ทุ่งรวงทอง
13 ภูมิปัญญาไทยโบราณ ที่ใช้จัดการปูนาอย่างได้ผล
ทีมรักบ้านเกิด 17 มีนาคม 2560
ปูนา เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อาศัยหากินอยู่ตามท้องไร่ท้องนาและแหล่งน้ำทั่วไปมาตั้งแต่บรรพกาล โดยมีอาหารเป็นพืชและสัตว์น้ำทั่วไป ขยายเผ่าพันธุ์ได้ดีปีละครั้งในช่วงฤดูฝน (ก.พ.-ก.ค.) ชอบออกหากินเวลากลางคืน ไม่ชอบสภาพอากาศร้อน เป็นสัตว์ที่มีการวิจัยแล้วพบว่ามีสารไคตินสูงกว่าสัตว์เปลือก/กระดองอื่นๆ จึงเหมาะต่อการนำไปทำเป็นไคโตซานบำรุงพืช รวมถึงยังถูกจัดเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมในเมนูที่คนไทยโปรดปรานอย่างส้มตำปูอีกด้วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึงในครั้งนี้ เพราะเราจะมาหาวิธีจัดการกับปูนาที่อาศัยหากินอยู่ในนาข้าวอันอุดมสมบูรณ์ จนสร้างความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของชาวนาต่างหาก
แชร์
117
ปูนาศัตรูข้าวในระยะ 7- 14 วัน ที่นำมาทำประโยชน์เป็นปูดองใส่ส้มตำ,น้ำปู๋และไคโตซานบำรุงพืชได้ดี


ปูนา จะโปรดปรานต้นข้าวอ่อนๆ อวบๆ ระยะต้นกล้า ช่วง 7-14 วันแรก ในข้าวนาดำมากกว่านาหว่านหรือข้าวไว้ตอซัง ซึ่งปูนาจะสร้างความเสียหายให้เกิดมีกับต้นข้าวด้วยการใช้ก้ามจับ(ตัด)ต้นข้าวมากัดกิน ทำให้ต้นข้าวขาดจนถึงตายก่อนที่จะตั้งต้นและแตกกอ ดังจะเห็นการทำลายได้ชัดเจนจากต้นข้าวที่แหว่งวิ่นเป็นหย่อม ๆ กว้างประมาณ 2-3 ตารางเมตร ซึ่งปูนาวัยเด็กจะกัดกินข้าวเสียหายได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ และถึงแม้ว่าปูนานั้นจะไม่ได้ทำความเสียหายให้ข้าวถึงขั้นร้ายแรงเหมือนเช่น หอยเชอรี่ หนู โรค หรือ แมลงอื่นๆ มากนัก แต่ด้วยอุปนิสัยที่ไม่น่ารักของความเป็นนักขุดรูมือฉมังจากกล้ามอันแข็งแรงนี่เอง ที่ทำให้ชาวนาผู้ปราชญ์เปรื่องต้องมานั่งกุมขมับ ตามอุดรูกันไม่ทัน เพราะคันนาโดนปูนาขุดเจาะจนเก็บน้ำไม่อยู่ นอกจากนี้ปูนายังออกอาการหิวแล้วระรานกัดกินต้นข้าวแบบทิ้งๆ ขว้างอีกด้วย การเข้าทำลายข้าวของปูนาจึงไม่เหมือนหอยเชอรี่ที่จะกัดกินทุกต้นที่เข้าทำลาย ดังนั้น ถ้ามีการระบาดของปูนามากเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวและแรงงานที่ต้องเสียไปได้เช่นกัน

ทั้งนี้ หากสืบย้อนความไปในสมัยที่คนไทยยังเดินเท้า และมีควายเป็นรถไถบนวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับการทำนา เอาหลังสู้ฟ้า จนมาถึงวันที่ชาวนาเอาหน้าสู้กล้องก็เป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ ชาวนาได้ผจญกับปูนามานานนม จนสั่งสมประสบการณ์อันเป็นภูมิปัญญาแต่ดั้งแต่เดิมที่ใช้จัดการกับปูนาไว้หลากวิธี เท่าที่รวบรวมมาได้ ณ เวลานี้ ก็ล้วนแต่เป็นวิธีการที่ใช้แล้วได้ผลดี โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีให้ป่วยกาย ทั้งยังสามารถเก็บปูนาที่ดักจับได้ไปแปรรูปขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ด้วย 13 ภูมิปัญญาไทยโบราณ ที่ใช้จัดการปูนาอย่างได้ผล

