พืชผัก
มะเขือเทศ
การปลูกมะเขือเทศ
01 กรกฏาคม 2557
70,344
การปลูกมะเขือเทศโดยทั่วไปไม่ควรปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม หรือ ในพื้นที่ที่ปลูกพืชตระกูลเดียวกัน เช่น พริก มะเขือ และ ยาสูบ มาก่อน เพราะจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ เช่น โรคโคนเน่า ที่อาจสะสมตัวอยู่ในดิน ซึ่งมีโอกาสจะทำให้มะเขือเทศเป็นโรคง่าย
สภาพดินและการเตรียมดินปลูก : ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกมะเขือเทศมากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทราย
ที่มีอินทรีย์วัตถุสูง และมีการระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดินประมาณ 4.5-6.8 ถ้าดินเป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป จะทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไป จนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อพืช หากอยากทราบว่าดินนั้นๆ มีความเป็นกรดเป็นด่างเท่าไหร่ จะเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ที่สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาดิน กรมพัฒนาที่ดิน กทม. หรือ กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร บางเขน กทม.
ซึ่งจะให้คำแนะนำการปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชต่อไป

การเตรียมดิน : สำหรับการปลูกมะเขือเทศ ต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมากในการเตรียมดิน พื้นที่หรือแปลงปลูกจำต้องมีทางระบายน้ำดี ควรมีการกำจัดวัชพืชออกหมด เพราะวัชพืชจะไปแย่งกินน้ำ-อาหาร-แสงแดด และ ยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ ดังนั้นถ้ามีการเตรียมดินดีนับตั้งแต่แกรเริ่ม ก็จะช่วยป้องกันให้วัชพืชงอกช้าลง การเตรียมดินที่เหมาะสม ควรไถพรวนหน้าดินให้มีความลึก ประมาณ 30-40 ซม. โดยใช้ผาล 4 และ ผาล 7 ไถย่อยดินไปมา 2 ครั้ง ควรย่อยดินให้ละเอียดพอสมควร เนื่องจากรากมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีก่ารระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี จากนั้นตากแดดไว้ให้ดินแห้ง 3-4 อาทิตย์ ถ้าดินมีสภาพความเป็นกรดควรหว่านปูนขาวปรับสภาพดินอัตราไร่ละประมาณ 100-300 กก. และ คลุกเคล้ากับดิน หรือ ใช้หว่านในการเตรียมดินก่อนปลูกรอบสุดท้าย และควรใส่ก่อนปลูก 2-3 อาทิตย์

การเพาะกล้า : การเพาะกล้าทำได้ 3 วิธี คือ

1. กระบะเพาะ นิยมใช้กรณีที่ต้องการต้นกล้าจำนวนไม่มากนัก การเพาะกล้าโดยวิธีนี้จะสามารถเพาะได้ดี เนื่องจากใช้ดินจำนวนน้อย สามารถนำดินมาอบฆ่าเชื้อโรคก่อนทำการเพาะได้โดยอบด้วยไอน้ำร้อน หรือตากดินที่จะใช้เพาะให้ดีก่อนประมาณ 3-4 อาทิตย์ หรือเลือกดินที่ปราศจากโรคมาเป็นส่วนผสมโดยสังเกตว่าดินนั้นปลูกพืชแล้วพืชไม่เคยเป็นโรคมาก่อนหรือเป็นดินที่ไม่เคยปลูกพืชมาก่อนเลยก็ใช้ได้

กระบะที่ใช้เพาะเมล็ดควรมีขนาดประมาณ 45-60 ซม. หรือ ภาชนะอื่นใดที่พอจะหามาใช้แทนกันได้ ลึกไม่เกิน 10 ซม. มีรูระบายน้ำ ได้ ใส่ดินที่ร่อนแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับผิวหน้าดินให้เรียบแล้วโรยเมล็ดเป็นแถว โดยการใช้ไม้ทาบเป็นร่องเล็กๆ ระยะระหว่างแถว 5-7 ซม. แล้วกลบเมล็ดด้วยแกลบหรือทรายบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม และใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช พด.7 เจือจางน้ำ อัตรา 1:500 ฉีดพ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันมดคาบเมล็ดไปกิน

