พืชไร่
ทานตะวัน
ทานตะวัน(Sunflower)
04 สิงหาคม 2551
27,988
ทานตะวันเป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับเบญจมาศ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่มีปลูกกันมากในเขตอบอุ่น การที่มีชื่อเรียกว่า "ทานตะวัน" เพราะลักษณะการหันของช่อดอกและใบจะหันไปทางทิศของดวงอาทิตย์ คือ หันไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทิศตะวันตกในตอนเย็น แต่การหันจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากมีการผสมเกสรแล้วไปจนกระทั่งถึงช่วงดอกแก่ ซึ่งช่อดอกจะหันไปทิศตะวันออกเสมอ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม :

ทานตะวันเป็นพืชที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพของเขตร้อนได้ดีพอสมควรไม่ไวต่อแสง สามารถออกดอกให้ผลได้ทุกสภาพช่วงแสง ปลูกได้ในบริเวณที่มีการปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง เมื่อทานตะวันตั้งตัวได้แล้ว จะมีความทนทานต่อสภาพแห้งและร้อนได้พอสมควร และจะเริ่มเติบโตทันทีเมื่อมีฝน นอกจากนี้ทานตะวันยังมีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็นจัดได้ดีกว่าข้าวโพด ข้าวฟ่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นกล้า ทานตะวันขึ้นได้กับดินหลายประเภท แต่จะขึ้นได้ดีในสภาพดินที่มีผิวดินหนาและอุ้มความชื้นไว้ได้ดี สามารถทนต่อสภาพความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ตลอดจนสภาพดินเกลือและเป็นด่างจัดได้พอสมควร ซึ่งดินเหล่านี้จะมีอยู่เป็นจำนวนมากในเขตแห้งแล้งทั่ว ๆ ไป

ทานตะวันชอบอากาศอบอุ่นในเวลากลางวันและอากาศเย็นในเวลากลางคืน อุณหภูมิที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 18-25 องศาเซลเซียส สภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินประมาณ 5.7-8 สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกประเภท แต่ที่ขึ้นได้ดีคือดินที่มีหน้าดินลึกที่อุ้มน้ำได้ดี แต่ไม่ชอบน้ำขังและไม่ชอบดินที่มีลักษณะเป็นกรด หากดินที่ปลูกมีความชื้นต่ำ ผลผลิตของเมล็ดจะต่ำลงมาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Helianthus annus L.

วงศ์ :Compositae

ชื่อสามัญ :Common sunflower

ชื่ออื่น :ชอนตะวัน ทานตะวัน (กลาง) บัวทอง (เหนือ)


ประโยชน์ :

เป็นพืชน้ำมันที่มีความสำคัญพืชหนึ่ง น้ำมันที่ได้จากการสกัดจากเมล็ดทานตะวันจะมีคุณภาพสูง ที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น กรดลิโนเลนิค หรือกรดลิโนเลอิค ที่จะช่วยลดโคเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุของโรคไขมัน อุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้น้ำมันจากทานตะวันยังประกอบด้วยวิตามิน เอ ดี อี และ เค ด้วย

ความสำคัญของทานตะวัน :

ทานตะวันเป็นพืชน้ำมัน ที่สำคัญทางเศรษฐกิจรองจากถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ทานตะวันค่อนข้างทนแล้งได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และถั่วเขียว เมล็ดทานตะวันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่วนกากที่ได้หลังจากสกัดน้ำมันแล้วมีโปรตีน 40- 50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม และมีสาร antioxidants กันหืนได้ดีสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีคุณค่าสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อการบริโภค และใช้ในอุตสาหกรรมเช่น น้ำมันชักเงา น้ำมันหล่อลื่น สีทาบ้าน ส่วนลำต้นทานตะวันสามารถนำไปทำกระดาษคุณภาพดี

ปัญหาของพืชข้อจำกัดและโอกาส :

- ขาดพันธุ์คุณภาพดีของทางราชการ แม้ว่าหลายหน่วยงานได้ทำการวิจัยทานตะวันมานานกว่า 30 ปี แต่ยังไม่มีพันธุ์ทานตะวันที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก

- ราคาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างสูงประมาณ 180-240 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็น 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการผลิต

- การปลูกทานตะวันในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ผลผลิตทานตะวันค่อนข้างต่ำ

คุณภาพน้ำมันดอกทานตะวัน :

