เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
สกู๊ปพิเศษ : มะกรูดตัดใบ(ระยะชิด)เพื่อการค้า...ปลูกแล้วรุ่งหรือร่วง!!
16 กันยายน 2559
12,256
2-3 ปีให้หลังมานี้ กระแสการปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดเพื่อการค้า มาแรงเป็นอย่างมาก ด้วยเป็นพืชที่มีราคาจูงใจ ตลาดผู้บริโภคกว้าง ขายในประเทศก็ทำราคาได้ดี ส่งออกก็ทำเงินได้งาม จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นใครๆ เดินตามทางสายนี้ หรือ แห่กันมาให้ความสนใจพืชชนิดนี้ ที่เมื่อครั้งอดีตแทบจะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าพืชสวนครัว ที่ปลูกไว้ตามริมรั้วขอบบ้านที่หลายๆ บ้านนิยมปลูกติดไว้ใช้สอยเพื่อการประกอบอาหาร ต่อเมื่อพื้นที่เมืองขยาย การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป การทำผักสวนครัว เช่น ปลูกมะกรูด มะนาว ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา กะเพราได้ห่างหายไปจากครัวเรือนไทย แต่ความต้องการใช้ยังคงมีเท่าเดิม ใครที่มีพื้นที่มองเห็นลู่ทางก็จะปลูกมะกรูดเอาไว้ตัดใบขายส่งให้แม่ค้า ชนิดที่ว่ามีเท่าไหร่ก็ขายได้หมด ลู่ทางเดินของพืชชนิดนี้จึงเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังคงไม่กว้างพอที่จะเป็นกระแสให้คนไทยแห่แหน ทำตามแต่อย่างใด

จนกระทั่ง รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัย เรื่องการทำสวนมะกรูดตัดใบระยะชิดที่ตัวเองคร่ำหวอดมานานนับสิบปี พร้อมการันตี ทิศทางการตลาด ความต้องการใช้บริโภคและราคาที่ดีเหลือเชื่อ จนนำมาสู่การเปิดอบรมสอนเรื่อง เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูและการผลิตใบมะกรูดเชิงการค้า และมีลูกศิษย์ที่ได้รับการอบรม มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น โดยเฉพาะศิษย์เอกรุ่นแรกๆ อย่างคุณ ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ เจ้าของ "สวนมะกรูดบ้านคุณปู่" ที่เริ่มต้นจากการอบรมเรียนรู้ แบบคนที่ไม่มีพื้นความรู้เรื่องการเกษตรเลย แต่สามารถผลิตมะกรูดตัดใบจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกแล้วประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยรายได้หลักล้านต่อปี การปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด จึงกลายเป็นเรื่องฮิตที่นำเสนอกันไปทั่วทุกสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์จนกลายเป็นกระแสที่ต้องศึกษากันอย่างจริงจังว่า ปลูกแล้วรวยจริงหรือ? [1]
ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts


ครั้งนี้ Rakbankerd จึงขอนำพาทุกท่านไปเรียนรู้ให้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดกันแบบรอบด้านการจัดการ เพื่อให้เกษตกรไทยได้นำข้อมูลความรู้ที่ Rakbankerdได้รวบรวมมาไว้ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจว่า "ควรจะทำตามกระแส" หรือ "ควรจะหยัดยืนต่อไปบนทางที่เห็นต่าง" กับยุคสมัยที่มีข้อมูลเข้าถึงได้ง่าย แต่ไม่ได้นำเสนอครบหมดทุกด้านด้วยเหตุผลทางการตลาดของสื่อที่ต่างกันออกไป!!


1. ลักษณะทั่วไป2. ประโยชน์จากใบมะกรูด3. คุณค่าทางโภชนาการในใบมะกรูด4. ทิศทางการตลาดของใบมะกรูด5. ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้6. การทำตลาดมะกรูดตัดใบ 7. การปลูกและการดูแล 8. การปลูกมะกรูดตัดใบมาตรฐาน GAP 9. เทคนิคการปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด10. การขยายพันธุ์มะกรูด11. ข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ตรงของผู้ปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด เพื่อการค้า : "มะกรูดตัดใบผมทำอย่างไรให้ล้มเหลว" โดยคุณสุรวุฒิ ศรีนาม (14,21 กรกฎาคม 2559)
1. ลักษณะทั่วไป
มะกรูด(Kaffir lime) เป็นพืชตระกูลส้ม(Citrus) อยู่ในวงศ์ Rutaceae มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศลาว อินโดนีเซีย ประเทศไทย และในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนไทยนิยมนำมาใช้ประกอบอาหารในรูปแบบเครื่องเทศ เช่น ใช้ผิวมะกรูดโขลกผสมในพริกแกง ใช้น้ำมะกรูดหมักผม ล้างมือ ทำความสะอาดเล็บ ดับกลิ่นคาว และ ใช้ใบมะกรูดในการประกอบอาหารประเภทต้มยำ พล่า ก้อย รวมทั้งใช้เป็นส่วนผสมหลักในเมนูต้มยำกุ้งของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่นิยมนำมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของเครื่องชูรสอาหาร แต่ในประเทศ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย ต่างก็นิยมใช้ปรุงรสอาหารด้วยเช่นกัน โดยมะกรูด จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ 2- 8 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีหนามตามลำต้นและกิ่ง ใบมะกรูดจัดเป็นใบประกอบแบบลดรูปที่มีลักษณะเหมือนการเอาใบไม้ 2 ใบมาต่อกันไว้ ตรงกลางรอยต่อมีความคอดกิ่ว มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ใบกว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 4-7 ซม. ใบสีเขียวแก่พื้นใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนาและมีกลิ่นหอม อ่อนๆ เพราะมีต่อมไขมันอยู่บนใบเหมือนพืชในตระกูลส้มชนิดอื่นๆ ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใต้ใบมีสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นกระจุกสีขาว 3-5 ดอก มีกลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลมีสีเขียวเข้มเหมือนมะนาว แต่มีผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายผลเป็นจุก ผลอ่อนมีสีเขียวแก่ เมื่่อสุกจึงจะเปลี่ยนจากสีเขียวแก่เป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็กจะผิวขรุขระน้อยกว่า และไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก มะกรูด ชอบดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง เติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีแดดจัด จนถึงปานกลาง นิยมปลูกในช่วงหน้าฝน เพราะจะทำให้ตั้งตัวได้เร็ว นิยมนำใบ และผลมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและเครื่องเทศประกอบอาหาร[2]

ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts
2. ประโยชน์จากใบมะกรูด จากฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้รายงานเกี่ยวกับ องค์ประกอบในใบมะกรูดไว้ดังนี้

ทางตำรายาไทย : ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ระดูเสียฟอกโลหิตระดู ขับระดู ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดปรุงอาหารดับกลิ่นคาว

องค์ประกอบทางเคมี : ใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยไอน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายประมาณร้อยละ 0.08 มีองค์ประกอบหลักเป็น "แอล-ซิโตรเนลลาล"(l-citronellal) ประมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate นอกจากนี้ยังพบ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha ?phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool และสารอื่นที่พบได้แก่ indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol

การศึกษาทางเภสัชวิทยา : สารกลุ่มกลีเซอโรไกลโคไลปิดจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดเนื้องอก และยับยั้งสารก่อมะเร็ง ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย Epstein-Barr-virus (EBV) น้ำมันจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ใกล้เคียงกับสารมาตรฐาน kojic acid ซึ่งเป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทำให้ผิวขาว

การศึกษาทางคลินิก : น้ำมันหอมระเหยจากใบ มีฤทธิ์ป้องกันยุง 3 ชนิดคือ ยุงลายบ้าน ยุงก้นปล่อง และยุงรำคาญ โดยมีฤทธิ์ป้องกันยุงกัดได้นาน 3 ชั่วโมง

การศึกษาทางพิษวิทยา : การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ [3]3. คุณค่าทางโภชนาการจากใบมะกรูด สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ได้รายงานไว้ในการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทยว่า ในน้ำหนักใบมะกรูด 100 กรัม [4] ให้พลังงานสูงถึง 171 Kcal และ มีสารอาหารต่างๆ ดังนี้

