สวนเงินไร่ทอง
เผือกหอมเงินแสน...ในดินเหนียวปนลูกรัง
ทีมรักบ้านเกิด 12 พฤศจิกายน 2558
นาดินเหนียวปนลูกรัง เป็นสภาพดินที่ไม่ค่อยเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชนัก แต่เมื่อได้ทดลองปลูกเผือกหอมในดินนาดังกล่าว คุณคำแพง ไชยชนะ เกษตรกรผู้เคี่ยวกรำกับการทำนาข้าวมาทั้งชีวิต กลับสามารถสร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จากการปลูกเผือกหอมที่ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 6-7 เดือน ได้ถึงรอบละ 250,000-300,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ดีไม่น้อย นับจากปี 2535
จึงเปลี่ยนอาชีพจากการการทำนาข้าวมาเป็นทำนาเผือกหอมเรื่อยมา
แชร์
53,510
คุณคำแพง ไชยชนะ ทำนาข้าวมาตลอดชีวิต จนกระทั่งปี พ.ศ. 2534 มีนักวิชาการการวิจัยพืชจังหวัดอุบลราชธานี มาให้ความรู้ในเรื่องของการปลูกเผือกหอมและมอบพันธุ์เผือกหอมมาให้ทดลองปลูกเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งในครั้งนี้มีเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกอยู่ 4 คน คือ

1.พ่อคำแพง ไชยชนะ ปลูกเผือกหอมในดินเหนียวปนดินลูกรัง

2.นายสุวรรณ หอมพรหม บ้านดอนวัว ตำบลไล่ทุ่ง อำเภอตระการพืชผล ปลูกเผือกหอมในดินทรายปนเหนียว

3.นายบุตร ทาดี หมู่ 3 บ้านดอนวัว ปลูกเผือกหอมในดินทรายล้วน

4.นายจำลอง ทาดี หมู่ 4 บ้านดอนวัว ปลูกเผือกหอมในดินตม

**การทดลองปลูกเผือกหอมในครั้งนี้ พื้นที่ในการปลูก 1 งาน ใช้เวลาตั้งแต่ปี 2534 - 2536 ผลปรากฏว่า ในพื้นที่ 1 งานเท่ากัน วัดจากพื้นที่ๆให้ผลผลิตดีที่สุดระยะ 2-4 เมตร

1.ผลผลิตข้าวในพื้นที่ 2-4 เมตร ได้ 2.5 กิโลกรัม ขายได้เงิน 5 บาท

2.ผลผลิตเผือกหอมในพื้นที่ 2-4 เมตร ได้ 15 กิโลกรัม ขายได้เงิน 60 บาท เท่ากับว่าพื้นที่ 1 งานในการทดลองปลูกเผือกหอม สามารถสร้างรายได้มากถึง 3,000 - 4,000 บาท และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้พ่อคำแพง ตัดสินใจหันมาทำนาเผือกนับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

-ปัจจุบันพ่อคำแพง ทำนาเผือกทั้งหมด 10 ไร่

-เก็บผลผลิตเผือกหอมได้เต็มที่ตลอดทั้งปี เฉลี่ยประมาณไร่ละ 4-5 ตัน ผลผลิตต่อปีมีเผือกหอมประมาณ 100 ตัน โดยมีผลผลิตตลอดทั้งปีเฉลี่ยเท่าๆกัน

- สร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายรอบละ 250,000-300,000 บาท
เผือกหอม :เป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง คนไทยนิยมบริโภคเผือกเพราะมีกลิ่นหอม เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่างๆ ใบประกอบไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ เผือกเป็นพืชหัวที่มีลำต้นใต้ดิน สะสมอาหารเรียกว่า หัว ซึ่งเกิดจากการขยายของลำต้นใต้ดิน พร้อมกับความยาวของปล้องลดลง เมื่อหัวมีขนาดใหญ่ จะมีรากช่วยดึงหัวให้ลึกลงในดินที่ปลายรากเหล่านี้จะพองโตขึ้นเป็นหัวย่อยที่มีขนาดเล็ก หรือเรียกว่า ลูกเผือก ซึ่งจะทำน้าที่ช่วยยึดลำต้น ช่วยดูดน้ำและแร่ธาตุ และสามารถใช้เป็นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ต่อไป

