดแผนการที่จะประหารนางแก้ว โดยสั่งให้นางแก้วไปตัดเขาพระสุเมรุมาให้ ภายในเจ็ดวัน นางแก้วจำใจเดินทางเข้าป่าไป เพราะอยากอยู่กับพระปิ่นทองที่นางรัก...      นางแก้วเดินทางมาในป่าจนพบพระฤาษีตนหนึ่ง พระฤาษีสงสารนางแก้วจึงให้เรือเหาะกับมีดอีโต้วิเศษ พร้อมทั้งกรุณาช่วยถอดหน้าม้าของนางแก้วออก กลายเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยงามหมดจด...      พระฤาษีสอนแก้วว่า "ความงามน่ะมันอยู่ที่หัวใจ หากเจ้าใช้หน้าตาไปทำให้พระปิ่นทองรัก...เขาก็จะไม่รักเจ้าจริงหรอก...พอเราแก่ตัวไปใบหน้ามันก็เหี่ยวตีนกามันก็ขึ้นอยู่ดี หัวใจต่างหากที่จะยังงามอยู่ตลอดไป..."      นางแก้วไปตัดเขาพระสุเมรุมาสำเร็จ และใส่หน้าม้าดั่งเดิม แต่ท้าวภูวดลก็ยังไม่พอใจนางแก้ว และคิดแผนการใหม่ได้ คือมีรับสั่งให้นางแก้วมีครรภ์ให้ได้ก่อนที่พระปิ่นทองจะกลับเมือง โดยอ้างว่าพระปิ่นทองจะไปทำธุระที่กรุงโรม แต่ความจริงแล้วไปแต่งงานกับนางทัศมาลี ธิดาโฉมงามของกษัตริย์กรุงโรม และถ้านางมีครรภ์ไม่ได้ ก็ต้องถูกประหารชีวิต      นางแก้วเสียใจมากที่ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองพยายามขับไล่ไสส่งตน แต่ก็วางแผนหนีออกจากตำหนัก ไปถอดหน้าม้าเป็นสาวงามรออยู่ระหว่างทาง พระปิ่นทองเห็นนางแก้วเวลาถอดหน้ามาก็หลงรัก และได้นางแก้วเป็นภรรยา... ต่อมาพระปิ่นทองก็เดินทางไปกรุงโรมต่อ นางแก้วที่เริ่มมีครรภ์อ่อนๆก็กลับเมือง...      ครั้นพระปิ่นทองเดินทางกลับเมืองมิถิลามา นางแก้วก็บอกว่าตนตั้งครรภ์แล้ว 3 เดือน พระปิ่นทองและท้าวภูวดลตกใจและแปลกใจมาก ท้าวภูวดลพยายามใส่ร้ายป้ายสีนางแก้วว่ามีชู้ ให้ออกไปอยู่นอกวังก่อน ถ้าเด็กคลอดเมื่อไหร่จะมาพิสูจน์อีกทีว่าเป็นลูกพระปิ่นทองจริงๆหรือเปล่า     นางแก้วเสียใจมาก...นางไปอาศัยกับพระฤาษีตนเดิม จนคลอดโอรสองค์หนึ่ง นางเอาชื่อของนางกับพระปิ่นทองมารวมกันเป็นชื่อโอรส ให้นามว่า "พระปิ่นแก้ว" นางทราบความจากพระฤาษีว่า พระปิ่นทองถูกยักษ์จับไป นางจึงแปลงร่างเป็นชาย แล้วขึ้นเรือเหาะถือมีดอีโต้ไปช่วยพระปิ่นทองได้สำเร็จ พระปิ่นทองเป็นผู้รับความดีความชอบได้เป็นเจ้าเมืองยักษ์ และได้นางสร้อยสุวรรณ และนางจันทร ธิดาสองศรีของพญายักษ์เป็นชายาด้วย      หลังจากนั้นพระปิ่นทองก็พาสร้อยสุวรรณกับจันทรกลับเมืองมิถิลา (สร้อยสุวรรณกับจันทรรู้เเล้วว่านางแก้วเป็นใครและรักเคารพเหมือนพี่สาว) ส่วนนางแก้วก็แอบขึ้นเรือเหาะไปรับพระปิ่นแก้วกลับเมืองมิถิลา พระปิ่นทองไม่ยอมรับพระปิ่นแก้ว สร้อยสุวรรณและจันทรเห็นนางแก้วก็เข้าไปไหว้ พระปิ่นทองโกรธมากบอกว่าไปไหว้มันทำไม...      หลังจากนั้นก็มียักษ์ยกกองทัพมาเมืองมิถิลาอีก พระปิ่นทองรู้ความจริงจากสร้อยสุวรรณและจันทรว่านางแก้วก็คือชายที่เคยมาช่วยตนไว้ จึงไปขอร้องแก้วให้ไปช่วยปราบยักษ์...      หลังปราบยักษ์ได้แล้ว พระปิ่นทองก็รู้ว่าแก้วเป็นคนเดียวกับสาวงามที่ตนได้เป็นภรรยาระหว่างเดินทางไปกรุงโรม ความดีของนางแก้วเอาชนะใจพระปิ่นทองจนได้... พระปิ่นทองจึงบอกให้นางแก้วถอดหน้าม้าออก และรับนางเป็นมเหสีอย่างเต็มภาคภูมิ ให้นามนางใหม่ว่า "มณีรัตนา"      ต่อมามณีรัตนามีธิดาแฝดสามกับพระปิ่นทองอีก ให้นามว่า "แจ่มจันทร์" "หิรัญรัตน์" และ "ประภัสสร"  อุปสรรคยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อนางทัศมาลี ธิดาเจ้ากรุงโรม ชายาอีกนางของพระปิ่นทองไม่พอใจที่พระปิ่นทองไม่ยอมกลับมาหานาง ทั้งๆที่นางมีโอรสองค์หนึ่ง คือ "ปิ่นศิลปชัย" (เกิดหลังพระปิ่นแก้ว)         นางทัศมาลีวางแผนทำเสน่ห์พระปิ่นทอง จนพระปิ่นทองมาหานางที่กรุงโรม และลุ่มหลงนางยิ่งกว่าอะไรดี...นางมณีรัตนามาอ้อนวอนพระปิ่นทองให้กลับเมืองถึงกรุงโรมพระปิ่นทองก็ไม่ฟัง...      แต่สุดท้ายแล้วเรื่องร้ายๆก็ผ่านพ้นไป นางทัศมาลีกลับตัวกลับใจมาไหว้นางมณีรัตนา นางมณีรัตนามีน้ำใจดีไม่ถือโทษโกรธเคือง...ทั้งยังยกหน้าม้า มีดอีโต้ เรือเหาะที่ตนไม่จำเป็นต้องใช้แล้วให้เป็นของขวัญกับปิ่นศิลปชัยโอรสนางทัศมาลีด้วย...                                          หลังจากนั้น...นางมณีรัตนาก็ครองรักกับพระปิ่นทองอย่างมีความสุข...   ***********************************

Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×