การถอนกล้าข้าวเตรียมปักดำ



13 ภูมิปัญญาไทยโบราณ ที่ใช้จัดการปูนาอย่างได้ผล


1. หัวมันสำปะหลัง : มันสำปะหลังขึ้นชื่อว่ามีกรดไฮโดรไซยานิกที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยเฉพาะมันสำปะหลังทุกสายพันธุ์ ที่ปลูกเพื่อการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่ามันโรงงาน(ไม่ใช่มัน 5 นาทีที่นำมาแปรรูปเป็นอาหาร คาวหวาน ในครัวเรือน) ยิ่งหัวมันสำปะหลังมีความแก่จัดมากเท่าไหร่ สารพิษที่สะสมไว้ตามธรรมชาติยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น งานนี้จึงขอแนะนำให้ใช้มันสำปะหลังพันธุ์สำหรับการเลี้ยงสัตว์ เช่น พันธุ์ระยอง 1 ที่แก่จัดอายุ ประมาณ 10-12 เดือน สับเป็นชิ้นบาง ๆ ตามขวางของหัวมันแล้วนำไปหว่านในนาข้าวให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นแล้วปูนาจะเข้าไปกัดกินหัวมันแทนการกัดกินต้นข้าว สารพิษที่มีอยู่ในหัวมันดังกล่าวจะทำให้ปูนาตายลง

ภูมิปัญญาจาก : คุณสน แตงกำเนิด บ้านเลขที่ 199 หมู่ 6 ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก


2. ข้าวสุก : วิธีนี้เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวจันทบุรีใช้จัดการกับปูนาในยุคสมัยที่ทุ่งรวงทองได้รับความนิยมมากกว่าสวนเงินไร่ทองอย่างในปัจจุบัน โดยมีการนำข้าวสุก 1 กก. + หัวมันสำปะหลังสดบด(คุณสมบัติตามข้อ 1 ) 1 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากัน หว่านให้ทั่วแปลงนา ในอัตราครึ่งกิโลกรัมต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร หรือ ตามจุดน้ำลึก(ปูนาชอบอยู่) หรือ จุดที่มีปูนาชุกชุมให้ทั่ว แล้วจะพบปูนาตายจากพิษที่อยู่ในมันสำปะหลังและมีอาการท้องอืดจากข้าวสุก

ภูมิปัญญาจาก : คุณเดือน บุญเกต ต.ปัถวี อ.มะขาม จ. จันทบุรี


3. สะเดา : ส่วนต่างๆ ของต้นสะเดามีสารประกอบมากมายที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นแมลงหรือสัตว์เล็ก การนำไปใช้กำจัดปูนา จะส่งผลทำให้ก้ามปูหลุด จับกินต้นข้าวไม่ได้

วิธีที่ 1ให้ใช้กิ่งสะเดาสด ตัดเป็นท่อน ยาวประมาณ 2-4 นิ้ว แล้วทุบพอแตก หว่านลงในแปลงนาที่มีน้ำลึกไม่เกินฝ่ามือ ให้มีความห่างกันประมาณ 2-3 เมตร

วิธีที่ 2ตัดใบสะเดามาสดๆ ไปวางไว้ในน้ำหรือตรงบริเวณที่มีปูนาอยู่ชุกชุม ให้ครอบคลุมพื้นที่นาข้าวเกือบทั้งหมด จะสามารถไล่ปูนาไม่ให้เข้ามาบริเวณนาข้าวได้ และไม่เป็นอันตรายต่อต้นข้าวในนาอีกด้วย

หมายเหตุ : หากปล่อยใบสะเดาทิ้งไว้ในนาข้าวจนหมดสภาพ หรือปล่อยให้แห้งและเปื่อยไป จะทำให้เกิดการตกตะกอนกลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นข้าวได้ต่อไป

