พืชไร่
ถั่วหรั่ง
การปลูกถั่วหรั่ง
18 กรกฏาคม 2556
14,370
ถั่วหรั่ง (Bambarra Groundnut) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Voandzeia subterranea หรือ Vigna subterranea เป็นพืชตระกูลถั่วล้มลุก มีระบบรากแก้ว ประกอบด้วยลำต้น 2 ชนิด คือ แบบตั้งตรง และเลื้อยขนานไปกับพื้นดิน บนข้อของลำต้นเลื้อยเป็นที่เกิดของใบ รากวิสามัญ รวมทั้งดอกและฝักถั่วหรั่ง ใบเป็นใบประกอบ ดอกถั่วหรั่งเกิดตามมุมโคนก้านใบ สีเหลือง ฝักและเมล็ดเกิดบริเวณที่เคยเป็นที่อยู่ของดอก มีรูปร่างกลมรีเล็กน้อย เปลือกผลชั้นนอกเชื่อมติดกับชั้นกลาง ส่วนเปลือกชั้นในแยกออกต่างหาก เมล็ดภายในมีหลายสี ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เช่น ครีม น้ำตาล แดง ม่วง ดำ หรือ แดงลาย ขนาดเมล็ด 1.0 x 0.8 ซม. ความหนาและเหนียวของเปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) ขึ้นอยู่กับพันธุ์เช่นกัน
ถั่วหรั่งเป็นพืชไร่ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ เช่น สงขลา นราธิวาส ยะลา กระบี่ ตรัง พัทลุง ปัตตานี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ถั่วปันหยี ถั่วไทร ถั่วเม็ดเดียว กาแจโป เป็นต้น เป็นพืชที่มีความสามารถในการให้ผลผลิตสูงโดยสามารถให้ผลผลิตถึง 1,200 กก./ไร่ เมล็ดถั่วหรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรต 55-72% น้ำมัน 6-7% โปรตีน 18-20% และมีสารเมทไธโอนีน ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงกว่าถั่วชนิดอื่น

++ การใช้ประโยชน์ ++ โดยทั่วไปพบในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ คือ

1.ถั่วหรั่งต้ม เป็นการต้มใส่เกลือสำหรับเป็นอาหารว่าง

2.ถั่วหรั่งฝักอ่อน ใช้เป็นผักในการปรุงอาหารประเภทผัด

3.เมล็ดแห้ง บดเพื่อทำเป็นแป้งใช้ประกอบอาหาร

4.เมล็ดสดหรือแห้งต้มสุกแกะเปลือก ใช้ทำอาหารหรือไส้ขนม


++ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ++

ถั่วหรั่ง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ เป็นทรายถึงดินร่วนปนทรายในที่ดอน มีการระบายน้ำและการซึมผ่านของน้ำได้ดีและไม่มีน้ำขัง ในสภาพดินค่อนข้างเหนียวจะมีปัญหาในการเก็บเกี่ยว เนื่องจากฝักจะขาดติดอยู่ในดินมาก ทำให้เปลืองแรงงานและเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น สามารถให้ผลผลิตได้ดีที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สภาพดินกรดแต่ไม่ทนในดินด่างและดินเค็ม ระดับ pH ที่เหมาะสม 5.0-6.5

++ พันธุ์ถั่วหรั่ง ++

พันธุ์พื้นเมือง : เป็นพันธุ์ที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปในภาคใต้โดยคาดว่านำเข้ามาปลูกไม่ต่ำกว่า 200 ปี มาแล้ว สามารถปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อมได้ดี มีลักษณะประจำพันธุ์คือ ใบสีเขียว ใบย่อยรูปใบหอกที่มีความกว้างส่วนกลางใบกับปลายใบต่างกันเล็กน้อย ก้านใบสีเขียวม่วงแดง ลำต้นสีม่วงแดง ดอกสีเหลือง ทรงต้นแผ่กว้าง ติดฝักโปร่งเนื่องจากข้อห่าง เปลือกฝักสีขาวอมน้ำตาล เยื่อหุ้มเมล็ดสีเหลืองครีม อายุเก็บเกี่ยว 150-180 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 36.9 กรัม ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 401 กก./ไร่ ผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ย 121 กก./ไร่ เปอร์เซ็นต์ กะเทาะเมล็ด 71.5%

