สัตว์น้ำเค็ม
หอยเชลล์
หอยเชลล์ (สแกลล็อป)
09 ตุลาคม 2555
4,139
หอยเชลล์หรือหอยพัดมีชื่อสามัญเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าสแกลล็อป (scallops) หอยกลุ่มนี้เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลก และมีทั้งเพาะเลี้ยงและไม่ได้เพาะเลี้ยงหอยในกลุ่มนี้มีหลายชนิดที่เป็นทรัพยากรประมงธรรมชาติที่มีมูลค่าสูง โดยเป็นหอยที่มีลักษณะการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากหอยสองฝากลุ่มอื่นๆคือสามารถว่ายน้ำได้เพื่อเปลี่ยนที่อยู่อาศัยหรือเพื่อหลบหนีศัตรู หอยเชลล์ว่ายน้ำโดยใช้กล้ามเนื้อยืดเปลือก(adductor muscie) ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ในการเปิดและปิดเปลือก ซึ่งกล้ามเนื้อดังกล่าวเป็นส่วนที่คนนิยมใช้เป็นอาหาร หอยเชลล์ในประเทศไทยที่พบในจังหวัดระยอง สงขลา หรือสมุทรสงคราม เป็นหอยที่ได้จากการประมงในแหล่งธรรมชาติ เป็นชนิด Amusium pleuronectes การเพาะเลี้ยงหอยเชลล์ชนิดนี้ในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นทดลอง ส่วนหอยเชลล์ชนิดอื่นที่มีการเพาะในขั้นทดลองในประเทศไทยคือ Chlamys senatorius การเพาะเลี้ยงหอยเชลล์ในประเทศอื่นๆที่ได้ปริมาณและมูลค่ามากมี 2 ชนิดคือ Placopecten magellanicus ในประเทศแคนาดาและชนิด Patinopecten yessoensis ในประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศส หอยเชลล์ทั้งหมดที่อยู่ในวงศ์เพคทีนิดีย์ (Pectinidae)
การเพาะพันธุ์หอยเชลล์
ขบวนการเก็บเกี่ยวลูกพันธุ์หอย ตลอดจนการนำไปอนุบาลจนได้ลูกหอยถึงระยะ intermediate นั้น จะมีวิธีการดำเนินงานเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าเราต้องการจะนำหอยไปเลี้ยงต่อด้วยวิธีหว่านหรือวิธีเลี้ยงแบบใช้กระชัง ก่อนที่จะได้ลูกหอยที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการนำไปเลี้ยง ลักษณะการดำรงชีวิตของหอยเชลล์ในธรรมชาติจะวางตัวอยู่บนพื้นผิวทะเลที่เป็นโคลนหรือทราย โดยมีบางชนิดที่วางตัวอยู่บนพื้นระยะหนึ่งแล้วจึงยึดตัวติดกับวัสดุใต้น้ำเมื่อมีอายุมากขึ้น

รูปแบบการเลี้ยงหอยเชลล์การเลี้ยงแบบหว่านลูกหอย
หลังอนุบาลลูกพันธุ์หอยจนมีขนาดโตพอที่จะปล่อยลงเลี้ยงในธรรมชาติจะนำไปหว่านลงพื้นที่กำหนดมีความเหมาะสมกับการเจริญของหอยเชลล์ ทิ้งไว้ประมาณ2-3 ปีจึงจับขาย ในระหว่างเลี้ยงมีการสุ่มตรวจสอบดูศัตรูหรืออัตราการเจริญเติบโตของหอยเป็นระยะๆ ดังนั้นการเลี้ยงแบบหว่านจึงทำแบบหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