- วิตามินเอ ( Total VitaminA (RE) ) 303 Ug

- เบต้า เคโรทีน ( Betacarotene ) -- Ug

- วิตามินอี ( VitaminE) -- Mg

- วิตามินบี 1 ( Thiamin ) .2 Mg

- วิตามินบี 2 ( Riboflavin ) .35 Mg

- ไนอะซิน ( Niacin ) 1 Mg

- วิตามินซี ( VitaminC ) 20 Mg

- น้ำ ( Water ) 57.1 G

- โปรตีน ( Protein ) 6.8 G

- ไขมัน ( Fat ) 3.1 G

- คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) 29 G

- ใยอาหาร( กาก ) ( Crude/ Dietar ) (8.2) G

- เถ้า ( Ash ) 4 G

- แคลเซียม ( Calcium ) 1672 Mg

- ฟอสฟอรัส ( Phosporus ) 20 Mg

- ธาตุเหล็ก ( Iron ) 3.8 Mg

- ( retinol ) -- Ug

**"--" คือ ไม่ได้ทำการวิเคราะห์ / tr.คือ trace / Mg คือ Milligrams / Ug คือ Microgram / G คือ กรัม / Kcal คือ Kilocalorie
ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts
4. ทิศทางการตลาดของใบมะกรูด รองศาสตราจารย์ ดร. รวี เสรฐภักดี นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้กล่าวถึง การตลาดของมะกรูดตัดใบไว้ใน นิตยสารไม่ลองไม่รู้ เกษตรมือโปร ปีที่ 13 ฉบับที่ 149ว่า มะกรูดเป็นพืชที่มีการบริโภคทั้งใบและผล แต่ละปีมีความต้องการจากตลาดคิดเป็นปริมาณมหาศาลทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะใบมะกรูด มีบริษัทส่งออก ที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมาก และให้ราคาน่าสนใจ แต่ทว่าปัญหาคือไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตได้แน่นอน จากการผลิตส่วนใหญ่ไม่มีระบบการจัดการดูแลอย่างถูกหลักวิธี พบว่าบางช่วง อย่างช่วงหน้าแล้ง มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้น้อยและคุณภาพไม่ค่อยเป็นไปตามที่ตลาดต้องการมากนัก อาทิ ใบเล็ก ใบลาย (ไม่สวย) ใบเป็นโรค และอื่นๆ เมื่อขาดแคลนจึงทำให้ราคาสูงขึ้นเช่นเดียวกับมะนาว [5] ด้านการตลาด ในประเทศ ต้องการใช้สูงมาก ใช้ทำเครื่องเทศในโรงงานน้ำพริก เครื่องต้มยำ เป็นหลัก ต่างประเทศ จะส่งออกในรูปของใบสดรวมอยู่ในชุดต้มยำ จากเมนูต้มยำกุ้ง ล่าสุด มีความต้องการใช้ใบมะกรูดอบแห้งเพิ่มเติมด้วย[6]5. ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้ พันตำรวจโท สมชาย อ่ำทอง รองผู้กำกับฯ สภ.บางระจัน ผู้ปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดไว้เพื่อเตรียมการเกษียณ ได้ให้ข้อมูลไว้ใน นิตยสารไม่ลองไม่รู้ เกษตรมือโปร ปีที่ 15 ฉบับที่ 163ว่า "ใบมะกรูดที่สามารถตัดขายได้ต้องมีใบสีเขียวเข้มเป็นมันใบใหญ่ ไม่มีหนอนชอนใบ มะกรูด 1 ต้น จะตัดใบได้ประมาณ 3-4 ขีด ถ้า 1 ไร่ ปลูกไว้ 4,380 ต้น ก็จะได้ผลผลิตประมาณ 1,200-1,300 กก. ต่อรอบการตัดกิ่ง(45-60วัน) ในขณะที่ตลาดซื้อขายมะกรูดในบ้านเราจะนิยมแบบตัดเป็นกิ่ง มี่ทั้งกิ่งยาว กิ่งสั้น ส่วนราคาขายในช่วงฤดูกาลปกติ จะอยู่ที่ 30-40 บาท/กก. ช่วงหน้าฝนใบมะกรูดจะมีราคาถูก ราคาใบมะกรูดแบบติดกิ่งจะอยู่ที่ 25-30 บาท/กก. (ราคาขึ้นลงตามท้องตลาดนั้นๆ ) และ ใบมะกรูดจะมีราคาแพงในช่วงฤดูหนาว เพราะมะกรูดไม่ค่อยแตกกิ่งใบ ตลาดขายส่งในประเทศจะอยู่ที่ ตลาดสิงห์บุรี ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง"[7]
6. การทำตลาดมะกรูดตัดใบ ด้านการตลาดของมะกรูดตัดใบต้องมาฟังจากประสบการณ์จากผู้ที่บุกเบิกการปลูกมะกรูดตัดใบ เชิงการค้า เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จนประสบความสำเร็จ อย่าง คุณเก่ง ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ เจ้าของสวนมะกรูดบ้านคุณปู่ ผู้ปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ 4 ไร่ บนพื้นฐานคนที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย แต่ทำเงินจากธุรกิจนี้ได้เป็นหลักล้านต่อปี และสามารถขยายพื้นที่ปลูกเป็น 30 ไร่ ใน จ.ราชบุรีและจ.นครปฐม ได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน ซึ่งคุณเก่งได้แชร์ประสบการณ์ไว้บนเพจ "สวนมะกรูดบ้านคุณปู่" เกี่ยวกับการปูทางด้านการตลาดของมะกรูดตัดใบไว้ว่า ในการทำการตลาดนั้น คุณเก่งจะเริ่มจากการเดินหาที่ขายตามตลาดใกล้บ้าน เพราะสะดวกต่อการขนส่ง เนื่องจากใบมะกรูดไม่เหมาะสมต่อการขนส่งในระยะไกลๆ ยิ่งเป็นแบบเด็ดใบด้วยแล้วยิ่งขนส่งยาก เพราะจะเกิดอาการช้ำได้ง่าย หากควบคุมคุณภาพการขนส่งได้ไม่ดี ในการขนส่งควรมีรถห้องเย็นมาช่วยด้วยจึงจะคงคุณภาพผลผลิตไว้ได้ ดังนั้น ตลาดใกล้บ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำตลาดของคุณเก่ง คือ การเดินเข้าไปถามทุกตลาดที่อยู่ในรัศมี 60 กม. จากสวนเลยว่า รับซื้อไหม? เพื่อจะได้ขนส่งไม่ไกลนัก อีกทั้งรักษาคุณภาพของใบมะกรูดได้ด้วย เพราะการขนส่งไกล ๆ จะทำให้เกิดใบตายนึ่ง เนื่องจาก ระหว่างการขนส่งนั้นจะเกิดการคายความร้อนจากใบ (การหายใจ) และจะเลือกไปดูตลาดในหลายเวลาต่างๆ กัน เพราะแต่ละตลาดเวลาลงของจะไม่เหมือนกัน ส่วนตัวตอนหาตลาดแรกๆ จะนั่งดูตลาดอยู่ 3-4 วันเลยทีเดียว เริ่มต้นจากตลาดใกล้บ้าน แล้วก็ให้ต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นๆ ใกล้เคียง และ ตลาดอื่นๆ ที่ใหญ่ขึ้น เช่น ตลาดประจำจังหวัด ตลาดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ตลาดพวกนี้จะรับของเยอะ เป็นหลักร้อยกิโลต่อวัน ซึ่งในช่วงที่ใบมะกรูดมีราคาดีๆ จะเน้นขายเอง ด้วยการเช่าที่จอดรถไว้ในตลาดแล้วเปิดขายของได้เลย ตรงนี้จะขายได้ราคาเต็มๆ ถ้าเรามีของดี มีคุณภาพ ราคาขายพอๆ กับแผงมะกรูด ในตลาดเดียวกันรับรองขายหมดแน่นอน

ราคาใบมะกรูดจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ตามฤดูกาลอย่างฤดูฝน ของจะเยอะ ราคาจะถูก ฤดูร้อนกับฤดูหนาว ของจะแพง ช่วงฝน ใบมะกรูดจะมีราคาถูก ราคามะกรูดแบบติดกิ่งก็จะอยู่ที่ 25-30 บาท แต่ช่วงอากาศหนาว มะกรูดจะไม่ค่อยแตกกิ่งใบ ราคาจึงค่อนข้างแพง ราคาจากสวนตอนนี้ 40-50 บาท/กก. ตลาดขายส่งอย่างตลาดไท สี่มุมเมืองขายกันที่ 70-80 บาท/กก. ทั้งนี้ราคาที่ขายได้ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบด้วย สำหรับราคาแบบเด็ดใบจะมีตั้งแต่ราคา 30 -80 บาท/กก. แต่ราคานี้ก็ต้องมีต้นทุน ของคนงานที่เด็ดใบกับห้องเย็นที่จำเป็นต้องมีด้วย

