พืชไร่
ข้าวโพดฝักสด
ข้าวโพดหวานลูกผสม พันธุ์ชัยนาท 86-1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท
10 กรกฏาคม 2557
5,617
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 จากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้ เบอร์ 75 กับสายพันธุ์แท้ เบอร์ 50 ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบพันธุ์ และประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ระหว่าง ปี 2548-2554 และได้รับการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร ใน
ล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้พิจารณาประกาศให้ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 เป็นพันธุ์รับรองแล้ว

คุณอมรา ไตรศิริ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ได้บอกถึงลักษณะเด่นของข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 คือให้ผลผลิตสูง ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,888 กิโลกรัม ต่อไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,939 กิโลกรัม ต่อไร่ มีอัตราแลกเนื้อ 40 เปอร์เซ็นต์ (สัดส่วนของน้ำหนักเมล็ดทั้งฝักต่อน้ำหนักฝักทั้งเปลือก)
นอกจากนี้ ยังปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม ปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนและในพื้นที่ชลประทาน ทั้งก่อนฤดูการทำนาและหลังฤดูการทำนา ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้

การปลูกควรปลูกเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ด ประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัม ต่อไร่

การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็น 2 แถวข้างร่อง ระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร 1 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้น ประมาณ 7,000-8,500 ต้น ต่อไร่ และใช้เมล็ด ประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัม ต่อไร่

การให้น้ำจะปล่อยน้ำตามร่อง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี โดยระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน้ำไม่ได้คือ ระยะ 7 วันแรกหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าวโพดหวานขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลง จะทำให้ผลผลิตลดลงไปด้วย

ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่ง คือ ระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ

โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ควรให้น้ำทุก3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือ ช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอก

ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกข้าวโพดหวานเพราะปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จึงควรใส่ธาตุอาหารพืช (ปุ๋ย) เพิ่มเติมลงในดิน
การใส่ปุ๋ยในข้าวโพดหวาน มีขั้นตอนดังนี้

การใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตรปุ๋ยที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 25-7-7 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่พร้อมปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน

ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบางๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วัน หลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ยก็จะเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วัน หลังปลูก ถ้าแสดงอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม


วิธีการกำจัดวัชพืช สามารถทำได้ดังนี้การฉีดยาคุมวัชพืช ใช้สารอะลาคลอร์ ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูกก่อนที่วัชพืชจะงอก ขณะฉีดพ่นดินควรมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น ใช้วิธีการเขตกรรม

ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่โรงงานผู้ส่งเสริมการปลูก

ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้างตั้งแต่พันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 จนถึงพันธ์ล่าสุดไฮ-บริกซ์ 9 ซึ่งทุกพันธุ์ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน้ำค้าง (ยาเมทาแลกซิล) ในอัตรายาที่เหมาะสม เมื่อปลูกแล้วจะไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน้ำค้างได้
อีกความเชื่อคือปล่อยน้ำท่วมขังแปลงหลังปลูก เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน้ำท่วมแปลงปลูกหรือปล่อยน้ำท่วมร่องปลูก ซึ่งน้ำจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ยาป้องกันโรคราน้ำค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่จะละลายหายไปกับน้ำ ทำให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาไม่ได้รับยาป้องกันโรคราน้ำค้าง จึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น

วิธีแก้ไข คือให้น้ำในแปลงก่อนการปลูกและรอให้ดินมีความชื้น เหมาะกับการงอกของเมล็ด จึงทำการปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็นโรคราน้ำค้าง
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
มติชน.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404380660&grpid=03&catid=51
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
24-31°C
นครราชสีมา
25-32°C
ชลบุรี
26-29°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
24-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×