การเลี้ยงแบบแขวนหู (Ear-strung culture)
เมื่อลูกพันธุ์หอยถูกนำไปเลี้ยงต่ออีก2-3 เดือน เพื่อให้ได้ขนาดโตขึ้นอีก โดยนำไปเลี้ยงต่อในถุงอวนไข่มุกจนลูกหอยมีขนาดเปลือกยาวถึง 50 มม.จากนั้นจึงนำลูกหอยขึ้นไปเจาะรูเปลือกตรงบริเวณหูของเปลือกแล้วนำไปร้อยเป็นพวงด้วยเชือกที่เหนียวและแข็งแรงเพื่อนำไปเลี้ยงในทะเลโดยการแขวนลงไปในแนวดิ่งเป็นเส้นๆลงไปในน้ำ

การเลี้ยงแบบใช้กระชังรูปกรวย (cylindrical cage culture)
วิธีนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในบรรดาการเลี้ยงแบบแขวนเพราะเมื่อลูกหอยในกระชังเจริญเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ คนเลี้ยงจะคอยแยกหอยโตออกไปเลี้ยงในกระชังใหม่ เพื่อช่วยลดอัตราความหนาแน่นอย่างเหมาะสม กระชังหอยแต่ละกระชังจะมีหอยขนาดสม่ำเสมอกัน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 ปีจับขายได้ บางส่วนก็โตเข้าสู่ระยะเต็มวัยสามารถจะสืบพันธุ์ได้ต่อไป

การเลี้ยงแบบใช้กระชังอวนไข่มุก (Pearinet cage culture)
วิธีการเลี้ยงแบบนี้ยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น จะแตกต่างไปจากการเลี้ยงแบบใช้กระชังรูปกรวยเพียงเล็กน้อย จะอนุบาลในถุงอวนไข่มุกเป็นระยะยาวกว่าจนเปลือกหอยโตได้ขนาด 60-70 มม.

พื้นฐานของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ปัจจัยสำคัญที่เป็นพื้นฐานนำให้เกิดการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยเชลล์หรือสะแกลล็อป
1.การเลี้ยงแบบหว่าน การเลี้ยงวิธีนี้หอยจะได้รับอาหารและแร่ธาตุต่างๆจากดินโดยตรงจะต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม พื้นท้องทะเลบริเวณนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นดินทรายหรือทรายหยาบมีส่วนผสมของดินโคลนต่ำกว่า 30% เนื่องจากพื้นลักษณะนี้มักจะมีสัตว์หน้าดิน (Benthos) อุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับเป็นอาหารของหอยเชลล์
2.การเลี้ยงหอยแบบแขวน เนื่องจากไม่จำเป็นจะต้องเลือกพื้นทะเลที่เหมาะสมแต่อย่างใด ดังนั้นวิธีเลี้ยงแบบแขวนจึงสามารถปฎิบัติกันได้ทั่วไป
3.อัตราการเจริญเติบโต หอยที่เลี้ยงด้วยวิธีแขวนนั้นจะสูงกว่าหอยถูกเลี้ยงด้วยวิธีหว่านไปตามพื้นมาก นอกจากนี้แล้วการเลี้ยงหอยแบบแขวนนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้แบบ 3-dimension การเลี้ยงหอยด้วยวิธีแขวนจะให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบหว่าน