พันธุ์สงขลา 1 : ได้ผ่านการคัดเลือกโดยศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลาและรับรองพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร วันที่ 18 มีนาคม 2541 มีลักษณะประจำพันธุ์คือ ใบสีเขียว ใบย่อยรูปใบหอกที่ส่วนกลางกว้างเรียวไปหาส่วนปลาย ก้านใบสีเขียว ลำต้นสีม่วงแดง ดอกสีเหลือง ทรงต้นเป็นพุ่มแคบ ติดฝักแน่นเป็นกระจุกเปลือกฝักสีขาวปนน้ำตาล เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 48.3 กรัม ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 562 กก./ไร่ ผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ย 161 กก./ไร่เปอร์เซ็นต์กะเทาะเมล็ด 73.0%

++ การเตรียมดิน ++

ไถ 1 ครั้ง แล้วพรวนอีก 1 ครั้ง ในดินมีความร่วนซุยเหมาะในการปลูกและงอกของเมล็ด หรือหากในพื้นที่เปิดใหม่หรือพื้นที่ปลูกยางทดแทน หลังจากนำเศษต้นพืชออกแล้วถ้าดินมีความร่วนซุยดี สามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องมีการเตรียมดิน

++ อัตราเมล็ดพันธุ์ ++

ใช้เมล็ดพันธุ์ที่กะเทาะเปลือกแล้วประมาณ 4-5 กก./ไร่ หรือเมล็ดแห้งทั้งเปลือกประมาณ 7 กก./ไร่

++ ฤดูปลูก ++

1.ปลูกต้นฤดูฝน คือประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม หากปลูกหลังจากนี้ถั่วหรั่งจะออกดอกและติดฝักในช่วงที่ฝนตกหนัก จะทำให้ติดฝักน้อย

2.ปลูกนอกฤดูฝน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ การปลูกนอกฤดูฝนจะมีผลดีคือจะเป็นโรคภัยน้อยกว่าการปลูกในฤดูฝน

++ การวางแผนการผลิต ++ ถั่วหรั่งเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุค่อนข้างยาว วางแผนการผลิตขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์

พันธุ์พื้นเมือง (150-180 วัน) และพันธุ์สงขลา 1 ( 110-120 วัน) ถ้าอาศัยน้ำฝนอย่างเดียวสามารถปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง เริ่มฤดูกาล ปลูกในเดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งจะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลผลิตที่ได้ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน จะได้ราคาค่อนข้างสูง(18 -22 บาทต่อกิโลกรัม) เพราะมีความต้องการสูงขณะผลผลิตยังมีออกมาน้อย หลังจากนั้น ผลผลิตจะเริ่มทะยอยออกสู่ตลาดมากขึ้นทำให้ราคาเริ่มลดลง จนถึงต่ำสุด 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปกติราคาโดยเฉลี่ย 10-12 บาท ต่อ กิโลกรัม โดยทั่วไปถั่วหรั่งพันธุ์สงขลา 1 มีีราคาสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง กิโลกรัมละ 1-2 บาท ที่ตลาดหัวอิฐเป็นแหล่งตลาดใหญ่ พ่อค้ารวบรวมผลผลิตจะรับซื้อ ถั่วหรั่งจากพ่อค้ารายย่อยในท้องถิ่นจังหวัด ใกล้เคียงร้อยละ 95 ที่เหลือร้อยละ 5 รวบรวมจากแหล่งอื่น

++ การกำหนดราคาผลผลิต ++

พ่อค้ารวบรวมที่ตลาดหัวอิฐเป็นผู้กำหนด โดยพิจารณาจากปริมาณผลผลิตที่มี อยู่ในตลาดและปริมาณความ ต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์ นอกนั้น พิจารณาจากคุณภาพของสินค้า(ความแก่ ความชื้น ดินที่ติดมากับเมล็ด) ผลผลิตถ้าจำหน่ายไม่หมดในวันเดียวจะเก็บไว้ได้นาน 3-4 วัน แต่ราคาจำหน่ายก็จะลดลงด้วย

