เกษตรกรต้นแบบ
"ลลิดา คำวิชัย เกษตรกรสาวรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตสาวแบงค์ที่หวนคืนสู่บ้านเกิด และจุดเริ่มต้นของมะม่วงแก้วขมิ้น"
คุณลลิดา คำวิชัย  จ. สระแก้ว ปี 2561
เมื่อพอเพียงกับตนเองแล้ว...ก็แบ่งปันความพอเพียงนั้นให้กับคนอื่น

ลลิดา คำวิชัย เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 2561

"เกษตรกรรุ่นใหม่ คือการนำแนวคิดมาพัฒนาสิ่งเดิมให้สามารถพัฒนาต่อได้ดีขึ้น รู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลง นำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือ การลดละเลิกการใช้สารเคมี เพื่อหันมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติ และมีผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งล้วนเป็นการสร้างสิ่งที่ชุมชนมีและปฏิบัติกันในอาชีพเกษตรกร เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็ปลอดภัยกับตัวเรา ปลอดภัยต่อชุมชน และปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวอีกด้วย"

นี่คือสิ่งที่เราทำให้มันเกิดขึ้น ในชุมชนเล็ก ๆ ที่ติดกับชายแดน ไทย – กัมพูชา ที่มีชื่อว่า “ณ ชายแดน”

"ปุ๋ยมูลไส้เดือน 100 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับไม้ดอกไม้ผลทุกชนิด
อุดมด้วยธาตุอาหารและจุลินทรีย์กว่า300ชนิด เพื่อบำรุงและกระตุ้นการเติบโตแก่พืช "


"ลลิดา คำวิชัย" เกษตรกรสาวรุ่นใหม่ไฟแรง อายุเพียง 26 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท ทางด้านการตลาด จากพนักงานแบงค์ หวนคืนสู่บ้านเกิดในปี 2558 สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลลิดา ตัดสินใจกลับคืนสู่บ้านเกิด นั่นก็คือ "แม่" แม่ของลลิดา ล้มป่วยเพราะสารเคมีจากการทำการเกษตร จึงทำให้ลลิดาตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลแม่ ระหว่างนั้นลลิดามองเห็นถึงปัญหาที่เกิดกับสุขภาพของแม่ตัวเอง จึงได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้ากลับมาแล้วทำการเกษตรจะหันมาทำการเกษตรแบบปลอดสารเคมีให้ได้ จึงเริ่มจากการพัฒนาพื้นที่กว่า 100 ไร่ของแม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับค่อย ๆ ปรับ และลดการใช้สารเคมี เพื่อเข้าสู่การทำการเกษตรแบบธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ปลูกแบบผสมผสาน และยึดหลักการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชการที่ 9 มาปรับใช้ จนเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานไร่ ณ ชายแดน ซึ่งมีผู้คนเข้ามาศึกษาดูงาน กว่า 3000 คนต่อปี และยังมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างรายได้และสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ต่อยอดจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

"พระเอกของไร่นี้ คงยกให้มะม่วงแก้วขมิ้น ถ้ามาสระแก้ว แล้วยังไม่ได้ชิมมะม่วงพันธุ์นี้
ก็เหมือนกับพี่ ยังมาไม่ถึงสระแก้วนะจ๊ะ "



"มะม่วงแก้วขมิ้น" ผลผลิตหลัก ของ "ไร่ ณ ชายแดน" ผลไม้ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และปลูกได้ผลผลิตดีในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ด้วยการวางแผนการปลูกแบบใช้การตลาดนำการผลิต และตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ลูกค้าที่บริโภคอาหารแบบปลอดสารเคมี เพื่อที่จะได้ผลิตได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าโดยตรง ในแต่ละปี ตลาดมีความต้องการมะม่วงแก้วขมิ้นสูงถึง 200 ตันต่อปี ทำให้ชุมชนเกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นส่งให้กับโรงงานแปรรูป ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 40 คน สำหรับการปลูกมะมวงแก้วขมิ้นที่ไร่ ณ ชายแดน มีการเว้นระยะระหว่างต้น 6 x 6 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและการดูแลรักษา รวมไปถึงเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเดินชมสวนได้อีกด้วย

"แนวของต้นมะม่วงแก้วขมิ้น ภายใน ไร่ ณ ชายแดน
ถูกวางระบบไว้อย่างดี ด้วยระยะ 6x6 ทำให้เก็บเกี่ยวและดูแลง่าย "