การเลี้ยงหอยเชลล์ในประเทศญี่ปุ่น
การเลี้ยงหอยเชลล์ชนิดนี้โดยใช้ลูกหอยที่ดักจากธรรมชาติเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2477 และมีการพัฒนาวิธีดักลูกหอยจากธรรมชาติเรื่อยมาประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี พ.ศ. 2508 โดยใช้วัสดุล่อลูกหอยเป็นถุงอวนตาข่ายตาละเอียด มีความสะดวกในการใช้งาน ทำให้เป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน นำมาแขวนที่ระดับน้ำลึกปานกลาง โดยใช้เชือกขึงแล้วนำถุงอวนมาห้อยในแนวตั้งฉากเป็นระยะ ภายในถุงอวนดังกล่าวจะใช้เศษอวนเก่าใส่ไว้หลวมๆ ลูกหอยจะลงเกาะบนวัสดุที่บรรจุอยู่ภายในถุงอวน และเจริญเติบโตจนทิ้งเส้นใยยึดเกาะและหลุดร่วงลงมาอยู่ที่พื้นของถุงอวนที่มีขนาดตาเล็กกว่าลูกหอย ผู้เพาะเลี้ยงจะนำลูกหอยมาคัดขนาดแล้วเลียงต่อในถุงอวนชนิดเฟิร์ลเนต (pearl net) โดยพยายามเลี้ยงด้วยความหนาแน่นต่ำเพื่อให้อัตราการรอดอยู่ในระดับ 90 และโตได้ขนาด 5 เซนติเมตร ภายในระยะเวลา 6 เดือน ลูกหอยขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร นี้จะถูกนำไปเลี้ยงต่อในถุงอวนแบบแลนเทิน-เนต (lantern net)โดยเลี้ยงเป็นชั้นๆละ10 ตัว แขวนไว้ในทะเลนาน 10-15 เดือน ก็จะได้หอยตามที่ตลาดต้องการ วิธีเลี้ยงหอยเชลล์อีกวิธีหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาใช้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นคือการเลี้ยงโดยการเจาะรูที่เปลือกบริเวณหู ใช้เอ็นร้อยแล้วจึงนำไปยึดติดกับเชือกเพื่อแขวนอีกที่หนึ่ง การเลี้ยงหอยด้วยวิธีนี้ได้หอยที่โตเร็วและมีอัตราการรอดดีมาก นอกจากการเลี้ยงแบบแขวนแล้วยังมีการเลี้ยงหอยเชลล์แบบหว่านบนพื้นด้วยโดยใช้ลูกหอยที่มีอายุ 1 ปี หรือขนาด 3 เซนติเมตร หว่านโดยใช้ความหนาแน่น 6 ตัวต่อตารางเมตร และทำการจับหอยในอีกสองถึงสามปีต่อมาโดยใช้คราดที่ออกแบบสำหรับคราดหอยเชลล์โดยเฉพาะอัตราการรอดของหอยเชลล์ที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้จะอยู่ระหว่างร้อยละ 30-40

ในการเลี้ยงแบบหว่านก่อนจะหว่านลูกหอยลงบนพื้นทะเล จะต้องเตรียมพื้นที่ก่อนโดยการจำกัดดาวทะเลโดยใช้คราด ความนิยมในการเลี้ยงหอยเชลล์กับพื้นมีแนวโน้มว่าลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากให้ผลผลิตต่ำและใช้เวลาเลี้ยงนาน ถึงแม้ว่าการลงทุนต่ำกว่าการเลี้ยงด้วยวิธีแขวนผลผลิตจากหอยเชลล์ในประเทศญี่ปุ่นจะถูกแปรรูปในลักษณะกล้ามเนื้อต้มเป็นหลัก การแปรรูปรองลงมาคือการแช่แข็ง การตากแห้ง และการทำหอยกระป๋อง