ด้านตลาดส่งออก : มะกรูดจากสวนที่นี่เป็นที่ยอมรับว่าใบสวย คุณภาพดี คุณศิวาวุธใช้ประสบการณ์ด้านต่างประเทศมาเปิดตลาดใบมะกรูดในต่างประเทศเอง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในหลายประเทศ โดยใบอบแห้งจะส่งญี่ปุ่น อเมริกา ใบแช่แข็งส่งออสเตรเลีย โดยผลผลิต 90% ป้อนตลาดต่างประเทศ อีก 10% ส่งเข้าโรงงานน้ำพริกและอบแห้งเป็นส่วนประกอบในเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งราคาใบมะกรูดจะอยู่ที่ประมาณ 100 บาท/กก. [8]หากจะทำการส่งออก จำเป็นต้องมีการคุมสารเคมีอย่างรัดกุม ตามกำหนดของประเทศคู่ค้า ใช้ยาตามที่ประเทศปลายทางกำหนดเท่านั้น การส่งออกจะต้องมีการตรวจสุ่มหาค่าสารเคมีตกค้างในผลผลิต ซึ่งมีรายจ่ายหลายหมื่น-ครึ่งแสน หากตรวจเจอสารเคมี จะติด blacklist โดนค่าเผาจากประเทศปลายทาง เป็นเงินอีกหลายแสนบาทเลยทีเดียว ตลาดตรงนี้ คุณเก่งจึงไม่กล้ารับซื้อจากสวนคนอื่น เพราะต้องเป็นไปตามข้อตกลง คือ ห้ามเอาของสวนอื่นมาสวมสิทธิ์ ทั้งนี้คุณเก่งได้ให้ข้อคิดไว้เตือนใจผู้ที่ต้องการเดินรอยตามว่า สำหรับท่านที่สนใจจะทำมะกรูดตัดใบเชิงการค้า เรื่องตลาดต้องช่วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก หาตลาดให้ได้ก่อนค่อยปลูก เกษตรกรไทยต้องปลูกเป็น ขายเป็น และอย่าปลูกเพราะทำตามคนอื่นหรือตามกระแส อย่าเอาเงินนำ ถ้าท่านหวังว่าพออยู่ได้ท่านจะทำได้ แต่ถ้าหวังร่ำรวยจากตรงนี้คงยาก !![9]
ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts
7. การปลูกและการดูแล สำหรับมือใหม่ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านการเกษตรให้เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการเกษตรและการปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดได้ที่ http://agri.kps.ku.ac.th/โครงการอบรม หลักสูตร เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูและการผลิตใบมะกรูดเชิงการค้า ตามคำแนะนำที่ คุณ ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ ได้แนะนำไว้บนเพจ สวนมะกรูดบ้านคุณปู่ [10] เพื่อจะได้มีภูมิความรู้เอาไว้รับมือกับเส้นทางเดินที่ไม่ได้เรียบหรูอย่างที่หลายคนหลงเข้าใจผิด ด้วยมะกรูดนั้นเป็นพืชที่มีศัตรู-โรค-แมลง รุมทึ้งให้เสียหายมากพอๆ กับมะนาว ส้ม หรือ พืชตระกูลส้มอื่นๆ ชนิดที่ถ้าไม่เก่งจริงก็คงจะได้พับผ้าสามยก หอบใส่กระสอบ กลับเข้ารังไปได้ในเวลาไม่นาน แต่ถ้าใครสามารถจัดการรับมือแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการปลูกมะกรูดได้ นั่นก็คือการเข้าใกล้เส้นชัยไปแล้วเกินกว่าครึ่งทาง

สำหรับการปลูกมะกรูดตัดใบเชิงการค้าระยะชิด ตามแบบฉบับของ คุณเก่ง ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ เริ่มจากการเลือกใช้พันธุ์ทั่วไปที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เน้นต้นที่ปลอดโรค - แมลงรบกวน แล้วปลูกตามขบวนการการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้

การปลูกมะกรูด : คุณศิวาวุธจะใช้ระยะชิดโดยใช้ระยะปลูก 50X50 ซม. ปลูกแบบสลับฟันปลา ซึ่งระยะนี้ถ้าปลูกเต็มพื้นที่จะได้ 4,500 ต้น/ไร่ แปลงปลูกจะยกร่องกว้าง 1 แมตร แล้วปลูก 2 แถวบนร่อง ที่ต้องยกร่องเพราะมะกรูดไม่ชอบน้ำขังและไม่ทนน้ำท่วม ส่วนของระบบน้ำใช้ระบบน้ำหยด โดยมีอัตราการจ่ายน้ำชั่วโมงละ 1.5 ลิตร แต่จะเปิดน้ำนานประมาณ 20-30 นาที และติดตั้งสปริงเกอร์ไว้ด้านบน เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในช่วงที่อุณหภูมิสูงมาก

การตัดแต่งกิ่งมะกรูด : การตัดกิ่งเพื่อจำหน่ายในครั้งแรกนับว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะจะมีผลอย่างมากต่อการให้ผลผลิตของใบในชุดต่อไป โดยปกติการตัดกิ่งขายในแต่ละครั้งจะตัดกิ่งให้สูงจากพื้นดินขึ้นมา 60-80 ซม. จากนั้นมะกรูดจะแตกกิ่งใหม่ขึ้นมา ช่วงนี้แหละสำคัญ ต้องเลือกกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่ทำมุมแคบกับลำต้น ซึ่งกิ่งลักษณะนี้จะเป็นกิ่งที่มีแนวโน้มที่จะให้ใบที่มีคุณภาพ นั่นคือ ใบมีขนาดใหญ่ และสวย ส่วนกิ่งที่ทำมุมองศากว้างจะมีแนวโน้มติดผลได้ จึงไม่ควรเลือกไว้ ส่วนกิ่งแขนงที่เหลือหลังจากคัดเลือกกิ่งคุณภาพแล้วตัดทิ้งให้หมด

หลังจากลงปลูกแล้วประมาณ 6-8 เดือนก็สามารถตัดกิ่งจำหน่ายได้ ตอนนี้มีต้นที่ตัดใบขายได้แล้วประมาณ 9,000 ต้น หรือประมาณ 110 ร่อง แต่คุณศิวาวุธจะทยอยตัดทุกวัน วันหนึ่งประมาณ 4 ร่อง ปริมาณการตัดต่อวันประมาณ 100-130 กก. คุณศิวาวุธบอกว่ามะกรูด 1 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 3-4 ขีด โดยหลังจากตัดใบขายแล้วจะใช้เวลาประมาณ 45-50 วันจึงจะกลับมาตัดได้ใหม่อีกครั้ง ในรอบ 1 ปี จะตัดใบได้ประมาณ 7-8 ครั้ง โดยผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

การดูแลโรค-แมลง : สำหรับการดูแลมะกรูดช่วงแรกต้องคอยระวังหนอนชอนใบ หนอนกัดยอดในช่วงใบอ่อน ปัญหาใหญ่ของมะกรูดก็คือ เพลี้ยไฟ ไรแดง ซึ่งมุ้งก็ไม่สามารถกันแมลงดังกล่าวได้ การจัดการโรค-แมลงจะเน้นใช้ชีวภัณฑ์ อย่างหนอนก็ใช้ เชื้อบี.ที ส่วนเพลี้ยไฟ ไรแดงจะใช้ เชื้อบิวเวอเรีย แต่ถ้าระบาดหนักจนคุมไม่อยู่หรือสร้างความเสียหายก็จะใช้สารเคมีมาสลับกัน แล้วจึงกลับมาใช้ชีวภัณฑ์ต่อ ช่วงฝนเจอปัญหารากเน่าบ้าง ไม่มาก มีบางต้นที่ตายก็จะปลูกซ่อมไป

การให้ปุ๋ย : ในส่วนของปุ๋ยจะจ่ายปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยด โดยผสมปุ๋ยใช้เองจากแม่ปุ๋ย 3 ตัว คือ 46-0-0,12-60-0 และ 0-0-60 สัดส่วนของปุ๋ยที่ใช้อยู่ที่ 5:1:4 ใช้สูตรนี้ตลอด โดยเพิ่มปริมาณขึ้นตามขนาดของต้น อย่างต้นเล็กจะให้อัตรา 3 กรัม/ต้น/อาทิตย์ ต้นโตก็จะให้ปุ๋ย 5 กรัม/ต้น/อาทิตย์ นอกจากนี้ก็จะให้น้ำขี้หมูเสริม โดยใช้อัตรา 100 ลิตร/ไร่/ครั้ง

การเก็บเกี่ยว : มะกรูด 1 ต้นจะตัดใบได้ต่อครั้งประมาณ 3-4 ขีด ถ้า 1 ไร่ 4,500 ต้น จะได้ประมาณ 1,300-1,500 กก.ต่อครั้ง ใบมะกรูดสวยๆสามารถสร้างรายได้มากถึง 4-5 หมื่นบาท/เดือน ยิ่งใบมะกรูดที่ใบสวยยิ่งขายได้ราคาแพง 80-100 บาท/กก. ด้านการตลาดซื้อ-ขายมะกรูดในบ้านเราจะนิยมแบบตัดเป็นกิ่ง มีทั้งกิ่งยาว กิ่งสั้น แต่ที่สวนคุณศิวาวุธจะนิยมตัดกิ่งสั้น ความยาวของกิ่งประมาณ 1 คืบ หรือประมาณ 20 ซม. [11] ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยว : การเก็บเกี่ยวควรเก็บตั้งแต่ช่วงเช้า 05.00 น. - ไม่เกิน 13 .00 น เพราะช่วงเช้าจะยังคงความสดและได้น้ำหนักดี ถ้าตัดช่วงอากาศร้อนใบจะแสดงอาการตายนึ่ง เหมือนโดนน้ำร้อนลวก เมื่อนำไปล้างในขั้นตอนทำความสะอาด จะมีการใช้กรรไกรตัดแต่งใบพร้อมก้านใส่เข่ง แล้วย้ายเข้าที่ร่มทำความสะอาดคัดใบเสียทิ้งอีกทีหนึ่ง และผึ่งร่มให้แห้ง จากนั้นจึงบรรจุถังพลาสติก เจาะรู มัดปากเตรียมขนย้าย [12]ข้อดี : การปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด นั้นจะเอื้อต่อการเกิดกิ่งกระโดง เพราะธรรมชาติของต้นไม้นั้นจะแย่งอาหารกัน จึงกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงได้ดี [13]
ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts
8. การปลูกมะกรูดตัดใบมาตรฐาน GAP 9. เทคนิคการปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิด ด้านเทคนิคการจัดการแปลงมะกรูดตัดใบให้ประสบความสำเร็จนั้น รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน แห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ให้คำแนะนำไว้เป็นแนวทางในการจัดการ ดังนี้

