เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
8 วิธีการป้องกันกำจัดโรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
19 มิถุนายน 2560
250
ไวรัสด่างวงแหวน เป็นโรคฮิตคู่ชีวิตมะละกอ ที่ไม่ว่าจะมือเซียนแค่ไหน ถ้าปลูกมะละกอเป็นต้องได้เจอกับอาการใบหงิกเหลืองตรงยอดอ่อนแล้วลามลงมาสู่ผลและต้น มองเห็นเป็นจุดด่างดวงช้ำน้ำตามชื่อ ซึ่งเป็นโรคที่เหมือนกับจะฝังไว้ใน DNA ของมะละกอไปแล้ว เพราะเป็นโรคที่ยากจะกำจัด และมีแมลงตัวเล็กจ้อยเป็นพาหะ ผู้ปลูกมะละกอทั้งมือใหม่และมือเก๋าจำต้องมีเทคนิควิธีที่ใช้รับมือกับโรคดังกล่าว เพราะการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข เนื่องจากเป็นโรคที่แก้ไขลำบาก หากปล่อยไว้ไม่ใส่ใจจัดการให้ทันท่วงทีก็จะมีแต่เจ๊งลูกเดียว
อาการของโรคที่เกิดบนใบ
โรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอ เกิดจากเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus (PRV) ซึ่งมีแมลงหวี่ขาว เป็นพาหะ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนี้ถ้าเป็นแล้ว มีแต่ตายกับตายลูกเดียว แก้ไขได้ยาก เพราะเชื้อทำลายลึกลงไปในระดับเซลล์และกระจายไปทั่วต้นผ่านระบบการลำเลียงอาหารและน้ำของพืชเหมือนโรคคนที่ไปกับเลือด จึงไม่เหมือนโรคพืชที่กิดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะส่วน ดังนั้น หากมีการจัดการและป้องกันกำจัดดี ก็สามารถทุเลาอาการให้เบาลงหรือหายไปได้เช่นกัน ด้วย

8 วิธีการป้องกันกำจัด โรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอ โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ดังนี้
1. ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นประจำสม่ำเสมอ แมลงศัตรูพืชที่เป็นพาหะสำคัญของโรคนี้คือแมลงหวี่ขาว รวมไปถึงแมลงปากดูดทุกชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแดงและวัชพืชที่เป็นแหล่งอิงอาศัยของแมลงเหล่านั้น การควบคุมจำนวนประชากรแมลงจึงกลายเป็นการป้องกันการเกิดโรคขึ้นในสวนมะละกอได้ ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยสูตรสมุนไพรเหล่านี้

-การใช้ผงกาแฟ กำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ

-น้ำหมักสูตรน็อคเพลี้ย

-กำจัดเพลี้ยด้วยหัวกลอย

-น้ำหมักสูตรฆ่าเพลี้ย

-ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย2. ไม่ควรใช้ปุ๋ยขี้ไก่จากฟาร์มเลี้ยงทั่วไปในแปลงปลูกมะละกอ เพราะมีโซดาไฟตกค้าง เนื่องจากตามฟาร์มใหญ่ๆ จะนำโซดาไฟมาใช้ระงับกลิ่นเหม็นจากขี้ไก่ และความเป็นกรดรุนแรงของโซดาไฟ จะทำให้เซลล์มะละกออ่อนแอ ต้านทานโรคแมลงได้ไม่ดี หากเป็นขี้ไก่จากฟาร์มอินทรีย์นั้นสามารถนำมาใช้ได้ แต่ควรปล่อยให้ ความร้อนสะสมลดลงก่อน
อาการของโรคที่เกิดบนต้น
3. ไม่ควรปลูกพืชที่มีประวัติการเกิดโรคไวรัสได้ง่ายแซมในสวนมะละกอ โดยเฉพาะพืชในวงศ์มะเขือ( Solanaceae) เช่น พริก มะเขือ ยาสูบ มันเทศ และ วงศ์ Cucurbitaceae เช่น แตง บวบ มะละ เมล่อน ฯลฯ ซึ่งเกิดโรคจากเชื้อไวรัสได้ง่าย การนำเข้าไปปลูกแซมสวนมะละกอ จึงเอื้อต่อการระบาดของโรคได้ดี เพราะเป็นที่อาศัยชั้นเลิศของแมลงพาหะนำโรคนี้

4. เลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวหรือมากเกินไป แม้ว่ามะละกอจะเป็นพืชที่ไวต่อปุ๋ยเคมีก็ตามที แต่การปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์นั้นเป็นการค่อยๆ สร้างการเติบโตให้แก่พืชได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีเพียวๆ นั้นจะทำให้พืชโตพรวดพราดเกินไป ทำให้ผนังเซลล์ที่เกิดใหม่นั้นมีความอ่อนแอ จากการถูกเร่งให้ขยายขนาด หรือ เร่งโต จึงง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง

5. ไม่ควรใช้สารกำจัดวัชพืชใบกว้างในแปลงปลูกมะละกอ เช่น 2-4D ที่เลือกทำลายเฉพาะพืชใบเลี้ยงคู่หรือพืชใบกว้าง หรือ ไกลโฟเสต และ พาราคว็อท เพราะเป็นสารกำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลาย จึงทำลายทั้งวัชพืชตระกูลหญ้า(ใบเลี้ยงเดี่ยว)และวัชพืชใบเลี้ยงคู่อย่างมะละกอด้วย เนื่องจากมะละกอเป็นพืชใบเลี้ยงคู่หรือพืชใบกว้าง การนำสารกำจัดวัชพืชที่สามารถฆ่ามะละกอได้ มาใช้ในการจัดการวัชพืชในสวน จึงทำให้มะละกออ่อนแอ หากต้องการกำจัดวัชพืชในสวนมะละกอ ควรเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตระกูลหญ้า เช่น บิวตาคลอร์ (Butachlor) , โพรพานิล (Propanil) ,เพนดิเมทธอลิน (Pendimethalin) และ ไพราโซซัลฟูรอน-เอทิล (Pyrazosulfuron-ethyl) หรือ เลือกใช้แนวทางอินทรีย์ด้วยสูตรการผสมสารกำจัดวัชพืชใช้เอง เหล่านี้

- การใช้เกลือทะเลและน้ำตาลกำจัดวัชพืช

- กำจัดวัชพืชด้วยน้ำส้มควันไม้

- กำจัดวัชพืชด้วยน้ำหมักผลมะม่วงหิมพานต์

-กำจัดวัชพืชด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วย
อาการของผลที่เป็นโรค
6. กำจัดต้นที่เป็นโรคไวรัสด่างวงแหวนทิ้งแบบถอนรากถอนโคน เมื่อพบต้นที่เป็นโรคให้ขุดแบบถอนรากถอนออกจากแปลงไปเผาทิ้งไกลๆ สวน เพราะถ้าเกิดมีแมลงไปดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรคแล้วไปดูดกินต้นที่ไม่เป็นโรคต่อ แค่ตัวเดียวก็จบชีวิตมะละกอได้เช่นกัน เนื่องจากโรคนี้จะแสดงอาการของโรคได้เร็วมาก แค่ 15 - 30 นาทีพืชก็ออกอาการแล้วเรียบร้อย

7. รักษาด้วยเกลือแกง สูตรเด็ดเคล็ดลับจากภูมิปัญญาของชาวสวน

8. เยียวยาต้นที่เป็นโรคด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วยใช้อาหารจานด่วน(ข้อ 18) 10 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 10 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 7 วัน ติดต่อกันประมาณ 3 ครั้ง จะสามารถหยุดยั้งการเกิดโรคได้ และทำให้ต้นมะละกอแข็งแรงขึ้น กลับมาติดผลดกมีรสชาติดี และหลังจากมะละกอกลับสู่ปกติแล้วให้ใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 20 ลิตร รดโคนต้นมะละกอ ทุก 7 วัน จะทำให้ต้นแข็งแรงดีไม่อ่อนแอต่อโรคและยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้น ผลที่ได้จะทนทานต่อการเน่าเสีย ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น

หมายเหตุ : ไม่ควรปลูกเกิน 2 ปี ยิ่งมะละกออยู่นานยิ่งสะสมโรคมาก และไม่ควรปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม ติดต่อกันหลายฤดูการผลิต เพราะจะเกิดการสะสมเชื้อโรคในดินไว้มากมายจึงง่ายต่อกการแพร่ระบาดได้ใหม่อีกครั้ง

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ web content editor
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
23-30°C
นครราชสีมา
24-29°C
ชลบุรี
25-30°C
นครศรีธรรมราช
24-30°C
ภูเก็ต
25-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×