หอยเชลล์ที่มีการเพาะเลี้ยงเป็นชนิดแรกและปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคนิคมากที่สุดคือหอยเชลล์ patinopecten yessoensis ที่มีการเพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่นแบบล่อลูกหอยจากธรรมชาติโดยลูกหอยจากธรรมชาติยังมีมากโดยเฉพาะในเขตทะเลของญี่ปุ่นหอยเชลล์ญี่ปุ่นนี้ได้ถูกนำไปเลี้ยงในประเทศแคนาดาและฝรั่งเศษในลักษณะการเลี้ยงครบวงจร แบบมีการผลิตลูกหอยในโรงเลี้ยง ทั้งนี้หอยเชลล์ (Patinopecten yessoensis) เริ่มมีการเพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่นมาก่อนโดยอาศัยลูกหอยจากธรรมชาติ แต่เพราะมีการนำหอยชนิดนี้ไปเลี้ยงในประเทศอื่น ปัญหาที่ตามมาในประเทศเหล่านั้นคือการขาดแคลนลูกหอยดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงลูกหอยเชลล์ในโรงเพาะเลี้ยงซึ่งสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในประเทศแคนาดาด้านชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและในประเทศฝรั่งเศส เทคโนโลยีการเลี้ยงลูกหอยเชลล์มีความจำเป็นสำหรับการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ที่ไม่มีหรือขาดแคลนพันธุ์หอยในธรรมชาติระบบการเลี้ยงลูกหอยเชลล์ Patinopecten yessoensis ในประเทศแคนาดาแบ่งเป็นขั้นตอนการเลี้ยงได้ดังต่อไปนี้คือในขั้นแรกจะเลี้ยงลูกหอยจากระยะลงเกาะจนมีขนาด 1 มิลลิเมตร โดยทำการเลี้ยงในโรงเพาะเลี้ยงทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาพบว่าหากลดอุณหภูมิลงในช่วงที่ลูกหอยกำลังลงเกาะจะทำให้ลูกหอยลงเกาะมากขึ้น และมีอัตราการตายลดลง ปกติลูกหอยที่อยู่ในระยะวีลิเจอร์จะว่ายอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส เมื่อลูกหอยมีขนาดพร้อมที่จะลงเกาะผู้เพาะเลี้ยงจะปรับความหนาแน่นของลูกหอยให้อยู่ที่ลูกหอย 500 ตัวต่อน้ำ 1 ลิตร แล้วจึงลดอุณหภูมิน้ำให้เหลือ 5 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ลูกหอยจะลงเกาะกับวัสดุที่เตรียมไว้โดยพร้อมเพรียงกัน วัสดุที่ใช้จะเป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่มีขนาดเล็ก มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่าคีแรน (kiran) ภาชนะที่ใช้บรรจุวัสดุลงเกาะควรมีความลึกประมาณ 1 เมตร และน้ำควรกรองผ่านถุงกรองขนาด 1 ไมโครเมตร รวมทั้งมีการให้อากาศเบาๆในขณะที่ลูกหอยกำลังจะลงเกาะในขั้นนี้สามารถให้อาหารเป็นสาหร่ายเชลล์เดียวหลายชนิดผสมกันให้มีความหนาแน่นรวมของสาหร่ายประมาณ30,000 เชลล์ต่อมิลลิลิตร สาหร่ายที่นิยมใช้ในแคนาดาคือ Isochrysis galbana (TISO) Thalassiosira pseudonana และ Chaetoceros calcitrans เมื่อลูกหอยเชลล์ลงเกาะใหม่ๆ ลูกหอยจะกินอาหารโดยใช้เท้าขูดอาหารใส่ปากซึ่งเป็นลักษณะการกินอาหารที่แปลกกว่าลูกหอยสองฝาชนิดอื่นๆทั้งนี้เพราะเหงือกของลูกหอยเชลล์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ในขณะที่ลงเกาะ อีกทั้งใช้เวลาในการพัฒนานาน 2-3 สัปดาห์ กว่าเหงือกจะใช้กรองกินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากลูกหอยเชลล์ต้องการอาหารที่เป็นจุลชีพที่ขึ้นอยู่บนวัสดุที่มันเกาะอยู่ดังนั้นวัสดุที่ใช้ให้ลูกหอยลงเกาะจึงต้องแช่น้ำทะเลที่สะอาดเตรียมไว้ล่วงหน้าประมาณ 10 วัน เพื่อให้แบคทีเรียและสาหร่ายเจริญบนเส้นใย ผู้เพาะเลี้ยงจะเลี้ยงลูกหอยในระบบอนุบาลนี้จนลูกหอยมีขนาด 1 มิลลิเมตร แล้วจึงนำลูกหอยไปเลี้ยงในขั้นตอนต่อไปในขั้นตอนต่อไปนำลูกหอยไปเลี้ยงในระบบดังกล่าวจนลูกหอยมีขนาดความยาวเปลือกประมาณ 1 เซนติเมตร ลูกหอยจะทิ้งเส้นใยยึดเกาะและหล่นลงมาเจริญบนพื้นภาชนะ น้ำในภาชนะที่ใช้เลี้ยง ลูกหอยในระยะนี้กรองผ่านถุงกรอง 50 ไมโครเมตร โดยใช้น้ำที่สูบจากธรรมชาติเพื่อให้ลูกหอยได้รับอาหารที่มีความหลากหลายมากกว่าอาหารสาหร่ายเชลล์เดียวที่เลี้ยงในโรงเพาะเนื่องจากลูกหอยเชลล์ที่ลงมาอยู่บนพื้นภาชนะจะมีพฤติกรรมชอบว่ายน้ำ จึงไม่สามารถเลี้ยงลูกหอยชนิดนี้ในระบบอัพเวลเลอร์หรือดาวน์เวลเลอร์ ที่มีความหนาแน่นสูงเหมือนการเลี้ยงลูกหอยสองฝาชนิดอื่น เพราะลูกหอยจะว่ายน้ำมาชนกันแล้วปิดฝาหนีบกันไว้แน่น และไม่เปิดฝาอีก ทำให้ลูกหอยกรองกินอาหารได้ไม่เต็มที่และตายในที่สุด ดังนั้นเมื่อลูกหอยลงมาอยู่ที่พื้นหมดแล้วจึงต้องนำลูกหอยขนาด 1 เซนติเมตร นี้ไปใส่ในถุงอวนเป็นชั้นชนิดเพิอร์ลเนต (pearl net) โดยใช้พื้นที่ในแต่ละชั้นไม่เกินร้อยละ 25 ทั้งนี้เพิอร์ลเนตจะมีพื้นที่การเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 1 ตารางฟุตและสามารถแขวนจากแพหรือเชือกได้ลึกถึง 40 เมตร