"การจัดสรรพื้นที่ของไร่ ณ ชายแดน"
การจัดสรรพื้นที่เราใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ผนวกคู่กับการทำเกษตรไร่นาสวนผสม โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่บริบทที่ขาดแหล่งน้ำของชุมชนเราโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือศูนย์การเรียนรู้ 1 ส่วน แปลงไม้ผล 2 ส่วน และปศุสัตว์หรือเลี้ยงไส้เดือน 1 ส่วนและลดละเลิกการใช้สารเคมีปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรธรรมชาติและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในชุมชน จึงทำให้คนในชุมชนเล็งเห็นถึงประโยชน์และหนทาง ลดความเสี่ยงต่อการทำการเกษตร หันมาทำเกษตรธรรมชาติแบบเน้นคุณภาพเพื่อส่งต่อตนเองและผู้บริโภคมากขึ้น

" ไก่และเป็ดของเรากินอาหารตามธรรมชาติและปล่อยให้เดินเล่นในสวนมะม่วง
เราจึงได้ไข่สดและไข่ที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะส่งมอบลูกค้าค่ะ "


"ผลิตภัณฑ์ของ ไร่ ณ ชายแดน มีอะไรบ้าง"
ผลผลิตทางการเกษตรหลักของ ไร่ ณ ชายแดน คือ มะม่วงแก้วขมิ้นผลสด และผลสุก และมีการนำมะม่วงแก้วขมิ้นมาแปรรูป เช่น มะม่วงอบแห้ง มะม่วงกวน มะม่วงหยี นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น มูลไส้เดือนชนิดผง มูลไส้เดือนชนิดน้ำ เป็นต้น

"เกษตรกรยุคใหม่ ใช้เทคโนโลยีแทนคน ช่วยลดต้นทุนทั้งแรงงานและเวลา "


"นวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่นำมาปรับใช้"
1.เครื่องเจาะสำหรับปลูก เราใช้เครื่องเจาะเพื่อทุ่นแรงหรือการใช้แรงงานคนเพื่อลดค่าใช้จ่ายและการทำงานที่รวดเร็วขึ้นในการขุดหลุมปลูก โดยการคำนวณพื้นที่เช่นต้องการปลูกต้นกล้าจำนวน 1 ไร่ในระยะห่าง6X6เมตร จากที่เราต้องใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 3 คนโดยมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 1,000บาทในการทำงาน 1 วัน แต่หากเราปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องทุ่นแรงเราจะใช้แรงงานคนเพียง 2 คนและทำงานเพียงครึ่งวัน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพต่างๆจะอยู่ที่ 635 บาทต่อไร่ สำหรับค่าแรง จึงทำให้เห็นความคุ้มค่า
2.การใช้โดรนเพื่อการการเกษตร สมาชิกในวิสาหกิจของเราเป็นกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นแปลงใหญ่ ซึ่งจะต้องฉีดพ่นเพื่อให้ฮอร์โมนอินทรีย์ชีวภาพทางใบ เดิมเราใช้ถังสเปรย์สะพายหรือเครื่องฉีดพ่นในการฉีดในแต่ละครั้งซึ่งเราจะมีค่าใช้จ่ายต่อแปลงอยู่ที่ไร่ละ 660 บาท เฉลี่ยต้นละ 15 บาทต่อไร่ เราจึงปรับเปลี่ยนทดลองมาใช้โดรนเพื่อการเกษตรที่เปรียบเสมือนเครื่องบินที่นำพาถังฮอร์โมนอินทรีย์ชีวภาพขึ้นไปฉีดพ่นจากด้านบนยอดของต้นไม้และสามารถทำงานด้วยระบบอัตโนมัติมีการป้อนโปรแกรมการฉีดพ่นเฉพาะต้นไม้จึงไม่ทำให้สูญเสียฮอร์โมนและทั่วถึงคุ้มค่ากว่าการใช้แรงงานยืนฉีดพ่น โดยค่าใช้จ่ายลดลงเหลือไร่ละ 250บาท เฉลี่ยต้นละ 5.7 บาท
3.การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูป คือการอบแห้งที่ทำให้อายุและคุณภาพของมะม่วง สามารถเก็บไว้ได้นาน และจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี รวมไปถึงการทำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพของสินค้าให้คงสภาพและมีรูปลักษณ์ที่สามารถสร้างความสนใจแก่ลูกค้าได้

"คุณหน่อย เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้ศาสตร์พระราชาในหลวงรัชกาลที่ 9
มาพัฒนาผืนดินแห้งแล้งของบ้านทับพริก จ.สระแก้ว ให้กลายเป็นความสมบูรณ์ อีกครั้ง "


"การทำการเกษตรแบบอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"
1.การปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น ด้วยวิธีการทำเกษตรรูปแบบเกษตรธรรมชาติ รณรงค์ให้คนในชุมชนลดละเลิกการใช้สารเคมีในการทำเกษตร โดยเน้นไม่พึ่งพิงสารเคมี โดยใช้ตลาดอาหารปลอดภัย ตลาดอินทรีย์ เป็นกลยุทธ์ ตลาดนำการผลิต จึงทำให้สมาชิกเล็งเห็นถึงความต้องการอาหารปลอดภัยจากลูกค้า จึงทำให้ตัวเกษตรกรต้องปรับตัวและมีจรรยาบรรณในการผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
2.การเลี้ยงไส้เดือนคอนโดเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มการผลิตปุ๋ยอินทรีย์มูลไส้เดือนใช้เองในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ยจากท้องตลาดและต่อยอดมาสู่การรวมผลผลิตเพื่อจัดจำหน่ายเป็นสินค้าชุมชน ในแบรนด์เดียวกัน เพื่อสร้างอาชีพเสริม

" ในอนาคตการทำกาเกษตรจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
จะต้องทำในรูปแบบการตลาดนำการผลิต เน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในชุมชน
ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญคือเกษตรกรุ่นใหม่
และการพัฒนาชุมชนจะต้องเดินไปควบคู่กัน "


"การตลาด"
แนวคิด วิธีการสร้างแบรนด์ สร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ คือเราเน้นการออกแบบที่สร้างการจดจำและสื่อถึงความเป็นตัวตนของตัวสินค้า ด้วยการใช้โทนสีที่เน้นสีของธรรมชาติหรือตัวการ์ตูนต่างๆที่เป็นเราเช่นโลโก้ผลิตภัณฑ์มูลไส้เดือน เราจะใช้ตัวการ์ตูนไส้เดือนสวมแว่นตาและหมวก เนื่องจากไส้เดือนเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจแต่เราต้องการสื่อสารให้ลูกค้าลืมความน่ารังเกียจเป็นความน่ารัก ในรูปลักษณ์และการจดจำแบรนด์ ภายใต้ชื่อว่าแบรนด์ ไอ-เดือน เป็นต้น

การกำหนดราคาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมีหลักการ คือ การตั้งราคาจะพิจารณาจากการ คำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดและบวกค่าตอบแทนที่เราต้องการ เพื่อให้เกิดความคุ้มทุน แล้วจึงนำมาเป็นตัวตั้งราคาของสินค้า อีกส่วนดูจากกำลังการซื้อและพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของลูกค้า ดังนี้

การตั้งราคาจำหน่ายผลผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นมี 3 กลุ่มลูกค้าคือ
เกรดA ราคาตลาดส่งออกกิโลกรัมละ 30-40 บาท
เกรดB ราคาค้าปลีกกิโลกรัมละ 15-20 บาท
เกรดC ราคาส่งเข้าโรงงานแปรรูปกิโลกรัมละ 10-12 บาท

การตั้งราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลไส้เดือน ตั้งโดยประเภทของบรรจุภัณฑ์ ดังนี้
-มูลไส้เดือน ชนิดผงบรรจุ 1 กิโลกรัม 35 บาท (เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีแปลงสวนขนาดกลาง)
-มูลไส้เดือนแบบกระปุก ชนิดผงบรรจุ 500 กรัม 45 บาท(เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีแปลงขนาดเล็ก)
-น้ำสกัดมูลไส้เดือนแบบแกลอน บรรจุ 500 มิลลิลิตร 45 บาท (เหมาะสำหรับลูกค้าเน้นความคุ้มค่า)
-น้ำสกัดมูลไส้เดือนแบบสเปรย์ บรรจุ 250 มิลลิลิตร 65 บาท (เหมาะสำหรับลูกค้าเน้นความสะดวก-
และปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำกัดเช่นคอนโดและออฟฟิศ)

***ราคาแปรผันตามราคาตลาด

ข้อมูลการติดต่อ

นางสาวลลิดา คำวิชัย
22 หมู่ 6 ต.ทัพพริก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 27120
Facebook : ไร่ ณ ชายแดน

เรื่อง/ภาพโดย: ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
กรุงเทพมหานคร
25-31°C
เชียงใหม่
22-28°C
นครราชสีมา
22-31°C
ชลบุรี
24-30°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×