- พ่อค้ารายย่อย จะรับซื้อถั่วหรั่งจากเกษตรกรในราคาเฉลี่ย 10 บาทต่อกิโลกรัม และจำหน่าย 12 บาทต่อกิโลกรัม (ขายปลีก) และ 11.50 บาท (ขายส่ง)

- พ่อค้าขายปลีก จะนำถั่วหรั่งไปต้มสุก และจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ราคากระป๋องละ 10 บาท หรือ 40 บาทต่อกิโลกรัม


++ การปลูกถั่วหรั่ง ++ การปลูกนอกฤดูฝนจะเหมาะกับพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ ช่วงการปลูก นอกฤดูฝนจะให้ผลดีกว่าเพราะจะมีการระบาดของโรคน้อยกว่าการปลูกในฤดูฝน

การเตรียมดิน :

- พื้นที่ร่วนซุยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการไถเตรียมดิน

- เมื่อเอาวัชพืชและเศษวัสดุออกจากแปลงแล้ว สามารถใช้จอบสับ เป็นหลุมแล้วหยอดเมล็ดปลูกได้ทันที

- พื้นที่ที่มีวัชพืชมากหรือดินมีความแน่นทึบมาก

- ควรไถเพื่อกำจัดวัชพืชและปรับสภาพดินให้ร่วนซุยก่อน เพื่อให้เหมาะกับการงอกของเมล็ด แล้วตามด้วยการพรวน หรือไถ 2 ครั้ง หรือไถครั้งเดียว แล้วใช้จอบแต่งเกลี่ยแปลง แล้วแต่ความเหมาะสมใน การปฏิบัติ

++ วิธีการปลูกและระยะปลูก ++

ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ ที่กระเทาะเปลือกแล้ว 4-5 กิโลกรัม หรือเมล็ดทั้งเปลือก 7 กิโลกรัม ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 60 x 60 ซม. จำนวน 2 ต้นต่อหลุม ปลูกโดยใช้เสียมเปิดหลุมหรือไม้กระทุ้ง เป็นหลุมแล้วหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดสลับกันแล้วปิดหลุม ถ้ามีความชื้นเพียงพอเมล็ดถั่วหรั่งจะงอก ภายใน 8-10 วัน

++ การดูแลรักษา ++

การใส่ปุ๋ย

- หลังจากงอก 21 วัน ฉีดสารควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชอะลาคลอร์ หรือเมทาลาคลอร์ อัตรา 160-320 กรัม สารออกฤทธิ์ต่อไร่ แล้วใส่ ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยหว่านแถวแล้วพูนโคนกลบปุ๋ยเข้าหา ต้นถั่วหรั่งทั้งสูงข้างเป็นแถวยาว

- ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ควรพูนโคน เพราะช่วยให้มีการติดฝักมากขึ้นและสะดวกเมื่อเก็บเกี่ยว


++ แมลงและการป้องกันกำจัด ++

เพลี้ยอ่อน : พบอยู่เสมอในแปลงปลูกถั่วหรั่ง เข้าทำลายพืชโดยดูดกิน น้ำเลี้ยงจากต้นพืชบริเวณโคนใบ ก้านใบ และลำต้น ทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในต้นเล็กๆ จะมีความรุนแรงกว่าต้นโต นอกจากนี้แมลงชนิดนี้ ยังเป็นพาหนะนำเชื้อไวรัสให้เกิดกับต้นถั่วหรั่งให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา หรือสารสกัดน้ำมันธรรมชาติ เพื่อควบคุมแมลงไม่ให้แพร่กระจายออกไป อาจเป็นเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรคไวรัสได้

หนูและการป้องกันกำจัด :

- พบมากในแปลงปลูกที่มีวัชพืชหนาแน่น ซึ่งหนูจะขุดดินกินฝักตั้งแต่ ระยะฝักอ่อนจึงถึงระยะเก็บเกี่ยว

- ควรป้องกันกำจัดวัชพืชบริเวณแปลงปลูกและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู หรือใช้กรงดักหรือกับดักร่วมกับการใช้เหยื่อพิษ เช่น ชิงค์ฟอสไฟต์ (80 % ชนิดผง)