ในขั้นตอนสุดท้ายจึงนำถุงอวนดังกล่าวไปแขวนไว้บนแพหรือลองไลน์ (longline)ที่ระดับความลึกของน้ำไม่ต่ำกว่า 5 เมตร และหมั่นตรวจสอบทุกเดือนจนกว่าลูกหอยจะเจริญได้ขนาด 4-5เซนติเมตร ซึ่งใช้เวลา 3-5 เดือนสำหรับ Patinopecten และ 6-14 เดือน สำหรับ Crassadoma gigantia ลูกหอยที่มีขนาด 4-5 เซนติเมตร สามารถเลี้ยงจนได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการคือมีเปลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 10 เซนติเมตร ภายในเวลา 1ถึง 2 ปี

หอยเชลล์ Patinopecten yessoensis ที่มีการทดลองเพาะเลี้ยงในหลายประเทศ เป็นหอยที่มีการเพาะเลี้ยงในประเทศญี่ปุ่นมาเป็นเวลานานกว่า 200 ปี หอยเชลล์ชนิดดังกล่าวเป็นหอยอาศัยในเขตน้ำเย็น ในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้แบบแขวนจากเส้นเชือก(longline hanging culture) ในหลายพื้นที่ เนื่องจากขนาดของหอย Patinopecten yessoensis ค่อนข้างใหญ่ คือมีขนาดกว้างถึง 20 เซนติเมตร สูง 19.5 เซนติเมตร และหนาถึง 5 เซนติเมตร แต่ขนาดที่ตลาดต้องการโดยทั่วไปมีความกว้าง 9-15 เซนติเมตร เปลือกบนซึ่งเป็นเปลือกซ้ายมีสีม่วงหรือน้ำตาล ส่วนเปลือกขวามีสีขาวเหลือง หอยเชลล์ชนิดนี้มีเพศแยกกัน ตัวผู้มีอวัยวะเพศสีขาว ส่วนตัวเมียมีอวัยวะเพศสีส้ม หอยจะเริ่มสมบูรณ์เพศเมื่อมีอายุ 2 ปี ตัวเมียในช่วงนี้สามารถออกไข่ได้ครั้งละ 80-110 ล้านฟอง

