สัตว์น้ำเค็ม
กุ้งกุลาดำ
สัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่พบได้ในบ่อกุ้ง
11 ตุลาคม 2555
6,026
ในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำมักจะพบสัตว์ชนิดต่าง ๆ ระหว่างการเลี้ยงเป็นจำนวนมากหลายชนิด
นอกจากไม่มีประโยชน์ต่อกุ้งแล้วยังผลกระทบโดยตรงหรือทางอ้อมต่อผลผลิตของกุ้งในบ่อด้วยที่พบบ่อยในฟาร์มกุ้งทั่วไป มีดังนี้
ปลา และ ลูกปลา
ปลากินเนื้อ เช่น ปลากุเรา เมื่อมีเป็นจำนวนมาก กุ้งบางส่วนจะถูกกินแต่ถ้าเป็นลูกปลากินพืช เช่น ปลานิล ถ้ามีไม่มากก็ในบ่อกุ้งนั้นหากมีลูกปลามาก เวลาวางยอลูกปลาจะเข้ายอมากทำให้ลูกกุ้งไม่ค่อยเข้ายอทำให้เช็คยอลำบาก ถ้าเป็นไม่จำเป็นต้องใช้กากชาฆ่า

การแก้ปัญหาตอนเตรียมบ่อใช้กากชา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ระดับน้ำลึก 1.2 เมตรโดยแช่กากชาในน้ำประมาณ 1 คืนก่อนสาดลงบ่อ (ประสิทธิภาพของกากชาขึ้นอยู่กับความเค็มในบ่อกล่าวคือกากชาออกฤทธิ์ดีที่ความเค็มสูงและจะออกฤทธิ์ได้น้อยที่ความเค็มต่ำ)การป้องกันควรมีมุ้งเขียวกันไข่ปลาและลูกปลาเข้าไปในบ่อขณะสูบน้ำและถ่ายน้ำเข้าบ่อ สำหรับการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำควรป้องกันปลาหมอไทยปีนคันบ่อเข้าไปในบ่อเมื่อมีฝนมากอาจจะทำตาข่ายล้อมบ่อก็ได้เช่นกัน

ทากทะเล
อาจเรียกชื่อได้ว่า กระต่ายทะเล พบมากในบริเวณที่ไม่ไกลจากทะเล ทากทะเลเข้ามาในบ่อในลักษณะที่เป็นไข่ผ่านตะแกรงหรือรอยรั่วของตระแกรง การเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์รวดเร็วมากในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือนแรกสามารถพบทากทะเลขนาดใหญ่เท่ากำปั้นเป็นจำนวนร้อย ๆ ตัวตามขอบบ่อทากทะเลมักจะเข้ามาในยอแย่งกินอาหาร เมือกของทากทะเลมีปริมาณมากเป็นสีม่วง ดังนั้นไม่ควรทำให้ทากทะเลปล่อยเมือกสีม่วงออกมากเพราะทำให้ลูกกุ้งขนาดเล็กติดกับเมือกหรือสารเหนียวจากตัวทากซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกกุ้งได้ ไข่ของทากทะเลมีลักษณะคล้ายกับบะหมี่มีสีเขียวอมเหลืองยึดติดตามวัสดุริมขอบบ่อ เช่นหญ้า ก้อนหิน หรือวัสดุอื่น ๆ ควรจะเก็บเอาไข่และตัวทากออกจากบ่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดการสูญเสียอาหาร ทากทะเลจะขึ้นมาอยู่บริเวณขอบบ่อในตอนเช้าหรือช่วงที่อุณหภูมิไม่สูงมากแต่ในตอนบ่ายหรือช่วงที่อากาศร้อนจะลงไปในบริเวณที่น้ำลึก ทากทะเลจะพบอยู่ในบ่อเพียงระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน แล้วจะหายไปเอง
ตามปกติบ่อที่มีทากทะเลแม้จะมีจำนวนมากก็ไม่มีผลต่ออัตรารอดและผลผลิตของกุ้งในบ่อ