น้ำมันที่ได้จากการสกัดจากเมล็ดทานตะวันจะมีคุณภาพสูง ที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น กรดลิโนเลนิค หรือกรดลิโนเลอิค ที่จะช่วยลดโคเลสเตอร์รอลที่เป็นสาเหตุของโรคไขมัน อุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้น้ำมันจากทานตะวันยังประกอบด้วยวิตามิน เอ ดี อี และเคด้วย ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเขตอบอุ่น เช่น สหภาพโซเวียต อาร์เจนตินา และประเทศในแถบยุโรปตะวันออก สำหรับประเทศไทย ได้มีการส่งเสริมให้มีการปลูกทานตะวันเป็นอาชีพเสริมมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับอุตสาหกรรมพืชน้ำมัน และความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ เพราะทานตะวันเป็นพืชที่มีอายุสั้นระบบรากลึก มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีกว่าพืชอื่น ๆ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ และสระบุรี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ทานตะวันเป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับเบญจมาส คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่มีปลูกกันมากในเขตอบอุ่น การที่มีชื่อเรียกว่า "ทานตะวัน" เพราะลักษณะการหันของช่อดอกและใบจะหันไปทางทิศของดวงอาทิตย์ คือ หันไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทิศตะวันตกในตอนเย็น แต่การหันจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากมีการผสมเกสรแล้วไปจนกระทั่งถึงช่วงดอกแก่ ซึ่งช่อดอกจะหันไปทิศตะวันออกเสมอ

ราก เป็นระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปประมาณ 150-270 เซนติเมตร มีรากแขนงค่อนข้างแข็งแรงแผ่ขยายไปด้านข้างได้ยาวถึง 60-150 เซนติเมตร เพื่อช่วยค้ำจุนลำต้นได้ดี และสามารถใช้ความชื้นระดับผิวดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลำต้น ส่วนใหญ่ไม่มีแขนง แต่บางพันธุ์มีการแตกแขนง ขนาดของลำต้น ความสูง การแตกแขนงขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม ความสูงของต้นอยู่ระหว่าง 1-10 เซนติเมตร การโค้งของลำต้นตรงส่วนที่เป็นก้านช่อดอกมีหลายแบบ แบบที่ต้องการคือแบบที่ ส่วนโค้งตรงก้านช่อดอกคิดเป็นร้อยละ 15 ของความสูงของลำต้น พันธุ์ที่มีการแตกแขนง อาจมีความยาวของแขนงสูงกว่าลำต้นหลักแขนงอาจแตกมาจากส่วนโคนหรือยอด หรือตลอดลำต้นก็ได้

ใบ เป็นใบเดี่ยวเกิดตรงกันข้าม หลังจากที่มีใบเกิดแบบตรงกันข้ามอยู่ 5 คู่แล้ว ใบที่เกิดหลังจากนั้นจะมีลักษณะวน จำนวนใบบนต้นอาจมีตั้งแต่ 8-70 ใบ รูปร่างของใบแตกต่างกันตามพันธุ์ สีของใบอาจมีตั้งแต่เขียวอ่อน เขียว และเขียวเข้ม ใบที่เกิดออกมาจากตายอดใหม่ ๆ ก้านใบจะอยู่ในแนวตั้งจนกระทั้งใบมีความยาว 1 เซนติเมตร ปลายยอดจะค่อย ๆ โค้งลงจนเมื่อใบแก่แล้วก็จะโค้งลงมาเป็นรูปตัวยู (U) การสร้างใบจะมีมากจนกระทั่งดอกบาน หลังจากนั้นการสร้างใบจะลดน้อยลง

ดอก เป็นรูปจาน เกิดอยู่บนตายอดของลำต้นหลัก หรือแขนงลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกอยู่ระหว่าง 6-37 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม ดอกมีลักษณะเป็นแบบช่อดอก ประกอบด้วยดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1. ดอกย่อยที่อยู่รอบนอกจานดอก เป็นดอกที่ไม่มีเพศ (เป็นหมัน) มีกลับดอกสีเหลืองส้ม

2. ดอกย่อยที่อยู่ในจานดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ที่พร้อมจะผสมได้ก่อนเกสรตัวเมีย และสายพันธุ์ผสมเปิดส่วนใหญ่ผสมตัวเองน้อยมาก

- ในแต่ละจานดอกจะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 700-3,000 ดอก ในพันธุ์ที่ให้น้ำมัน ส่วนพันธุ์อื่น ๆ อาจมีดอกย่อยถึง 8,000 ดอก การบานหรือการแก่ของดอกจะเริ่มจากวงรอบนอกเข้าไปสู่ศูนย์กลางของดอก ดอกบนกิ่งแขนงจะมีขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นแขนงที่แตกออกมาตอนแรก ๆ ดอกจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับดอกบนลำต้นหลัก ส่วนใหญ่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า มักจะเลือกต้นชนิดที่มีดอกเดี่ยว เพื่อความสมบูรณ์ของดอก และให้เมล็ดที่มีคุณภาพดี