9.1. การเตรียมดิน ให้เตรียมด้วยปุ๋ยคอก /ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ ใช้ปุ๋ยพืชสดอย่างปอเทืองเข้ามาช่วยปรับปรุงดิน โดยปลูกให้ออกดอกแล้วไถกลบ 2-3 รอบ จากนั้นจึงยกร่องแบบลูกฟูก เพื่อช่วยให้เกิดการระบายน้ำได้ดี

9.2. การวางระยะปลูก/จำนวนต้นต่อไร่ ให้ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 50 x 50 ซม. วางแนวแบบสลับฟันปลา จะได้ ประมาณ 5,000 ต้น/ไร่ ค้ำต้นด้วยไม้หลักปักทำมุม 60 องศาเซลเซียสกับพื้น เพื่อช่วยป้องกันรากโยกคลอนหรือขาด เพราะถ้าระบบรากกระทบจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตหรือตายได้ หากใช้ระยะชิด (50x50 ซม.) ให้ขึ้นรูปแปลงขนาด 1 เมตร ระหว่างแปลง 50 ซม.

9.3. การควบคุมทรงพุ่ม/เลี้ยงกิ่ง ควรเลี้ยงให้เป็นแนวตั้งฉาก ใน 1 ต้นจะควบคุมให้มีกิ่งหลักหรือแขนงหลักเพียง 2-3 กิ่ง/ต้น ซึ่งแต่ละกิ่งจะแตกกิ่งใหม่ได้อีก 2-3 กิ่ง รวมทั้งหมดจะไว้เพียง 6 กิ่ง/ต้นเท่านั้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ใบใหญ่สวย ได้น้ำหนักดี

9.4. การเลี้ยงต้น การปลูกมะกรูดตัดใบควรเลี้ยงต้นให้มีความสูงจากพื้นดิน 60-80 ซม. การไว้ตอจะต้องสูงจากดิน 60 ซม. ขึ้นมา แล้วจึงตัดออก เพื่อไว้ลำที่เป็นโครงสร้างหลัก ซึ่งจะเอาลำตรงนี้ไปทำอะไรก็ได้ และตัดแต่งลูกทิ้งด้วย

9.5.การไว้กิ่ง ต้องดูโครงสร้างว่าจะไว้เกิน 6 กิ่งได้หรือไม่ หากต้นมีตาสีน้ำตาลแสดงว่าจะแตกตาช้าไม่ควรไว้กิ่งมาก แต่ถ้าต้นมีตาสีเขียวแสดงว่า แตกตาดี จะไว้ 6 กิ่งต่อต้น เพื่อลดภาระต้นและต้นไม่โทรม หากมี 2 แขนง จะไว้ตอหนึ่ง 3 ลำ หากมี 2 แขนง จะไว้ 3 ลำต่อแขนง สุดท้ายจะได้ 6 กิ่งต่อต้น จะได้ นน.เฉลี่ยที่ 300-500 กรัม / ต้น /รอบ 1 ไร่ต่อรอบการเก็บเกี่ยวจะได้ไม่น้อยกว่า 1.5 ตัน/รอบ

9.6. การวางแผนการผลิต ต้องวางแผนให้เกิดการหมุนเวียนในการเก็บเกี่ยวและรวมกลุ่มมกัน เพราะต้องใช้ระยะเวลานานในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งราว 2 เดือน

9.7.การให้น้ำ การปลูกมะกรูดตัดใบต้องมีการจัดการน้ำให้พืชได้รับอย่างเพียงพอ และมีความต่อเนื่อง ภายในแปลงจะต้องมีการระบายอากาศได้ดีด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการเกิดโรครากเน่า มะกรูดต้องการน้ำมากในช่วงยอดอ่อนผลิขึ้นมา หากไม่ขาดน้ำจะได้ตัวกิ่งที่ยาว ใบใหญ่ หากขาดน้ำ ยอดจะสั้น ใบจะเล็ก 9.8. การให้ปุ๋ย จะเน้นให้ปุ๋ยสูตรที่มีตัวหน้า (N/ไนโตรเจน) สูง โดยจะเลือกใช้สูตรที่มีสัดส่วน N 3-P 1-K 2 ส่วน หรือ N4-P1-K3 หรือ N5-P1-K3 แล้วแต่พื้นที่ปลูก ซึ่งสูตรนี่จะเรียกว่าสูตรโยกหน้า เช่น ปุ๋ยสำเร็จรรูป สูตร 21-7-14 ก็ใช้ได้ ปุ๋ยสูตรโยกหน้า จะช่วยเพิ่มความแกร่งให้กับเนื้อไม้ ป้องกันการฉีกของต้นและกิ่งได้ การให้ปุ๋ยไม่ควรทิ้งระยะเกิน 1 เดือน/ครั้ง หากดินปลูกมีสภาพเป็นดินทราย การให้ปุ๋ยไม่ควรให้เกิน 15 วัน/ครั้ง หรือ อาจใช้หลักการให้ปุ๋ยแบบ "ให้ทีละน้อย แต่ให้บ่อยๆ" ก็ได้เช่นกัน

9.9. อุปสรรค-ปัญหาที่สำคัญ คือ แคงเกอร์ ที่รุนแรงมาก ของพืชในกลุ่มส้ม โดยเฉพาะมะนาว มะกรูด ที่เป็นสาเหตุหลักทำให้ส่งออกได้ยาก เพราะควบคุมได้ยาก เพราะเป็นเชื้อแบคทีเรีย และสารเคมีในตลาดส่วนใหญ่ จะเป็นพวกกำจัดเชื้อรา หากไม่อยากให้เกิดโรค ต้องป้องกันก่อนเข้าสวนเลยจะดีที่สุด แล้วใช้การจัดการเข้าไปดูแล หรือ ใช้การตัดแต่งเผาทิ้ง นอกพื้นที่ ไม่ควรฝัง แมลงที่สำคัญ คือ เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ หากมีอาการยืนต้นแห้งตายจะมาจากระบบราก ต้องจัดการระบบน้ำ อย่าให้มากไป ช่วง 1 เดือนแรก เพราะเป็นช่วงที่พืชเร่งสร้างราก การให้น้ำมากหรือปล่อยให้ดินแฉะจะทำให้ระบบรากเสียหาย และตายได้

9.10. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช แนะนำให้ใช้ระบบ 1-4-7 โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงที่พืชเริ่มผลิใบอ่อนหรือผลอ่อน ออกมาได้ ขนาดประมาณ 2-3 มม. จังหวะนี้เองที่แมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ จะเข้าทำลาย รวมทั้งมีหนอนชอนใบเข้ามาวางไข่ด้วย (ช่วงนี้ให้นับเป็นวันที่ 1) ในการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันกำจัด เช่น อะบาเมกติน แล้วก็นับไปจากนี้จนถึงวันที่ 4 จึงฉีดพ่นซ้ำด้วย ยาตัวเดิม จากนั้นนับไปเป็นวันที่ 5-6-7 จึงฉีดพ่นสารเคมี เมทามิโดฟอส หรือ อะฟีดนฟอส หรือ คลอไพรีฟอส ตัวใดตัวหนึ่ง หรือ จะใช้ เมทามิโดฟอส + ไซเปอร์เมทริน ฉีดพ่นป้องกันหนอนชอนใบ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล ซึ่งเมื่อพืชเป็นแผลแล้วจะเกิดโรคแคงเกอร์ตามมา หากควบคุมได้อย่างนี้ก็จะสามารถตัดวงจรของศัตรูพืชตระกูลส้มได้พอดี หากหลังจากนี้แล้วพบว่ามีการระบาดอีก ให้ฉีดพ่นสารเคมีเพื่อการกำจัดเป็นกรณีๆ ไป (พบโรคแมลงชนิดใดก็เลือกใช้สารกำจัดโรค-แมลงชนิดนั้นๆไปตามอาการ)

9.11. การใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช ให้เลือกใช้จำพวกเชื้อบิวเวอเรีย และ เชื้อบีที เข้ามาควบคุมศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง หนอนชอนใบ และ โรคที่พบ (พบว่าได้ผลดีเช่นกัน)