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 15 วัน หรือ มีใบจริง 2 ใบ ให้ย้ายกล้าลงถุงพลาสติกขนาด 4-6 นิ้ว ซึ่งบรรจุดินผสมอยู่จนกระทั้งตนกล้าสูงประมาณ 30 ซม. หรือ มีอายุ 30-40 วัน จึงทำการย้ายลงแปลงปลูก โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติกให้ขาดเพื่อไม่ให้รากกระทบกระเทือนก่อนที่จะย้ายปลูก 2-3 วัน อาจใช้โพแทสเซียม คลอไรด์ อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ รดเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง แต่ก่อนย้ายกล้าควรงดการให้น้ำ 1 วัน เพื่อให้ดินในถุงจับตัวแน่น ทำให้สะดวกต่อการย้ายกล้า อย่างไรก็ตามเมื่อกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ หากไม่ย้ายกล้าลงถุงพลาสติกก็ควรชำต้นกล้าให้เป็นแถวในแปลงเพาะชำ โดยเตรียมดินให้ร่วนซุยด้วยการใส่ปุ๋ยคอกในอัตรา 5-7 กก.ต่อ ตรม. ขนาดแปลงเพาะชำควร
กล้าง 1 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ และ ปริมาณของต้นกล้า ระยะปลูกระหว่างแถว 10 ซม. เมื่อกล้ามีความสูง 30 ซม. จึงย้ายปลูกในแปลงจริง โดยก่อนจะย้ายต้องรดน้ำให้แปลงชุ่มเสียก่อน เพื่อความสะดวกในการถอนต้นกล้าและรากต้นกล้าจะไม่ขาดหรือถูกกระทบกระเทือนมากนัก

2. แปลงเพาะ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าเป็นจำนวนมาก สำหรับขนาดของแปลงเพาะก็เช่นเดียวกับแปลงเพาะชำ คือ ขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวขึ้นอยู่ ขนาดพื้นที่ ความกว้างทางเดินระหว่างแปลง 50 ซม. ผสมดินด้วยปุ๋ยคอก และ ทรายในอัตรา 3:1 ทำการเพาะเมล็ดโดยโรยเมล็ดเป็นแถวๆ ห่างกัน 10 ซม. เมื่อกล้ามีอายุ 25-30 วันหรือมีใบจริง 2-3 คู่ ให้ย้ายปลูกลงแปลงได้ หลังย้ายปลูกใหม่ๆ ควรพรางแสงในช่วงบ่ายเพื่อช่วยเก็บความชื้นและเอื้อต่อการงอกของเมล็ด หรือจะใช้ฟางข้าวช่วยคลุมก็ได้เช่นกัน เมื่อเมล็ดเริ่มงอกให้เอาฟางที่คลุมไว้ออก เพื่อปล่อยให้ต้นกล้างอกโผล่ออกมาได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ของมะเขือเทศมีราคาแพง ก่อนจะเพาะควรทำการทดสอบความงอกเสียก่อนง่ามีความงอกกี่เปอร์เซ็นต์ โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ดในกระดาษเพาะเมล็ด โดยตรงหรือกระดาษฟางชื้น หรือ ในกระบะทรายก็ได้ โดยใช้เมล็ด 100 เมล็ด หลังจากเพาะได้ 10-15 วัน นับจำนวนต้นที่งอกเป็นเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด

3. ถาดเพาะกล้า เป็นวิธีเพาะกล้า ที่สะดวกและพัฒนาจากวิธีการเพาะกล้ามในกระบะเพาะโดยเตรียมเพาะเมล็ด มะเขือเทศลงในถาดเพาะกล้า พลาสติก เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ 20 วันจึงเตรียม ย้ายปลูกลงแปลง โดยใช้มือบีบด้านล่างสุดของถาดหลุมต้นกล้าจะหลุดออกมาจากถาดพร้อมดินปลูกทำให้ต้นกล้ามะเขือเทศไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก

การปลูกมะเขือเทศ :

แปลงปลูกควรไถพรวนและปรับระดับดินให้เรียบสม่ำเสมอ กันแล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30ซม. กว้าง 100 ซม.
และเพื่อป้องกันวัชพืชขึ้น รวมทั้งรักษาความชื้นในแปลง ควรคลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกทึบแสงและเจาะรูเฉพาะหลุมปลูกและให้ปลูกแถวคู่ ระยะห่างระหว่างแถว 70 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม. รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหนึ่งกระป๋องนมต่อหลุม ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัม/หลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงย้ายปลูก ใช้กล้าหลุมละ 2 ต้น กลบดินให้เสมอ ระดับผิวดิน อย่าให้เป็นแอ่งหรือเป็นหลุมในช่วงฤดูฝน เพราะจะทำให้น้ำขังและต้นกล้าเน่าตายได้ แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาว หรือฤดูแล้ง ควรจะกลบ ให้ดินต่ำกว่าระดับหลุมเล็กน้อยสำหรับการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ต้องเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะดี คือ มีลำต้นแข็งแรง ปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงเพาะชำมาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อน คือ ในตอนบ่ายหรือเย็น เมื่อย้ายเสร็จแล้วให้รดน้ำตามทันที
จำทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น และเปอร์เซ็นต์ การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าชำลงถุงพลาสติก สามารถย้ายปลูกได้ทุกเวลาต้นกล้าจะตั้งตัวได้เร็ว และ รอดตายเกือบ 100 %