ปูทะเล
เนื่องจากในระยะตั้งแต่มีการระบาดของโรคไวรัสหัวเหลืองและดวงขาวพบว่าปูและกุ้งทะเลทุกชนิดเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ จึงมีการทรีทน้ำด้วย คลอรีนหรือไตคลอฟอน เพื่อกำจัดปูก่อนปล่อยลูกกุ้ง แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบปูในบ่อเลี้ยงกุ้งระหว่างการเลี้ยงอยู่เสมอ ๆ ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ ปูแป้น ปูทะเลและปูม้า ซึ่งมักจะพบในบริเวณที่อยู่ใกล้ทะเลบางฤดูกาล จะพบเป็นจำนวนมากหลังจากระยะตัวอ่อนของปูม้าหลุดลอดเข้าไปในบ่อกุ้งแล้วจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ปูเหล่านี้นอกจากจะแย่งกินอาหารในบ่อแล้วยังทำให้เช็คยอทำได้ลำบากเพราะยอที่มีปูมากจะมีกุ้งเข้ายอน้อย บ่อที่มีปูม้าเป็นจำนวนมากผลผลิตมักจะต่ำ เนื่องจากปูม้าจะยังคงอยู่ในบ่อตลอดไปจนกว่าจะจับกุ้งขายการกำจัดควรจะทำในขณะที่ลูกปูมีขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางของกระดองไม่เกิน1นิ้วโดยในตอนกลางคืนใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องที่ผิวน้ำลูกปูจะขึ้นมาเล่นแสงไฟแล้วตักออกหรือกำจัดโดยการขึงตาข่ายตามจุดต่างๆ ในบ่อแล้วจับปูที่ติดข่ายออกจากบ่อให้มากที่สุด แต่ในปัจจุบันวิธีที่ได้ผลมากที่สุดในการจัดการปูในฟาร์มคือ การเบื่อปูโดยการใช้ปลาสดสับหรือบด 3 กิโลกรัม ผสมสารไตรคลอฟอน 1 ขีด แล้วแบ่งปั้นเป็นก้อนเล็กวางตามจุดต่าง ๆ ในฟาร์มที่ปูผ่านหรือเป็นแหล่งปู (ห้ามใส่ในบ่อกุ้งตอนมีกุ้งเป็นอันขาด)

สำหรับตัวอ่อนของลูกปูที่ยังมีขนาดเล็กในบ่อกุ้งจะว่ายน้ำบริเวณผิวน้ำ ดูเผิน ๆ คล้ายกับกุ้งเคยตัวขนาดเล็ก แต่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเป็นแนวทางเดียวกัน หรือเมื่อยกยอจะพบว่าติดเข้าไปในยอเป็นจำนวนมาก ลักษณะคล้ายกับแมงมุมตัวเล็ก ๆ เมื่อลูกปูเหล่านี้โตขึ้นก็อาจจะพบปูเป็นจำนวนมาก หรือปูอาจจะปีนข้ามคันบ่อไปบ่ออื่นๆ มักจะพบในบ่อเลี้ยงกุ้งใกล้หรือริมฝั่งทะเลที่มีรูเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะปูแป้น ลูกปูขนาดเล็กเหล่านี้พบไม่บ่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง

แมงกะพรุน
พบได้ทั่วไปแทบทุกแห่งตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่ซึ่งจะพบในยอคล้ายกับเม็ดสาคูใสมีจุดสีน้ำตาล ต่อมาจะกลายเป็นแมงกะพรุนตัวเล็ก ๆ เต็มบ่อ แมงกะพรุนเหล่านี้จะหายไปเองภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือน ผลกระทบต่อลูกกุ้งในบ่อมีน้อยมาก ส่วนแมงกะพรุนที่มีขนาดใหญ่จะพบประปรายในบ่อ ส่วนในกรณีที่มีแมงกะพรุนขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ควรจะตักออกไปจากบ่อเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกกุ้งขนาดเล็กได้ ถ้าโดนหนวดซึ่งสามารถปล่อยเข็มพิษเล็ก ๆ ทำอันตรายต่อสัตว์ขนาดเล็กได้ นอกจากนั้นการสูบน้ำที่มีแมงกะพรุนตัวใหญ่เป็นจำนวนมากผ่านตะแกรงหรือมุ้งเขียวเข้าไปในบ่อสารต่าง ๆ ภายในตัวแมงกะพรุนจะออกมากปะปนในน้ำทำให้เกิดอาการคันแก่คนงานหรือผู้ที่กำลังทำงานในบ่อได้

หอย
พบได้ทั่วไปแทบทุกท้องที่มีหลายชนิดที่รู้จักกันดีได้แก่หอยเจดีย์หรือหอยขี้นก ซึ่งอาจจะพบตั้งแต่บริเวณชานบ่อจนถึงบริเวณพื้นบ่อ อีกชนิดหนึ่งที่มักจะพบในลักษณะของไข่และตัวเต็มวัย คือ หอยลำไย เนื่องจากขนาดของหอยลำไยมีสีเหลืองอ่อนอยู่ตามขอบบ่ออาจจะเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว มีลักษณะอ่อนนุ่มจะพบมากในระยะแรก ๆในขณะที่น้ำในบ่อยังไม่ขุ่นมาก และพบมากบริเวณขอบบ่อ แต่ถ้าน้ำใสมากอาจจะพบได้ทั่วไปที่พื้นบ่อ หอยลำไยจะหมดไปเองโดยส่วนหนึ่งโดนกุ้งกิน (เป็นอาหารธรรมชาติของกุ้ง)

ส่วนหอยเจดีย์จะพบในปริมาณที่มากในหลาย ๆ แห่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากช่วงเริ่มต้นนั้นหอยจะทำให้ค่าอัลคาไลน์ในบ่อลดลง เนื่องจากหอยนำไปสร้างเปลือก และทำให้กุ้งกินอาหารได้น้อยลง