9.12. การเก็บเกี่ยว จะใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวได้หลังปลูก 6-8 เดือน พืชจะเริ่มตั้งพุ่มได้ แล้วจะเริ่มเข้าระบบการผลิตที่ถาวร (6-8 เดือน) วงรอบการผลิต อยู่ในช่วง 45-60 วันจะทำให้ได้ใบมะกรูดที่มีคุณภาพ คือ เริ่มมีสีเขียว-เขียวเข้มกำลังดี ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ใบที่เกิดจากกิ่งกระโดงจะใหญ่ ไม่ค่อยเกิดใบลาย

9.13.การตัดกิ่ง ตัดแบบยาว จะนับจากยอดลงมา จนถึงโคนกิ่งที่ยังดูเป็นตอเขียว(จะไม่ตัดถึงโคนกิ่งที่เป็นตอสีน้ำตาล) วิธีนี้จะทำให้ยอดใหม่แตกขึ้นมาได้ เร็วชนกับรอบตัด 45 วันได้พอดี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นต่อรอบ ปีหนึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ 6 รอบ/ปี (60 วัน) ถ้า 45 วัน จะเก็บเกี่ยวได้ 8 รอบ/ปี

9.14. ราคา ใบมะกรูดที่มีการซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบันเฉลี่ยตั้งแต่ 10 บาท/กก.,20-25 บาท/กก.,จนถึง 50-60 บาท/กก. ก็มี อย่างเช่น ช่วงหน้าแล้ง(2556) มีผู้ส่งออกใบมะกรูด ให้ราคาสูงถึง 50-55 บาท/กก. หรือ จะเลือกทำเป็นกิ่งตอน(ง่ายกว่า)หรือกิ่งปักชำจำหน่ายก็จะขายได้ในราคา 25-45 บาท/กิ่ง เนื่องจากมีคนหันมาให้ความสนใจปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดกันมากขึ้น

9.15. การลงทุน การปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดจะมีต้นทุนเริ่มต้นสูง ตกประมาณ แสนกว่าบาทต่อไร่ แต่ก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี [14]
ภาพประกอบจาก :https://www.facebook.com/surasri.m
10. การขยายพันธุ์มะกรูด การขยายพันธุ์มะกรูดทำได้เช่นเดียวกันกับมะนาว แต่จะนิยมใช้วิธีปักชำหรือตอนกิ่งมากกว่า โดยเฉพาะวิธีการตอนกิ่งจะได้รับความนิยมจากชาวสวนมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตไม่มาก แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2-3 เดือนในการตอนก็ตาม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการตอนกิ่งก็คือ ช่วงหน้าฝน เพราะจะทำให้กิ่งตอนมีความชื้นไม่แห้ง รากจึงเกิดและเดินได้เต็มที่ ซึ่งRakbankerd มีเทคนิคที่จะช่วยกระตุ้นให้กิ่งตอนออกรากเร็วขึ้นด้วย "น้ำยาเร่งรากกิ่งตอนมะกรูดมะนาว" สูตรเด็ดจาก คุณอเนก ประสม แห่งไร่กาญจนา เลขที่ 147 หมู่ 2 บ้านแจ้คอน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ที่ให้ข้อมูลไว้กับ Rakbankerd ดังนี้

สูตรน้ำยาเร่งราก :

1. น้ำยาเร่งรากตามร้านค้าทั่วไป ใช้ 10 ซีซี

2. กะปิ 50 กรัม

3. น้ำเปล่าสะอาด ครึ่งลิตร

วิธีการทำ : ให้ผสมน้ำยาเร่งรากกับกะปิและน้ำเปล่าให้เข้ากัน จากนั้นให้ใช้สำลีพันก้านไม้ ชุบน้ำยาสูตรดังกล่าว ทารอบๆ บริเวณรอยขวั่นเปลือกที่เริ่มแห้งให้เปียกรอบรอยควั่น แล้วใช้ถุงขุยมะพร้าวทาบ มัดเชือก ตามวิธีการตอนแบบปกติ

วิธีนี้สามารถใช้ได้กับมะนาวและมะกรูดทุกสายพันธุ์ สูตรนี้จะช่วยให้รากมะนาวมะกรูดเดินเร็ว ประหยัดเวลามากขึ้น ซึ่งจากปกติต้องรอประมาณ 60 วันกว่าจะออกรากสมบูรณ์และตัดขาย แต่ถ้าใช้สูตรดังกล่าวนี้ รอเพียงแค่ 45 วันกิ่งตอนก็จะออกราก และนับไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ รากกิ่งตอนจะมีความแข็งแรงสามารถตัดกิ่งตอนขายได้เลย [15]11.ข้อเท็จจริง จากประสบการณ์ตรงของคนปลูกมะกรูดตัดใบ "มะกรูดตัดใบผมทำอย่างไรให้ล้มเหลว" โดย สุรวุฒิ ศรีนาม(14,21 กรกฎาคม 2559)

ผมตัดสินใจว่าจะปลูกมะกรูดเมื่อต้นปีที่แล้ว หลังจากที่ตัดสินใจก็รีบตามหากิ่งพันธุ์ ฉนั้นราคาที่ได้มาคือ 25 บาท เกือบๆ แปดพันกิ่ง รวมๆ แล้วเฉพาะค่ากิ่งพันธุ์ก็ตกไปประมาณ 200,000 บาท แล้วก็เตรียมแปลงระบบน้ำทั้งน้ำหยดสปริงเกอร์ รวมๆทุกๆอย่างแล้วผมน่าจะหมดไปเกือบๆ สามแสนบาท สำหรับมะกรูดตัดใบสองไร่

ถามว่าทำไมผมจึงตัดสินใจทำมะกรูด สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทำเพราะผมเห็นตลาด คือบริษัทส่งออกที่ผมส่งพริกให้เขาแนะนำผมว่าปลูกไหมเขาจะรับซื้อ ราคาประมาณ 50-60 บาทสำหรับใบที่เด็ดแล้ว ผมหาข้อมูลคร่าวๆได้มาว่ามะกรูดหนึ่งต้นสามารถให้ใบได้ 3 ขีด ผมคูณจำนวนต้นดูน่าจะได้ไร่ละตัน สลับตัดเดือนละไร่ผมก็จะมีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท หักต้นทุนนั่นนี่ก็คงเหลือสัก 2-3 หมื่น ประเด็นนี้ผมลืมไปว่าการที่จะทำมะกรูดตัดใบให้ได้ต้นละ 3 ขีดไม่ง่าย และอาจเป็นไปได้ยากสำหรับการทำแบบระยะชิดที่เรามีพื้นที่สำหรับทรงพุ่มน้อย ยิ่งหากเราขายเด็ดใบสวยๆ ยิ่งไม่มีทางได้ นอกจากเรื่องนี้ก็มีอีกหลายประเด็น ซึ่งผมขอว่าเป็นข้อๆ ดีกว่าจะได้ง่ายต่อคนอ่าน

1.ต้นทุนแรงงานพร้อมหรือไม่ ในตอนนั้นผมไม่ได้ประเมินเรื่องต้นทุนแรงงานเลยว่าต้องใช้มากน้อยแค่ไหน พอมาตัดรอบแรกถึงรู้ได้ว่ามันใช้แรงงานมากทีเดียวหากเราจะทำแบบเยอะๆ เช่น บริษัทที่ผมจะส่งนี่เขาต้องการใบมะกรูดเด็ดใบครั้งละ 1 ตัน ผมสอบถามพี่ๆ ที่เขาทำอยู่ก่อนได้ความว่า หากใบมะกรูดเราไม่ได้งามมากๆ หรือขี้เหร่มากๆ แรงงานหนึ่งคนเด็ดได้ ประมาณ 15-20 กิโล นั่นหมายถึง ถ้าผมจะส่งเขาผมต้องมีแรงงานเด็ดประมาณ 50 คนเพื่อให้เด็ดได้ในวันเดียว อย่าลืมนะครับว่ามะกรูดเก็บไว้รวมส่งหลายๆวันไม่ได้ เราต้องตัด เด็ด ส่ง ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด และนอกจากแรงงานเด็ดแล้วแรงงานตัด 1 คนสามารถตัดได้ประมาณ 100 กิโลต่อวัน ซึ่งถ้าจะเด็ดใบให้ได้เป็นตันเราต้องมีมะกรูดก้านเกือบสองตัน สรุปแรงงานผมไม่มีพอ

ทางออกอีกอย่างเพื่อแก้ปัญหา คือ ตัดทีละน้อยๆ อาจจะวันละ 50-100 กิโล อันนี้แก้ปัญหาแรงงานได้ครับแต่มีปัญหาด้านขนส่ง ผมอยู่ไกลจากโรงงานที่รับของเกือบ 600 กิโลเมตร การนำใบมะกรูด 50-100 โลไปส่งนั้นยากมาก ถ้าฝากกับรถผักไปความเสี่ยงต่อการเสียหายจะสูงมากๆ ดังนั้นผมจึงไม่อาจทำส่งทีละน้อยๆ เพื่อแก้ปัญหาได้ ในประเด็นนี้สำหรับคนที่อยากทำมะกรูดตัดใบคุณต้องประเมินตัวเองว่ามีความพร้อมด้านแรงงานขนาดไหน ถ้าคิดว่าจะปลูกทำขายเองในครัวเรือนก็ควรอยู่ใกล้ตลาด ไม่ใช่อยู่ห่างหลายร้อยกิโลเมตรแล้วจะเด็ดใบมะกรูดส่งทีละ 50-100 กิโล ซึ่งมันเป็นเรื่องลำบากและต้นทุนสูงอย่างยิ่ง