++ วัชพืชและการป้องกันกำจัด ++

- วัชพืชใบแคบอย่างเดียว ใช้สาร fluazifop-butyl (วันไซด์) อัตรา 36 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ ควรฉีดเมื่อวัชพืชมีขนาดเล็ก แต่ระยะพืขที่โตทนต่อสารชนิดนี้

- วัชพืชใบแคบและกว้างปนกัน ใช้สาร haloxyfop-methyl (กาแล็น) อัตรา 30 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ ในดินทรายที่มีวัชพืชรบกวนน้อย ควรใช้แรงงานกำจัดเป็นครั้งเป็นคราว


++ โรคและการป้องกันกำจัด ++

โรคใบไหม้ : เกิดจากเชื้อ Rhizoetonia solani เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในดิน เมื่อระบาดจะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากแก่ต้นถั่วหรั่ง ส่วนใหญ่พบว่า การระบาดของโรคเริ่มในระยะออกดอกเป็นต้นไป จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในระยะ ฝักเริ่มแก่ อาจทำความเสียหายมากถึง 90-100% จึงไม่ควรปลูกถั่วหรั่งซ้ำ ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดรุนแรงมากก่อนเพราะ เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในดิน ตลอดเวลา ถ้าปลูกซ้ำหลายๆ ครั้งในพื้นที่เดิม ทำให้เกิดการสะสมโรค จึงมีการระบาดรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สารเคมีบางชนิดอาจช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ในบ้างครั้ง เช่น prodione(รอฟรัล) โดยฉีดพ่นทุก 10 ถึง 14 วัน แต่เชื้อโรคอาจ ดื้อสารภายหลัง อย่างไรก็ตามธาตุอาหารในดินก็มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการเกิดโรคในระยะออกดอกของถั่วหรั่งเพราะเป็นระยะที่พืชต้องการ ธาตุอาหารมากที่สุดระยะหนึ่งจึงทำให้พืชเกิดความอ่อนแอต่อการเข้าทำลาย ของเชื้อโรค


โรคใบจุด :เกิดจากเชื้อ Corynespora cassicola , Cercospora canesuens, Colletotrichum truncatum และ C. gloeosporoides มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคใบไหม้


โรคจากเชื้อไวรัส :เกิดจากเชื้อไวรัส By MV PWV PMV SMV และ CMV เข้าทำลายทำให้เกิดอาการต้นเตี้ยแคระเป็นกระจุกติดดิน ก้านใบและลำต้นสั้น ใบหงิกงอขรุขระ หยาบย่นเป็นคลื่น ใบด่างประ เนื้อใบปุ๋มบิดเบี้ยว ต้นที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะไม่สามารถให้ผลผลิตได้เลย เชื้อไวรัสพวกนี้มีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง งา ถั่วลิสง พริก สาบแร้งสาบกา ผักแครด หญ้าไม้กวาด สาบเสือ ทองงู จึงมีความ จำเป็นอย่างยิ่งในการกำจัดวัชพืชเหล่านี้ในบริเวณใกล้เคียงเสียหาย เพื่อทำลายแหล่งอาศัยของโรค ควบคู่ไปกับการควบคุมแมลงพาหะ เช่น เพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว ไม่ให้เกิดระบาด


ไส้เดือนฝอย : Meloidogyne javanica

- เป็นไส้เดือนฝอยที่มีพืชอาหารกว้างมากที่สุดชนิดหนึ่ง เข้าทำลายพืชทำให้ เกิดการปุ่มปมที่ผิวฝักและเกิดรากปม

- วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดควรปลูกพืชหมุนเวียนโดยมีดาวเรือง สลับรวมอยู่ในระบบการปลูกพืชด้วย

- จากผลการทดลอง พบว่า การปล่อยดินทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจช่วยลดปริมาณไข่และตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยลงบ้าง หลังจากนั้นจึงให้น้ำตามปกติ แล้วตามด้วยสารเคมี เช่น คาร์โบฟูราน ทำให้การควบคุมได้ผลดีขึ้นมาก


++ การเก็บเกี่ยว ++

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

- พิจารณาได้จากอายุเก็บเกี่ยวของทั้ง 2 พันธุ์ ร่วมกับการสุ่มถอนขึ้นมาดู

- พันธุ์สงขลา 1 ระยะเก็บเกี่ยว 110-120 วันหลังปลูก

- พันธุ์พื้นเมือง ระยะเก็บเกี่ยว 140-180 วัน

- หลังปลูกการผลิตเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ ควรปล่อยให้เมล็ดแก่จัดเพิ่มขึ้นอีก 10-15 วัน