ภูมิปัญญาจาก : คุณบุญช่วย วงษ์ษา จ.สระบุรี

ปูนาเข้ากัดกินต้นข้าวในระยะ 7-14 วันหลังงอกหรือปักดำ



4.ปูนแดง : ใช้ปูนแดง 5 กก. + น้ำ 5 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปราดในพื้นที่นาที่มีปูนาระบาด ในอัตรา 5 ลิตรต่อพื้นที่นา 1 ไร่ (ใช้ได้ผลดีในนาที่มีน้ำไม่มาก) ฤทธิ์ของปูนแดงจะไปกัดกร่อนส่วนที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน
ของปูนาทำให้เกิดการระคายเคืองและหนีออกจากนาไปหรือตายในที่สุด

ภูมิปัญญาจาก : คุณนภดล น้อยใหม่ หมอดินอาสาตำบลหัวถนน หมู่ 4 ต.หัวถนน อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร


5. ลูกตาลสุก : ขุดหลุมตามท้องนา หรือ มุมใดมุมหนึ่งของท้องนา ลึก 1 ฟุต กว้าง 2 ฟุต ไร่ละ 1-2 หลุม จากนั้นนำลูกตาลสุกมาทุบให้พอแหลก แล้วนำไปใส่ในหลุม เมื่อปูได้กลิ่นหอมจากผลตาล จะลงไปกัดกินจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรจับปูนาไปใช้ประโยชน์ได้ตามต้องการ

หมายเหตุ :
- หากสามารถหาปี๊บได้ ให้ขุดหลุมฝังปี๊บลงไป ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้ปูนาขุดหลุมหนีได้ง่าย
- หากมีไซดักปลาให้เปลี่ยนเป็นการวางไซดักปลาที่ใส่ลูกตาลสุก(ทุบ) 1-2 ลูก ก่อนนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ
- สำหรับวิธีนี้เหมาะต่อการใช้ในช่วงปักดำใหม่ๆ

ภูมิปัญญาจาก : คุณบุญรอง ปิยวรรณหงส์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา ต.หงส์หิน อ.จุน จ.พะเยา


6. เมล็ดมะขาม :วิธีนี้ชาวเมืองชาละวันใช้กำจัดปูนาแล้วได้ผลดีตามแบบฉบับของตนเอง ด้วยการนำเมล็ดมะขามไปโรยตามทางน้ำไหล เมื่อปูนามากินเมล็ดมะขามปูนาก็จะตาย

ภูมิปัญญาจาก : คุณสอน โพธิ์อยู่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ.เมือง จ.พิจิตร


7. ถั่วเขียวคั่วเกลือ :ใช้เมล็ดถั่วเขียว 1 กก.+ เกลือป่น 4 ขีด(ประมาณ 5 ถุงเล็ก ) นำส่วนผสมทั้ง 2 อย่างคั่วในกะทะด้วยไฟอ่อนๆ แล้วพักไว้ให้เย็น จากนั้นนำไปหว่านให้ทั่วแปลงนาที่มีปูเข้ามาทำลาย เมื่อปูเข้ามากินเมล็ดถั่วเขียวคั่วเกลือ ก็จะทำให้ท้องอืดและพุงแตกตายไปเอง โดยวิธีการนี้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันเทคนิคภูมิปัญญานี้ เริ่มไม่มีใครรู้จักแล้ว

ภูมิปัญญาจาก : คุณสมเจตน์ แก้วแกมกาญจน์ เจ้าของข้าวหอมพันธุ์แม่พญาทองดำ เกษตรกรหมู่ 2 ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี

ข้าวนาดำ


8. มะละกอ : นำมะละกอดิบ มาทำสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหว่านในแปลงนาที่มีปัญหาปูนารบกวน ประมาณ 15-20 นาที หลังหว่านปูนาจะเข้ามากัดกินมะละกอเป็นจำนวนมาก ให้เกษตรกรนำอุปกรณ์มาช้อนจับปูนาออกจากแปลงนาได้ทันที ซึ่งวิธีนี้ใช้กันมาตั้งแต่โบราณแล้วเช่นกัน