2.การดูแลจัดการ มะกรูดตัดใบไม่ใช่พืชที่ดูแลง่ายๆ ผมเองก่อนปลูกมะกรูดมีความคิดว่าเราปลูกพริกได้มะกรูดไม่น่ายาก เพราะโรคแมลงก็อันเดียวกัน ยาดีๆ เรามีเพียบจะไปกลัวอะไร แต่พอลองปลูกโอ้!! มันไม่ใช่เลยครับ เพราะเราขายใบ ฉะนั้นใบต้องสวยห้ามมีตำหนิ ซึ่งโดยปกติโรคและแมลงมักเข้าทำลายใบก่อน โดยเฉพาะยอดอ่อน-ใบอ่อนเราต้องมีเวลาดูแลตลอด เห็นสิ่งผิดปกติ ต้องรีบพ่นยาทันที แต่ผมน่ะไม่มีเวลาขนาดนั้น บางวันต้องไปประชุมที่ กทม. บางช่วงพริกเข้าเยอะไม่ได้ดูแลสวน ผลัดวันประกันพรุ่งในการพ่นยา สุดท้ายแล้ว ใบมะกรูดก็มีโรคมีแมลงเข้าเสมอต้องเสียแรงเสียเวลาเล็มทิ้ง ซึ่งทุกครั้งที่เล็มทิ้งนั่นคือ การทิ้งเงินไปมากมายเพื่อเริ่มต้นใหม่ สำหรับประเด็นนี้ผมอยากบอกว่า มะกรูดตัดใบถึงแม้จะไม่ได้มีโรคแมลงศัตรูพืชพิศดารมากมายอะไร แต่มันก็ไม่ง่าย คนปลูกต้องมีความรู้เรื่องวงจรชีวิตของแมลง รู้ธรรมชาติของโรค รู้จักการใช้สารเคมี การพ่นยาทุกครั้งพ่นตามความเสี่ยงว่าในช่วงนี้เราจะเจออะไร และที่สำคัญทำมะกรูดตัดใบต้องมีวินัยในการพ่นยาเป็นที่สุด ถ้าเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งอย่างผมรับรองว่าจบครับ ใบสวยๆ นั้นจะอยู่ไกลจากแปลงของท่านมาก
ภาพประกอบจาก :https://www.facebook.com/surasri.m
3. หญ้าวัชพืช ปัญหาเรื่องหญ้า ซึ่งสิ่งนี้เป็นอะไรที่สร้างความลำบากแก่ผมมาก ผมเริ่มต้นด้วยการคลุมพลาสติกคลุมแปลง เพื่อดูแลไม่ให้มีหญ้า ช่วงแรกๆ ก็ดีครับแต่พอนานเข้าๆ พลาสติกนั้นก็ขาดหญ้าขึ้นมาเต็มไปหมด ผมต้องจ้างชาวบ้านมาถอนแต่ละครั้งหมดไปรอบละประมาณ 3,000 บาท ใจนึงก็อยากลงสปั้นบอน แต่ราคาช่างแพงมากจึงไม่ใช้ ลองใช้ฟางก็ได้ไม่นาน ครั้นจะใช้ยาก็กลัวว่าจะกระทบต้นมะกรูดและเผื่อลูกค้าตรวจพบงานจะเข้าเอา สุดท้ายหญ้าท่วมเพราะบางช่วงหาคนมาถอนหญ้าไม่ได้ และค่าแรงงานในการถอนหญ้าก็สูงมาก ประเด็นนี้เหมือนจะง่ายแต่ก็ยาก เหมือนจะยากแต่ก็ง่ายขึ้นอยู่กับเราเองว่าเรารู้ข้อจำกัดของมันมากน้อยแค่ไหน และวางแผนจัดการอย่างไร จริงอยู่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหนักหนาแต่ควรวางแผนรับมือให้ดี เพราะถ้าพลาดเราจะเจองานใหญ่มาก

ดังนั้น หากท่านคิดจะปลูกมะกรูดตัดใบระยะชิดท่านต้องรู้ว่า เรื่องหญ้าจะจัดการอย่างไรถึงจะได้ผลจริง ยาฆ่าหญ้าได้ไหม? จะมีผลอะไรรึเปล่า? คลุมพลาสติกแบบไหนจะไม่มีปัญหา? เพราะผมเองคิดง่ายๆ ทำง่ายๆ มันจึงลำบาก เลยขอฝากเพื่อนๆ ว่าถ้าจะทำอย่าละเลยเรื่องนี้เด็ดขาด ถ้าวางแผนให้ดีเรื่องนี้จะไม่ยาก แต่ถ้าไม่สนใจท่านจะรู้ว่ามันลำบากมากๆ ในการทำมะกรูดระยะชิด

ตอนแรกขอเล่าประมาณนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวตอนต่อไปจะคุยเรื่อง ต้นทุน ผลผลิต และตลาด ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ขาดไม่ได้จริงๆ ครับ ทั้งหมดทั้งมวลผมไม่ได้มาโจมตีมะกรูดตัดใบนะครับ เพียงแต่อยากบอกกล่าวบางแง่มุมที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพื่อให้คนที่คิดจะปลูกได้ตั้งสติก่อนสตาร์ทในการทำมะกรูด ซึ่งความล้มเหลวของผมไม่ใช่ความล้มเหลวของมะกรูดนะครับ ที่เล่าไปเพื่อให้ทุกท่านได้ประเมินตนเองก่อนจะลงมือ ไม่ใช่ทำทั้งๆ ที่ตัวเองไม่สามารถจะทำมันให้สำเร็จได้อย่างที่ผมเป็นอยู่ [16]

หลังจากที่เขียนตอนแรกไป ก็มีกระแสการตอบรับที่ดีมากเลยครับ มีพี่ๆ เพื่อนๆ หลายท่านให้กำลังใจ บางท่านแนะนำทางออก บางท่านขอซื้อกิ่งพันธุ์ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านอย่างยิ่ง บทความชุดนี้ถือว่าสร้างกระแสดราม่าในวงการเกษตรทางโลกออนไลน์ได้พอสมควรเลยครับ มีหลายท่านที่ให้ความสนใจร่วมวิภาควิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดการขบคิดและทบทวนเกี่ยวกับการทำมะกรูดตัดใบกันมากขึ้นและก็มีบางท่านที่ได้มองไกลไปถึงพืชตัวอื่น เพราะในโลกของการเกษตรนั้นประเด็นหลักๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า การผลิต แรงงาน การตลาด การขนส่ง ต้นทุน กำไร ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ซึ่งจะลงมือทำการเกษตรเป็นอาชีพต้องวิเคราะห์วางแผนให้ดีๆ เพราะโลกยุคปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะต้นทุนต่างๆ ที่หากสูญเสียไปแล้วการที่จะฟื้นคืนกลับไม่ใช่สิ่งที่ง่าย