การกินอาหาร หอยเชลล์หรือหอยสองฝาทั่วๆไปจะกินอาหารโดยวิธีการกรอง(filtering)เอาแพลงค์ตอนและอินทรีย์สารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำทะเล (organic suspended matters) อันเกิดจากการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุโดยการเปิดหรืออ้าเปลือกไว้ให้น้ำไหลผ่านช่องเหงือก mantle cavitiesเข้าไปตลอดเวลาการผ่านของน้ำเข้าไปในตัวหอยนอกจากจะได้ใช้ประโยชน์เพื่อการหายใจโดยดึงเอาอ๊อกซิเจนที่ละลายน้ำมาฟอกเลือดที่เหงือกแล้ว มันยังกรองเอาอินทรีย์สารที่ปะปนอยู่ในน้ำไว้เป็นอาหารอีกด้วย ดังนั้นขนาดของประชากรหอยที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำหนึ่งๆนั้นจะอยู่ได้นานหรืออยู่ได้มากมายเพียงใดจะต้องมีการประเมินผลจากความสมดุลระหว่างความสามารถในการผลิตอาหารเบื้องต้นของทะเลในบริเวณนั้นกับการกินอาหารของหอยเชลล์และสัตว์อื่นๆที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
หอยเชลล์ค่อนข้างจะมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้น้อย เช่น อุณหภูมิ ความเค็ม และปริมาณอ๊อกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำรวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ เมื่อพื้นอันเป็นบริเวณที่หอยเชลล์อาศัยอยู่นั้น มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเพียงเล็กน้อยอันเนื่องมาจากฝนตกและมีน้ำหลากมาจากบริเวณปากแม่น้ำนำเอาเลนและโคลนไหลเข้าไปถึงบริเวณที่หอยอาศัยอยู่ ตะกอนแขวนลอยต่างๆ ก็อยู่ในโคลนเลนที่พัดเข้ามากับน้ำจะไปรบกวนการทำงานของเหงือกจนทำให้ประสิทธิภาพลดลง หอยจะหยุดการเจริญเติบโตทันที ในกรณีของหอยเลี้ยงนั้นถ้าหากถูกรบกวนโดยการขนย้ายที่กระทำโดยไม่ระมัดระวังก็อาจเป็นเหตุให้หอยชะงักการเจริญเติบโตและบางครั้งอาจถึงตายได้

เอกสารอ้างอิง
จินตนา นักระนาด และ วราภรณ์ สาลีติด (2537) การทดลองเพาะพันธุ์หอยเชลล์ Chlamys senatorius Gmelin หน้า 580-585 ใน รายงานการสัมมนาวิชาการประจำปี 2537 กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
บำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช และ วรรณเกียรติ ทับทิมแสง (2533) การสำรวจทรัพยากรหอยเชลล์ทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยระหว่างปี 2530-2532 หน้า 535-546 ใน รายงานการสัมมนาวิชาการประจำปี 2533 กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 7 ฉบับที่ 80 เมษายน :154-158 ธุรกิจหอยเชลล์ในญี่ปุ่น 2539.
วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 7 ฉบับที่ 81 พฤษภาคม :119-124 ธุรกิจหอยเชลล์ (สะแกลล๊อป) 2539.

เรียบเรียงโดย ตุลฮาบ หวังสุข




แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"หอยเชลล์ (สแกลล็อป).". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.nicaonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=614:2012-02-22-07-51-57&catid=38:2012-02-20-02-58-39&Itemid=120
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
23-29°C
นครราชสีมา
25-31°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-35°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×