หลังจากย้ายกล้าลงปลูกแล้วควรให้น้ำเช้า-เย็น จนกระทั่งตั้งตัวได้ จึงรดน้ำเพียงวันละครั้ง โดยจะใช้วิธีปล่อยไปตามร่องแปลงแล้วปล่อยออกก็ได้เช่นกัน เพราะวิธีนี้จะทำให้มะเขือเทศรับน้ำได้อย่างเต็มที่และอยู่ได้นาน 7-10 วัน

การพรวนดินกลบโคนต้น : เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้เต็มที่ ควรทำการพรวนดินกลบโคนต้น โดยเปิดเป็นร่องระหว่างแถว ในแปลงที่ไม่ได้คลุมพลาสติกทึบแสง เพื่อให้สะดวกต่อการให้น้ำ น้ำไม่ขัง วิธีนี้จะทำให้รากมะเขือเทศเกิดมากและลำต้นแข็งแรงหลังจากนั้นอีก 1 เดือน ควรทำการกลบโคนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

การให้น้ำ : มะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่(ผลเปลี่ยนสี) หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลงมิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ นอกจากนี้การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้น ซึ่งจะทำให้เชื้อราสาเหตุโรคเน่าเจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าหากมะเขือเทศขาดน้ำและมีการให้น้ำอย่างกระทันหันก็ทำให้ผลแตกได้เช่นกัน

การใส่ปุ๋ย : การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมต่อสภาพดินปลูก

การปักค้าง : พันธุ์มะเขือเทศที่ทอดยอดหรือพันธุ์เลื้อยจำเป็นจะต้องมีการปักค้าง โดยใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก ใช้เชือกผูกกับลำต้นให้ไขว้กันเป็นเลข 8 และผูกเงื่อนกระตุกกับค้าง เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี สะดวกต่อการดูแลรักษา สามารถฉีดสารป้องกันกำจัดโรคแมลงได้อย่างทั่วถึง และผลไม่สัมผัสดิน สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว


++ แมลงศัตรูมะเขือเทศ ++

1. แมลงหวี่ขาว
2. เพลี้ยอ่อน

การป้องกันกำจัด :

1. ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย บาสเซียนา พ่นในช่วงเช้าหรือเย็น
2. ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชสูตร พด. 7 ฉีดพ่น



++ โรคมะเขือเทศ ++โรคผลเน่าแห้งสีดำหรือปลายผลเน่าสีดำ/การป้องกันกำจัด :

1. ใส่หินปูนหรือปูนขาวรองก้นหลุมปลูก 1-2 ช้อนแกงพูนๆ /หลุม

2. ควรให้น้ำทุกวันสม่ำเสมอและไม่มากหรือน้อยเกินไป

3. ฉีดพ่นธาตุแคลเซียมบ้าง โดยเฉพาะระยะติดผลไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยใช้แคลเซียมไนเตรทหรือแคลเซียมคลอไรด์ 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ ฉีดพ่น หรือ ใช้น้ำปูนใสเจือจางฉีดพ่น แทนก็ได้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ ต่อครั้ง หรือ จะใส่ธาตุแคลเซียมในรูปของปุ๋ยก็ได้เช่นกัน


โรคใบแห้ง/การป้องกันกำจัด :

1. ใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานโรคนี้ปลูก

2. กำจัดวัชพืชบริเวณแปลงปลูกให้สะอาด

3. เมื่อเริ่มพบการระบาดให้รีบกำจัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลง แล้วนำไปเผาทำลาย


โรคใบจุด/การป้องกันกำจัด :

1. เมื่อพบพืชแสดงอาการของโรค ควรเก็บส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย

2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ

3. บำรุงพืชให้แข็งแรง โดยให้ปุ๋ยและน้ำอย่างเพียงพอ

4. เมื่อมีอาการเริ่มแรก ใช้แบคทีเรียบีเอส ฉีดพ่นอย่างสม่ำเสมอ


โรคเหี่ยวเหลืองตาย/การป้องกันกำจัด :

1. ปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยคอกหมักและรองก้นหลุมด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา

2. การรักษาความสะอาดแปลงปลูกเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันโรคนี้