การออกมาเขียนบทความเช่นนี้ อาจทำให้หลายท่านมองว่าผมเป็นไอ้ประเภท "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง" ประมาณว่าตนเองความสามารถไม่ถึง พยายามไม่พอ แล้วดันทุรังทำพอทำเสียหายก็มาโวยวายผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งในประเด็นนี้หากท่านที่ติดตามอ่านบทความของผมมาตั้งแต่ตอนแรกน่าจะพอเข้าใจได้ว่า ผมไม่ได้โทษต้นมะกรูด ผมไม่ได้โทษอะไรเลย ผมเพียงพูดถึงปัจจัยที่ทำให้ผมไม่ประสบความสำเร็จในการทำมะกรูดตัดใบ ผมไม่ได้กล่าวว่าไม่มีใครสามารถทำได้ แต่ผมพูดถึงว่ามีคนที่เขาทำได้ซึ่งเขาเหล่านั้นมีปัจจัยและโอกาสหลายอย่างที่นำไปสู่ความสำเร็จ เราๆ ท่านๆ ที่คิดจะทำตามควรที่จะพิจารณาว่าในจุดที่เขามีนั้นเรามีเช่นเขาหรือเปล่า เช่น พี่เก่ง สวนมะกรูดบ้านคุณปู่ เป็นไอดอลของคนทำมะกรูด จุดเด่นหลักๆ ที่ผมพบสำหรับพี่เก่งก็คือ พี่เก่งทำมะกรูดตัดใบคนแรกๆ ของไทย พี่เก่งจึงมีลูกค้าดีๆ ซื้อราคาแพงๆ อยู่ในมือเยอะกว่าใครอื่น พี่เก่งมีสวนอยู่นครปฐม สวนใหม่ของพี่เก่งก็ไม่ได้อยู่ไกลกว่านั้นมากนัก ซึ่งตลาดมะกรูดส่งออกหลักๆ อยู่ในกรุงเทพและบริเวณใกล้เคียง พี่เก่งจึงสามารถเอาใบมะกรูดใส่หลังรถไปส่งลูกค้าได้อย่างสบายๆ แล้วเราล่ะ? ผมเปรยไว้ในช่วงท้ายของตอนแรกว่าตอนนี้ผมจะพูดถึงต้นทุน ผลผลิต และตลาด ในตอนที่สองนี้นะครับ
4. ต้นทุนการจัดการและการผลิต ซึ่งต้นทุนนั้นในแง่ของกิ่งพันธุ์ราคาได้ลดลงมามากกว่าในช่วงที่ผมปลูกมาก เห็นว่ามีตั้งแต่ราคา 10-15 บาท ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะทำให้ต้นทุนการการปลูกลดลงได้กว่าครึ่ง อย่างผมปลูกไร่ละ 4,000 ต้น ราคากิ่งละ 25 บาท เฉพาะค่ากิ่งพันธุ์ก็ไร่ละหนึ่งแสนบาท ซึ่งแน่นอนว่าพอเอามาปลูกจริงน่าจะเสียหายไปสัก 10-20 % ทำให้ต้นทุนของเราขยับขึ้นไปอีก นอกจากนี้ต้นทุนที่สำคัญก็ยังมี ระบบน้ำ การเตรียมแปลง วัสดุคลุมแปลง ค่าแรงงาน เฉพาะระบบน้ำซึ่งของผมทำสองระบบ คือ น้ำหยดและสปริงเกอร์ผมก็ต้องจ่ายไปประมาณไร่ละ 20,000 บาท รวมๆ แล้ว ต้นทุนในการเริ่มต้นของผมอยู่ที่ประมาณเกือบ 150,000 ต่อไร่ กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราต้องพ่นยาอย่างน้อย 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยทุกๆ 7 วัน ผมคำนวณค่ายารวมค่าแรงงานตกประมาณเดือนละ 3,000 บาท/ไร่ ปุ๋ยพยายามใส่ตามคำแนะนำคือ 3 กรัมต่อต้น ทุกๆ 5-7 วันก็ตกไปประมาณเดือนละพันกว่าบาท รวมๆ แล้ว ในแต่ละเดือนจะหมดประมาณ 5,000 ต่อไร่ซึ่งนี่ยังไม่ได้รวมค่าแรงคนงานที่อยู่ดูแลสวน หากรวมทุกอย่างแล้วต้นทุนต่อเดือนของผมสำหรับการทำมะกรูดสองไร่จะตกประมาณหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน ถ้านับรอบตัดใบขายที่ 2 เดือนก็คือ มีต้นทุนประมาณสามหมื่นบาทต่อรอบการผลิต ซึ่งนี่ยังไม่ได้คิดในกรณีที่เกิดเหตุให้ต้องตัดเล็มยอดทิ้งแล้วเริ่มใหม่เพราะโรคแมลงลงหนักหรือต้องใช้ยาแพงๆ อีกนะครับ

โดยสรุปแล้วในส่วนของต้นทุนนี้สำหรับผมเป็นอะไรที่หนักเอาการครับ และต่อมาคือ ผลผลิต ผมปลูกมะกรูดตัดใบมา 9 เดือนก็ได้ตัดใบรอบแรก เพื่อ เด็ดใบสวยขายโลละ 100 บาท รอบนั้นผมได้ใบมะกรูดทั้งหมดที่ส่งขายได้ คือ 200 กิโลกรัม ทีนี้เรามาดูกันว่าหากเราสามารถทำมะกรูดให้สมบูรณ์ได้ในระดับหนึ่งเราจะมีผลผลิตได้เท่าไหร่ จากการสอบถามพี่เก่งนะครับ พี่เก่งบอกว่าโดยเฉลี่ยเท่าที่ทำมาจะได้ประมาณไร่ละ 350 กิโลกรัม สำหรับใบล้วน ส่วนถ้าเป็นแบบก้านจะได้ประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ หากเรานำเอาต้นทุนของผมมาคำนวณสำหรับใบมะกรูดต้นทุนผมจะอยู่ประมาณ กิโลกรัมละ 40 ส่วนแบบไม่เด็ดก้านจะอยู่ที่ประมาณ 21 บาท ผมพยายามทำเป็นเลขกลมๆ นะครับจะได้ดูกันง่ายๆ

ต้นทุนเราไม่ได้มีเพียงเท่านี้ครับ ต้นทุนที่ค่อนข้างเป็นหลักของการทำมะกรูดตัดใบ คือ แรงงาน อย่างตอนที่ผมตัดนั้นผมใช้แรงงานตัดเกือบ 10 คน ใช้แรงงานเด็ด 20 คนสำหรับการเด็ดใบมะกรูดเพียง 200 กิโลเป็นอันว่ารอบนั้นรวมทุกอย่างทั้งค่าอาหาร ผมมีค่าใช้จ่ายแรงงานไป 10,000 บาท แรงงานตัดที่ใช้เกือบ 10 คนนั้นอย่าตกใจนะครับเพราะใบมะกรูดรอบแรกมันมีกิ่งเสียเยอะมาก เราตัดมาทั้งสวนซึ่งน้ำหนักน่าจะได้หลายร้อยกิโล แต่เราคัดใบสวยได้เพียง 200 กิโลเท่านั้น แต่หากเป็นตัวเลขมาตรฐานสำหรับแรงงานในการเด็ดใบแล้วก็จะอยู่ที่ประมาณ 20 กิโลกรัม/คนสำหรับการเด็ดใบ และ 100 กิโลต่อคนสำหรับการตัดกิ่ง พอเราเอาตัวเลขนี้มาหารกับค่าแรงขั้นต่ำที่จ่ายกันแล้วเราจะมีต้นทุนค่าแรงที่กิโลกรัมละประมาณ 30 บาทสำหรับการทำมะกรูดเด็ดใบ และกิโลกรัมละ 3 บาทหากเป็นการขายทั้งก้าน พอเรานำไปบวกต้นทุนการผลิตต่อรอบก็จะได้ประมาณ 70 บาทสำหรับขายใบและ 25 บาทสำหรับขายก้าน

ดูเหมือนต้นทุนของการขายรวมก้านจะต่ำพอสมควรครับ แต่เราต้องมองที่ราคาขายว่าเราจะขายได้กี่บาทเท่าที่ผมทราบ ราคาใบมะกรูดรวมก้านถ้าเรามีตลาดดีๆ อาจได้ 20 บาทขึ้นไป ซึ่งอาจแล้วแต่ฤดูกาลด้วย ส่วนตลาดล่างนั้นบางทีลงไปต่ำถึงราคาทุนก็มี ส่วนเด็ดใบก็ราคาสูงๆ ก็ 100 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตลาดระดับนี้หายากมากครับ ที่ผมเจอๆ อยู่ก็ราวๆ 40-70 บาท ซึ่งก็ต้องดูกันอีกว่าเกรดไหน ถ้าเกรดดีขายได้แพงปริมาณที่ขายได้อาจลดลง ส่วนเกรดรองราคาต่ำลงมาแต่เราอาจได้ปริมาณที่สูงขึ้น เท่าที่ผมคิดคร่าวๆ กำไรแต่ละรอบในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 50-100% ของต้นทุนที่เสียไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตลาดเป็นหลักครับ โดยต้นทุนของแต่ละคนจะต่างกันครับบางท่านอาจมีต้นทุนแค่ประมาณ 30-50% จากของผมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละท่าน
ภาพประกอบจาก : https://www.facebook.com/Thaikaffirlimefarm/?fref=ts
5. การตลาด ในส่วนของเรื่องตลาด ใบมะกรูดมีตลาดมานานแล้วครับเพราะใบมะกรูดเป็นเครื่องเทศเครื่องปรุงในอาหารไทยมาช้านาน ดังนั้นเราจึงใช้ใบมะกรูดตั้งแต่อาหารในบ้าน ร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร จนถึงการส่งออกซึ่งหลักๆ ก็เอาไปทำอาหารไทยในต่างประเทศนั่นแหละครับ ส่วนตัวผมแบ่งตลาดใบมะกรูดเป็นสามระดับ คือ บน กลาง ล่าง

ตลาดบน เป็นตลาดคุณภาพที่เน้นตั้งแต่ความสวยไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยซึ่งผู้ที่จะทำตลาดนี้ได้ต้องดูแลเป็นอย่างดีและมีความรู้พอสมควรเกี่ยวกับการใช้สารเคมี เพราะเราไม่สามารถใช้สารเคมีได้ทุกชนิด มีช่วงเวลาในการเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวอีกด้วย ตลาดบนนี้ใช้ของราคาแพงครับราคาโลเป็นร้อยแต่ปริมาณการใช้ต่อครั้งอาจไม่มากนักบางทีหลักสิบ บางทีร้อยสองร้อยกิโล ซึ่งคนที่ทำตลาดพวกนี้ควรอยู่ใกล้บริษัทที่เราจะส่งใบมะกรูดไปเพราะถ้าอยู่ไกลท่านจะมีปัญหาเรื่องค่าขนส่ง อย่างผมมีใบมะกรูด 200 กิโลต้องจ้างรถกระบะไปส่งในราคา 3,500 บาท กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเยอะทีเดียว

ตลาดระดับกลาง ผมมอบให้อุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกบางเจ้าที่ไม่เน้นความสวยงามมาก แต่ก็ยังเน้นที่ความปลอดภัยตามมาตรฐาน ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่ทุกที่ก็เป็นได้ครับ เพราะบางที่อาจเน้นที่ราคาถูก ตลาดนี้ค่อนข้างจะกระจายตัวมากกว่าตลาดระดับบน คือ มีพ่อค้าแม่ค้าหรือแหล่งรับซื้ออยู่ในหลายพื้นที่ ผมเองมีตลาดนี้ติดต่อรับซื้อมาเหมือนกันครับ เป็นมะกรูดเด็ดใบแบบไม่ต้องสวยมากราคาประมาณ 50-60 บาท แต่เขาก็มีข้อแม้ว่าต้องส่งของรอบละหนึ่งตัน เพื่อให้ต้นทุนการตรวจสารตกค้างของเขาไม่แพงมากนัก เท่าที่ผมตามหาตลาดใบมะกรูดก็มักจะเจอกลุ่มนี้มากหน่อย อีกรายหนึ่งเป็นโรงงานสมุนไพรอบแห้ง เพื่อการส่งออกรับใบล้วนเบอร์สวยราคา 70 บาท พอผมมาคิดๆ ดูแล้วต้นทุนของการเด็ดใบนั้นมากมายเหลือเกิน ซ้ำยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งอีกเลยถอดใจ อ้อลืมบอกไปว่าโรงงานสมุนไพรอบแห้งนั้นล่าสุดเขาบอกว่ามีสวนมะกรูดตัดใบมาดิวกับเขาแล้วสองแปลง เขาใช้ของเดือนละ 500-1,000 กก. สองสวนนี้น่าจะสวนละสองสามไร่ซึ่งเวียนกันตัด ก็พอเพียงต่อปริมาณที่เขาต้องการ เป็นอันว่าตลาดของเราจะค่อยๆ น้อยลง หากมีคนปลูกเพิ่มขึ้นๆ เพราะปริมาณความต้องการของผู้ใช้นั้นไม่ได้มากนัก ซ้ำในบางฤดูกาลตลาดนี้จะถูกเบียดด้วยมะกรูดป่า คือ มะกรูดที่เขาปลูกแบบไม่ได้เอาใจใส่มากนัก มีพ่อค้าไปซื้อเหมาสวนเด็ดใบส่ง ซึ่งทำให้มีการแข่งขันด้านราคาที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถซื้อในราคาที่ถูกลงได้ในฤดูกาลที่มีมะกรูดทั่วๆ ไปเช่นช่วงฤดูฝน

ตลาดล่าง คือ ตลาดสดทั่วไปที่ส่วนใหญ่ก็ซื้อไปแบ่งขายหรือจัดเป็นชุดต้มยำ และรวมถึงการขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาตัดเอง เพื่อไปส่งตลาดระดับกลาง คือ โรงงานอีกด้วยครับ ตลาดนี้ราคาไม่ค่อยหวือหวาโดยเฉพาะแม่ค้ามาตัดเองบางช่วงราคาอาจได้แค่ 8-10 บาท แต่ถ้าช่วงที่ของขาดจริงๆ อาจได้ถึง 50-60 ซึ่งก็เป็นลูกฟลุ๊คที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ ราคานี้หากดูจากต้นทุนของเราแล้วผมว่าลำบากพอสมควรครับ แต่ก็มีพี่ๆ หลายท่านที่คุยให้ฟังว่าปลูกมะกรูดระยะชิดแล้วขายให้แม่ค้ากลุ่มนี้ได้ราคา 15-30 บาทสำหรับรวมก้าน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ตลาดนี้ไม่ค่อยมีที่เด็ดใบ ราคานี้ถือว่าอยู่ได้หากเราทำเองค่อยๆ ทำค่อยๆ ขาย เห็นบอกว่าขายได้ทีละร้อยกิโล ตัดวันเว้นวัน ซึ่งก็เป็นรายได้เพิ่มที่ไม่มากนักแต่ก็ยังถือว่ามีกำไรอยู่ ซึ่งหากต้นทุนเริ่มแรกไม่แพงนักก็คงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการมีรายได้เสริม

เขียนมามากก็กลัวคนอ่านจะท้อก่อนไม่ใช่ท้อกับมะกรูดนะครับ ท้อกับการอ่านบทความของผม 5555 ผมจึงขอสรุปเลยแล้วกันนะครับว่า จริงๆ แล้วการทำมะกรูดตัดใบไม่ได้มีปัญหาในตัวของมันเอง แต่ปัญหาหลักๆ นั้นอยู่ที่ตัวเรามากกว่า เราจำเป็นจะต้องมองให้ออกว่าเรามีปัจจัยต่างๆ ที่จะทำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็ความรู้ในการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิต หัวใจอีกดวงหนึ่งก็คือการบริหารจัดการตลาดเราสามารถที่จะมีตลาดซึ่งรองรับผลผลิตของเราได้สม่ำเสมอในราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

ผมอยากให้เพื่อนๆ คิดยาวๆ นะครับก่อนจะตัดสินใจลงมือปลูก ดูให้ครบองค์ประกอบแล้วลงมือทำเมื่อเราเห็นว่าเราจะทำได้และอยู่ได้จริง หากคาบลูกคาบดอกไม่มั่นใจทั้งการผลิต การตลาด การขนส่ง ผมว่ายังไม่ควรที่จะลงมือ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าผิดพลาดมากครับ ผมลงมือโดยที่ยังศึกษาและวิเคราะห์ยังไม่รอบด้าน คิดเอาในทางได้สูงๆ สุดท้ายก็เลยต้องมานั่งเล่าความล้มเหลวสู่ทุกท่านฟังเช่นนี้ ซึ่งบทเรียนรอบนี้คงเป็นฐานให้ชีวิตไปจนวันตายแน่นอนครับ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆ ทุกท่านในกลุ่มชมรมมะกรูดตัดใบเพื่อการค้า ที่ช่วยแบ่งปันความรู้แนะนำช่วยแก้ปัญหาเสมอมา ผมหวังว่าบทเรียนของผมจะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนมือใหม่ทุกๆท่านให้มีความรอบคอบในการตัดสินใจ และขอฝากข้อคิดสะกิดใจไว้ว่า "หากท่านจะทำอะไรสักอย่างจงรู้จักมันให้ดีค่อยลงมือทำ ไม่มีคำว่าสายสำหรับความไม่ประมาท"ท่านที่สนใจงานเขียนของผมสามารถติดตามอ่านงานเขียนในหลายๆรูปแบบของผมได้ที่เฟสบุคส่วนตัวหรือในกลุ่ม รวมพลคนพอเพียง ซึ่งช่วงนี้นอกจากบทความแล้วก็จะมีเรื่องสั้นออกมาให้ทุกๆท่านได้อ่านกันด้วยนะครับ [17]เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
[1] มินยดา อนุกานนท์

[2] "มะกรูด", วิกิพีเดีย,https://th.wikipedia.org/wiki/มะกรูด. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559

[3]สุดารัตน์ หอมหวล,"มะกรูด(ใบ)",ไทยครู้ดดรั๊ก, http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=98

[4] ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย,สำนักโภชนาการ,กรมอนามัย, http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/files/nutritive_values_of_thai_foods.pdf,(สืบค้นเมือวันที่ 8 สิงหาคม 2559)

[5]"สวนมะนาวนอกฤดู & มะกรูดตัดใบ (ระยะชิด)" ,ไม่ลองไม่รู้ เกษตรมือโปร ปีที่ 13,ฉบับที่ ( 2556 ): หน้า 51

[6]MED KUKPS. "การผลิตมะกรูด เชิงการค้า" . ยูทูบ, MP4, 23.32, https://www.youtube.com/การผลิตมะกรูด เชิงการค้า, (สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559)

[7]จันทรา อู่สุวรรณ,"ทำสวนมะกรูดตัดใบไสตล์ รองผู้กำกับฯ", ไม่ลองไม่รู้ เกษตรมือโปร ปีที่ 15 ,ฉบับที่ 163(2558) : หน้า 21

[8]หนึ่งฤทัย แพรสีทอง, "เยี่ยมสวนมะกรูด ผลิตใบมะกรูดคุณภาพป้อนตลาดส่งนอก",วีโก้เทค,http://www.vigotech.co.th/เยี่ยมสวนมะกรูด ผลิตใบมะกรูดคุณภาพป้อนตลาดส่งนอก, (สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559)

[9] ศิวาวุธ สงวนทรัพย์, สวนมะกรูดบ้านคุณปู่,นำข้อมูลขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558, https://m.facebook.com/story.สวนมะกรูดบ้านคุณปู่, (สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2559)

   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-31°C
เชียงใหม่
23-30°C
นครราชสีมา
23-29°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
23-31°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×