ลูกอ๊อด
ลูกอ๊อดหรือลูกกบมักพบมากในหน้าฝน หรือในช่วงที่เตรียมน้ำนานแล้วความเค็มน้ำในบ่อน้อยมากหรือเกือบจืดจะพบได้ง่าย การลดปัญหาลูกอ๊อดในบ่อทำได้โดยขณะที่ลูกอ๊อดมีลักษณะคล้ายลูกปลาสามารถกำจัดได้โดยใช้กากชา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่แช่หนึ่งคืนแล้วสาดลงบ่อ ลูกอ๊อดจะตาย ตักลูกอ๊อดที่ตายออกจากบ่อ

แม่หอบ
มีสัตว์บางชนิดที่เกษตรกรบางท้องที่อาจจะไม่เคยรู้จัก แต่พบได้ในบริเวณป่าชายเลนและอาจจะพบได้ในบ่อกุ้งโดยเฉพาะบริเวณคันบ่อหรือชานบ่อสัตว์ชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับปูและกุ้งรวมกัน คือ ลักษณะของก้ามคล้ายปู หน้าตาหัวคล้ายกับกุ้ง แต่ปล้องของลำตัวคล้ายกั้ง สัตว์ชนิดนี้เรียกกันว่า "แม่หอบ" ซึ่งจะขุดรูเป็นจำนวนมากบริเวณรอบ ๆ รูจะมีดินนูนขึ้นมาคล้ายกับจอมปลวก แม่หอบมักจะออกมาจากรูในตอนกลางคืนสามารถที่จะไล่จับ และกำจัดออกได้ การขุดรูของแม่หอบบริเวณชานบ่อทำให้คันบ่อรั่วได้เนื่องจากรูที่แม่หอบขุดมีขนาดใหญ่และลึก

ปลาดาว
อาจจะพบได้แต่ไม่บ่อยนักในบ่อกุ้งซึ่งติดริมชายฝั่งทะเลที่ใช้น้ำเค็มปกติจากทะเลโดยตรง ปลาดาวไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตกุ้งในบ่อ

ลูกโป่งน้ำ
เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่เรามักพบกันมากในหน้าร้อน ในพื้นที่เลี้ยงกุ้งระบบความเค็มปกติหรือบริเวณชายฝั่งทะเล ลูกโป่งน้ำนั้นแท้จริงคือ เพรียงหัวหอม นั่นเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือหากปล่อยลูกกุ้งไปขณะที่มีลูกโป่งน้ำอยู่แล้วในบ่อ พบว่าจะมีลูกกุ้งบางส่วนเข้าไปติดตายในลูกโป่งน้ำนั้นเอง ดังนั้นเกษตรกรต้องหาวิธีการใดก็ได้ที่จะทำให้ลูกโป่งน้ำหลุดออกมาแล้วตักออกจากบ่อ อาจจะใช้วิธีการเอาที่ตักขี้แดดไปกวาดพื้นที่ลูกโป่งน้ำอยู่กันมาก หรือลากโซ่ผ่านบริเวณนั้นก็ได้เช่นกัน จำไว้ว่าหากเราทำให้ลูกโป่งน้ำหลุดออกจากพื้นแล้วต้องรีบตักออกจากบ่อทันทีเนื่องจากหากไม่ได้ตักออกทิ้งก็จะเน่าเสียในบ่อก่อให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำได้

ตัวอ่อนแมลงปอ (ลูกแมลงปอ)
มักพบมากในพื้นที่การเลี้ยงกุ้งระบบความเค็มต่ำหรือในช่วงที่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรมีความเค็มต่ำเช่นในฤดูฝนเป็นต้น ตัวอ่อนแมลงปอมักเกิดขึ้นง่ายในบ่อที่เตรียมน้ำนานกว่าจะปล่อยลูกกุ้ง ซึ่งปัญหาก็คือลูกกุ้งที่ปล่อยจะโดนลูกแมลงปอในบ่อกัดกินได้ แต่ถ้ากุ้งในบ่อโตแล้วจึงค่อยมีลูกแมลงปอก็ไม่มีผลอะไรต่อกุ้ง

การลดปัญหาความเสียหายของลูกกุ้งจากลูกแมลงปอทำได้โดยการที่ต้องรีบเตรียมน้ำและรีบปล่อยลูกกุ้งก่อนที่จะมีลูกแมลงปอ หรือหากยังไม่ปล่อยลูกกุ้งแต่พบว่ามีลูกแมลงปอเต็มบ่อ ก็สามารถตีอวนในบ่อเอาลูกแมลงปอออกมากำจัดได้เช่นกัน

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"สัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่พบได้ในบ่อกุ้ง.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.nicaonline.com/kungthai1.htm
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
22-29°C
นครราชสีมา
23-31°C
ชลบุรี
24-30°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×