การเตรียมแปลงเพาะพันธุ์และการชำกล้าเผือก :ไถปรับดินให้เรียบ ปูด้วยขี้เถ้าแกลบหนาประมาณ 1-2 นิ้ว วางลูกเผือกหรือซอเผือกลงบนแปลง โรยทับด้วยขี้เถ้าแกลบบางๆ

++ การเตรียมดินและการปลูกเผือกหอมลงในแปลงปลูก ++

1.ไถดะ ไถแปร คราดแปลงตามแนวยาวปรับพื้นที่ให้เรียบ

2.ดินเป็นกรด ควรหว่านปูนขาว อัตรา 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ (ขึ้นอยู่กับดินว่าเป็นกรดมากหรือน้อย) หว่านปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ อินทรียวัตถุ แล้วไถกลบก่อนปลูก 2-3 เดือน

3.นำหน่อเผือกที่แตกใบ 1-2 ใบแล้ว ย้ายปลูกลงแปลง แบบปักดำแบบทำนาข้าวระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 60 เซนติเมตร ระหว่างแถวให้อยู่ที่ประมาณ 30-40 เซนติเมตร

4.พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกเผือกได้ประมาณ 12,000 หน่อ หรือประมาณ 100-200 กิโลกรัม

การให้น้ำ :ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงเป็นระยะ อย่าให้ขาดน้ำ รักษาระดับน้ำให้สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร อยู่ตลอดเวลา

การคลุมแปลง : เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ เพื่อป้องกันวัชพืชจะใช้ฟางข้าว เปลือกถั่ว หญ้าคา พลาสติกดำ เป็นวัสดุคลุมแปลง **การใช้วัสดุคลุมแปลง จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นอีก 18-20%
การใส่ปุ๋ย :

ครั้งที่ 1 รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ย 18-6-6 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 2 อายุ 2 เดือน ใส่ปุ๋ย 18-6-6 หรือ 15-15-15 หรือ 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 3 อายุ 4 เดือน ใส่ปุ๋ย 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่

การกำจัดวัชพืชและการพูนโคน :ระยะ 1-3 เดือนแรก ต้นเผือกยังเล็กควรมีการถากหญ้าหรือใช้สารกำจัดวัชพืช พร้อมทั้งพรวนดินพูนโคนต้นเดือนละ 1 ครั้ง จนเผือกโตใบคลุมแปลง

โรคและแมลงศัตรูเผือก :

1.โรคใบไหม้หรือโรคใบจุดตาเสือเกิดจากเชื้อรา อาการ เกิดแผลสีน้ำตาลขยายเป็นวงต่อๆกัน ต่อมาจะเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาล บริเวณขอบแผลมีหยดสีเหลืองข้นและแห้งเป็นเม็ดเล็กๆ ในระยะรุนแรงแผลจะขยายติดต่อกัน ทำให้ใบม้วนพับเข้าและแห้งเหี่ยว ความสัมพันธ์ของความชื้นและอุณหภูมิจะมีผลต่อการเกิดโรค โรคนี้จะเริ่มระบาดเมื่อมีฝนตกและอากาศชุ่มชื้น

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี ทาริล หยอดลงไปที่โคนต้น หรือ ใช้สารคูปราวิท ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น ควรใช้สารจับใสผสมลงไปด้วย

2.โรคหัวเน่าเกิดจากเชื้อรา อาจเกิดได้ระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือก หรือปล่อยทิ้งไว้ในแปลงปลูกนานเกินไป หรือ มีน้ำท่วมขังแปลงปลูกเผือกในช่วงเผือกใกล้เก็บเกี่ยว

การป้องกันกำจัด ในช่วงเก็บเกี่ยวหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวเผือกได้รับน้ำหรือความชื้นมากเกินไป ถ้ามีน้ำท่วมขังสูงควรสูบออก