- หากถั่วหรั่งแสดงอาการทรุดโทรมเนื่องจากเป็นโรคทางใบ ก็สามารถ ใช้เป็นตัวกำหนดในการเก็บเกี่ยวได้

++ วิธีการเก็บเกี่ยว ++

ใช้มือถอนต้นขึ้นมา ถ้าเป็นดินค่อนข้างเหนียวการถอน ฝักจะขาดติดอยู่ในดิน มากกว่าในดินร่วนซุย จึงเปลืองแรงงานและเวลามาก ฝักที่ติดอยู่ในดิน สามารถคุ้ยดินที่มีฝักขาดติดอยู่มาร่อนในตะแกรง หรือภาชนะที่มีรูเล็ก กว่าถั่วหรั่งเล็กน้อย เขย่าให้ดินร่วงออกไปก็จะได้ถั่วหรั่งทั้งหมด การปลิดฝักที่ติดอยู่กับต้นที่ถอนขึ้นมาแล้ว โดยใช้มือลูบเบาๆ ฝักถั่วหรั่งก็จะหลุดออกมาโดยง่าย

++ การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว ++

ใช้ทำเมล็ดพันธุ์

- เมล็ดถั่วหรั่งควรมีความชื้นประมาณ 10-11%

- สามารถเก็บไว้ในภาชนะบรรจุถ่ายเทอากาศได้ในสภาพห้องปกติ เก็บได้นาน 1 ปี โดยความงอกไม่ลดลง

- ถ้าหากเก็บไว้ในต้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 22 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65% สามารถเก็บได้นาน 6 ปี

- เมื่อนำมาตรวจสอบความงอกพบว่า มีความงอกเกินกว่า 90%

- เมล็ดถั่วหรั่งสด 100 กิโลกรัม เมื่อแห้งดีแล้วจะเหลือน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม และเมื่อกระเทาะเปลือกออกจะเหลือน้ำหนักเมล็ดประมาณ 20-21 กิโลกรัม

++ การลดความชื้น ++

เกษตรกรใช้วิธีการผึ่งลมสลับผึ่งแดดใช้เวลา ประมาณ 12-20 วัน จนเมล็ดถั่วหรั่งแห้งพอสำหรับเก็บไว้ทำพันธุ์ แต่เมล็ดจะไม่ค่อยแข็งแรง และมีความงอกต่ำ ส่วนวิธีการลดความชื้นด้วยลมร้อนอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส จะไม่กระทบต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ด

++ การแปรรูป ++

การแปรรูปอาหารการนำไปบริโภค สามารถใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ คือ

- ถั่วหรั่งต้ม เป็นการต้มใส่เกลือสำหรับกินเล่น เช่นเดียวกับถั่วลิสง ซึ่งส่วนใหญ่มักนิยมบริโภคแบบนี้

- ถั่วหรั่งฝักอ่อน มีรสชาติหวานและกรอบใช้เป็นผักในผัดต่างๆได้

- เมล็ดแห้ง ใช้บดทำแป้งเพื่อประกอบอาหารตามต้องการ

- เมล็ดสดหรือแห้งต้มสุกแกะเปลือก ใช้ใส่อาหารคาวซึ่งปกติใช้เมล็ดถั่วลิสง หรือใช้ทำไส้ขนม

++ การแปรรูปอุตสาหกรรม ++

ในลักษณะถั่วหรั่งต้มน้ำเกลือบรรจุกระป๋อง สำหรับใช้ในการประกอบอาหาร เช่นเดียวกับถั่วลันเตา หรือส่วนประกอบในอาหารกินเล่นหรืออาหารเพื่อ สุขภาพ




แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"การปลูกถั่วหรั่ง".ระบบข้อมูลทางวิชาการ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=31
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
24-32°C
เชียงใหม่
22-31°C
นครราชสีมา
23-33°C
ชลบุรี
25-30°C
นครศรีธรรมราช
24-30°C
ภูเก็ต
25-30°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×