3. เมื่อพบมะเขือเทศมีอาการของโรคให้รีบขุดออกจากแปลงไปเผาทำลาย

4. แปลงที่พบว่ามีโรคนี้ระบาดควรงดปลูกมะเขือเทศ 4 ปี

5. แปลงเพาะกล้าควรเลือกให้แน่ใจว่าไม่มีโรคนี้

6. ปรับปรุงดินโดยการใส่ปูนขาวและกากพืช หรือ อินทรีย์วัตถุให้เพียงพอ

7. ปลูกพืชหมุนเวียนอย่างอื่นสลับ


โรคที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร/การป้องกันกำจัด :

1. ควรจะปรับสภาพดินให้เหมาะสม มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.6.5 ซึ่งเป็นค่าที่ธาตุอาหารต่างจะถูกปลดปล่อยให้แก่พืชได้ดี

2. ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบถ้วน หรือ จะใช้วีฉีดพ่นธาตุอาหารทางมใบแทนกันได้


โรคเหี่ยวเฉาตาย /การป้องกันกำจัด :

1. ปลูกพืชหมุนเวียน

2. ในดินที่เป็นโรคให้ใส่กำมะถันผง 14 กก./ไร่ แล้วทิ้งให้ผ่านฝนสักระยะหนึ่ง จากนั้นปรับสภาพดินโดยการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100-200 กก. ต่อไร่ จะช่วยให้อาการของโรคลดลงไปได้มาก

3. ใช้ พด.3 ป้องกันกำจัโรครากและโคนเน่าพืช อัตรา 100 กก.ต่อไร่ ใส่ระหว่างแถวก่อนหรือหลังปลูก


โรคราแป้ง/การป้องกันกำจัด :

1. อย่าปลูกมะเขือเทศแน่นเกินไป

2. ใส่ค้างให้กับมะเขือเทศ

3. ตัดแต่งกิ่งล่างของมะเขือเทศให้ทรงพุ่มโปร่ง

4. กำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรค


โรคยอดหงิก/การป้องกันกำจัด :

1. บริเวณเพาะกล้าต้องสะอาดปราศจากวัชพืช

2. ถอนทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง

3. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือ จับต้นที่เป็นโรคแล้วไปจับต้นที่ปกติ เพราะจะทำให้โรคระบาดติดต่อกันได้


โรคโคนเน่า/การป้องกันกำจัด :

1. ไถดินตากแดดไว้สักระยะหนึ่งก่อนปลูกมะเขือเทศ

2. ปรับปรุงดินโดยการใส่ปูนขาวและซากพืชหรืออินทรีย์วัตถุลงในดิน

3. ถ้าโรคเริ่มระบาดในแปลงปลูกเป็นหย่อมๆ ให้ถอนต้นที่เป็นโรคทิ้ง

4. ใช้ พด.3 ป้องกันกำจัดโรครากเน่าและโคนเน่าของพืช โดยใส่ระหว่างแถวปลูก

++ การเก็บเกี่ยว ++

การเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะเขือเทศ แต่โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อย้ายปลูกได้ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอก และจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-90 วัน ซึ่งระยะเริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน

อายุของมะเขือเทศ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์เป็นสำคัญ หากปลูกเพื่อเป็นส่งขายในตลาดสด จะต้องเก็บในระยะที่ไม่แก่จัด คือ ในระยะที่ผลเป็นสีเขียวและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อๆ และการเก็บเกี่ยวต้องให้ขั้วผลติดมาด้วย เหตุที่ต้องเก็บผลในระยะที่ไม่แก่จัดเพราะจะทำให้ทนทานต่อการขนส่ง และเมื่อมะเขือเทศถึงมือผู้บริโภคหรือวางขายในตลาดก็จะเริ่มสุกพอดี(มีสีส้มหรือสีแดง)

ส่วนการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศส่งโรงงานอุตสาหกรรมนั้นต้องเก็บในระยะผลสุกเป็นสีแดง หรือสีส้มทั้งผล (ขึ้นอยู่กับพันธุ์มะเขือเทศ ) และเก็บแบบไม่ให้ขั้วผลติดมากับผล หากผลไม่สุกแดงจะมีขั้วผลติดมาด้วย โรงงานอุตสาหกรรมจะคัดทิ้ง เนื่องจากเมื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แล้วจะทำให้คุณภาพและสีของผลิตภัณฑ์เสีย ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ

------------------------- ^ ^ ----------------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ที่มา :
มะเขือเทศ.การปลูกพืชผักโดยลดการใช้สารเคมี.กรุงเทพมหานคร:กรมพัฒนาที่ดิน,[ม.ป.ป.].เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
24-31°C
นครราชสีมา
25-32°C
ชลบุรี
26-29°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
24-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×