ภูมิปัญญาจาก : คุณสมเจตน์ แก้วแกมกาญจน์ เจ้าของข้าวหอมพันธุ์แม่พญาทองดำ เกษตรกรหมู่ 2 ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี


9. กะปิ : ใช้กะปิ 1 ช้อนแกง ใส่ลงในปี๊ป แล้วนำปี๊บไปวางฝังไว้ตามมุมนาข้าว(ขุดหลุมฝังปี๊บให้เสมอกับพื้นนา ระวังอย่าให้น้ำท่วมเข้าในปี๊บ) ปูนาจะตามกลิ่นกะปิลงไปในปี๊บ ซึ่งเมื่อปูนาลงไปในปี๊บแล้วจะไม่สามารถไต่กลับขึ้นมาได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถกำจัดปูในนาข้าวได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

ภูมิปัญญาจาก : คุณรวง เพ็งเพชร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช


10. ทองกวาว(กวาว,จอมทอง,ก๋าว,ทองตัน,ทองธรรมชาติ) : ให้ใช้ดอกทองกวาววางไว้รอบๆ รูปูและบริเวณที่ปูนาชุกชุม จะเป็นการขับไล่ปูนาไม่ให้เข้ามาทำลายนาข้าวได้โดยไม่ต้องฆ่า

ภูมิปัญญาจาก : คุณ เพชร ยาวิชัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านสองแควพัฒนา เลขที่ 74/5 หมู่ 12 ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก

ต้น(ดอก)ทองกวาว
ภาพ : http://f.ptcdn.info



11. ขี้เหล็ก : ใช้น้ำต้มจากใบหรือดอกขี้เหล็กจำนวน 3 กก.+ น้ำปูนใส 10 ลิตร + กากน้ำตาลครึ่งลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปเทราดตามข้างคันนา อัตรา1 ลิตรต่อไร่(หรือมากกว่าตามจำนวนการแพร่ระบาดของปู) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำติดต่อกัน 3 ครั้ง ราดตอนที่ฝนไม่ตกจะได้ผลดี วิธีนี้จะช่วยกำจัดปูและหอยเชอรี่ได้

ภูมิปัญญาจาก : คุณวุฒิชัย เมฆตรง เกษตรกรทำนาบ้านหัวไทร ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช


12. หัวกลอย : นำหัวกลอยทั้งเปลือกมาสับหมักกับเกลือ ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปใส่ในแปลงนาข้าว(หลังหว่านข้าว 7-10 วัน )ครั้งแรกเป็นการป้องกันปูนาหรือหอยเข้ากัดกินต้นข้าวหลังงอก และใช้ซ้ำอีกครั้งได้ก่อนที่ข้าวจะมีอายุ 2 เดือน วิธีการนี้จะช่วยกำจัดปูนาและหอยเชอรี่ที่มากัดกินต้นข้าวได้เป็นอย่างดี

ภูมิปัญญาจาก : คุณบุญเชิญ ดำคำ เกษตรกรแห่งศูนย์เรียนรู้โครงการพื้นที่หนองใหญ่ ม.12 ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร


13. ข่าแก่และปูนกินหมาก :ใช้หัวข่าแก่จัดบดละเอียด 3 กก. + น้ำ 4 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นไปเตรียยมน้ำปูนจากนำปูนกินหมาก 3 กก.+ น้ำ 2 ลิตร แล้วนำน้ำปูนกินหมากกับน้ำหมักข่าที่ได้ไปผสมกัน แล้วนำไปราดบริเวณพื้นที่นาในอัตราน้ำหมัก 4 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ วิธีนี้จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนของปูและหอยระคายเคือง เพราะกลิ่นฉุนร้อนของข่าและปูนกินหมาก ทำให้ปูนาหนีไปไม่เข้ามาทำลายข้าว

ภูมิปัญญาจาก : คุณเรือน ทองจำรัส เกษตรกรบ้านยางยวน ต.ดอนตรอ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช


เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×