3.หนอนกระทู้ผักระบาดเฉพาะแหล่งไม่พบทั่วไป มีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น บัวหลวงและพืชผักชนิดต่างๆ ลักษณะการทำลาย ตัวหนอน กัดกินใบเผือกด้านล่างเหลือไว้แต่ผิวใบด้านบนทำให้ผิวใบแห้ง เผือกจะลงหัวน้อย ผลผลิตที่ได้ต่ำ

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี ไซปรอย หรือ แอมบุช หรือ ซูมิไซดิน หรือ อโซดริน หรือ แลนเนท อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดพ่นช่วงที่หนอนระบาด ตามอัตราที่กำหนด หรือ ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส ป้องกันกำจัด

4.เพลี้ยอ่อนระบาดเฉพาะแหล่ง ไม่พบทั่วไป จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและยอดอ่อนของเผือก ทำให้เผือกแคระแกร็นไม่ค่อยเจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี ไซปรอย คาบิว 85 มาลาไธออน หรือ เซฟวิน ฉีดพ่น

5.ไรแดงระบาดเฉพาะแหล่งไม่พบทั่วไป พบอยู่ตามใต้ใบและยอดอ่อน จะใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบเผือก ทำให้เกิดเป็นรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาวทั่วไป ถ้าระบาดมากใบเผือกจะเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเทา แล้วแห้งในที่สุด จะพบระบาดมากในช่วงฤดูแล้งหรือในช่วงเผือกขาดน้ำ

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี ซันฟาว หรือ ไมออฟ หรือ คิลไมท์ อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดพ่นโดยเฉพาะบริเวณใต้ใบ

การเก็บเกี่ยว :เก็บเกี่ยวเมื่อเผือกมีอายุได้อายุ 6-7 เดือน โดยสังเกตเห็นใบเผือกจะเล็กลง ใบล่างๆจะมีสีเหลือง เหลือใบยอด 2-3 ใบ จึงสามารถขุดเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำเพราะเผือกจะดูดซึมน้ำไว้มาก ทำให้เก็บผลผลิตไว้ได้ไม่นาน
++ ต้นทุนการผลิตสำหรับการทำนาเผือก 1 ไร่ (ระยะเวลา 6-8 เดือน) ++

1.ค่าเตรียมดิน เป็นเงิน 280 บาท

2.ปูนขาว 100 กิโลกรัม เป็นเงิน 500 บาท

3.พันธุ์เผือก 12,000 หน่อ เป็นเงิน 24,000 บาท

4.ปุ๋ยขี้ไก่ 200 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,000 บาท

5.ปุ๋ยชีวภาพ 200 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,280 บาท

6.ปุ๋ยเคมี 13-13-21 จำนวน 25 กิโลกรัม เป็นเงิน 450 บาท

7.ปุ๋ยเคมี 15-15-15 จำนวน 50 กิโลกรัม เป็นเงิน 850 บาท

8.ปุ๋ยเคมี 46-0-0 จำนวน 50 กิโลกรัม เป็นเงิน 750 บาท

9.อาหารเสริม จำนวน 1 ขวด เป็นเงิน 150 บาท

10.สารกำจัดศัตรูพืช-มาลาไธออน จำนวน 1 ขวด เป็นเงิน 80 บาท

11.ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำ 6 เดือน เป็นเงิน 1,800 บาท

12.ค่าแรงงาน 150 บาท/วัน 2 คน/11 วัน เป็นเงิน 3,650 บาท

รวมต้นทุนการผลิต/ไร่ เป็นเงิน 34,790 บาท
รวมผลผลิตเฉลี่ย/ ไร่ 4,000 กิโลกรัม
ราคาขายกิโลกรัมละ 15 บาท เท่ากับ 60,000 บาท
กำไรสุทธิ 25,210 บาทต่อ 1 ไร่


***สนใจศึกษาดูงานการทำนาเผือก ติดต่อได้โดยตรงที่คุณพ่อคำแพง ไชยชนะ โทร 087-241-4406



แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
คำแพง ไชยชนะ อายุ : 62 ปี
ที่อยู่ : 31บ้านคำไหล หมู่ที่6 ตำบลคำเจริญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×