เมล็ด (หรือผล) ประกอบด้วยเนื้อใน ซึ่งถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกที่แข็งแรง เมื่อผลสุกส่วนของดอกที่อยู่เหนือรังไข่จะร่วง ผลที่มีขนาดใหญ่จะอยู่วงรอบนอก ส่วนผลที่อยู่ข้างในใกล้ ๆ กึ่งกลางจะมีผลเล็กลง

เมล็ดทานตะวัน แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ

1. เมล็ดใช้สกัดน้ำมัน จะมีเมล็ดเล็ก สีดำ เปลือกเมล็ดบางให้น้ำมันมาก

2. เมล็ดใช้รับประทาน จะมีเมล็ดโตกว่าพวกแรก เปลือกหนาไม่ติดกับเนื้อในเมล็ด เพื่อสะดวกในการกะเทาะแล้วใช้เนื้อในรับประทาน โดยอบหรือปรุงแต่งขนมหวาน หรือทำเป็นแป้งประกอบอาหาร หรือใช้เมล็ดคั่วกับเกลือแล้วแทะเปลือกออกรับประทานเนื้อข้างในเป็นอาหารว่างเช่นเดียวกับเมล็ดแตงโม

3. เมล็ดใช้เลี้ยงนก ใช้เมล็ดเป็นอาหารเลี้ยงนก หรือไก่โดยตรง


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม :

พื้นที่ดอน หรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง มีความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์

- ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร

- ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว มีการระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศดี

- ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรีย์วัตถุไม่ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์

- ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 6.0 - 7.5

- อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 18 - 35 องศาเซลเซียส

- ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 800 - 1,200 มิลลิเมตรตลอดปี

ฤดูปลูกทานตะวัน :

ทานตะวันเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกฤดูกาล เพราะเป็นพืชที่ไม่ไวต่อช่วงแสง อย่างไรก็ตามการปลูกในบางท้องที่อาจไม่มีความเหมาะสม เช่น ในที่ลุ่มภาคกลาง ในฤดูฝนจะมีน้ำขังแฉะเกินไป หรือที่ดินในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำชลประทาน ดังนั้นฤดูที่เหมาะสมที่สุดมี 2 ฤดูคือ

1. ปลายฤดูฝน ในสภาพพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียว ควรปลูกทานตะวันในปลายฤดูฝน คือ ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน แต่ถ้าสภาพพื้นที่ที่ปลูกเป็นดินร่วนทราย ควรปลูกในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน

2. ฤดูแล้ง ถ้าในแหล่งปลูกนั้นสามารถใช้น้ำจากชลประทานได้ก็สามารถปลูกเป็นพืชเสริมได้ โดยปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

พันธุ์ทานตะวัน :

ทานตะวันมี 3 สายพันธุ์ พันธุ์ผสมเปิด ซึ่งเป็นพันธุ์เดิมที่ใช้ปลูก ซึ่งในดอกจะมีจำนวนเรณูที่ติดอยู่ที่ก้านชูเกสรตัวเมียน้อย ทำให้การติดเมล็ดด้วยการผสมตัวเองต่ำ ต้องอาศัยแมลงช่วยในการผสมเกสร จึงจะทำให้ติดเมล็ด การปลูกจึงไม่ประสบผลสำเร็จเพราะได้เมล็ดลีบ ผลผลิตต่ำเนื่องจากไม่ค่อยมีแมลงช่วยผสมเกสร แต่ปัจจุบันมีพันธุ์ลูกผสมสามารถติดเมล็ดได้ดี โดยไม่ต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร เพราะในดอกมีละอองเรณูที่ติดอยู่ก้านชูเกสรตัวเมียมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด 3-4 เท่า จึงทำให้การติดเมล็ดด้วยการผสมตัวเองดีกว่าสายพันธุ์ผสมเปิด

ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตเมล็ดทานตะวันลูกผสมในประเทศไทย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ พันธุ์ไฮซัน 33 และพันธุ์เอส 101 ซึ่งมีลักษณะของจานดอกค่อนข้างใหญ่ กลีบดอกสีเหลืองสดใส และให้ปริมาณน้ำมันสูง

***สายพันธุ์สังเคราะห์ซึ่งยังไม่มีการส่งเสริมในปัจจุบัน แต่ในขณะนี้อยู่ระหว่งการวิจัยของหน่วยงานวิจัยสำหรับทานตะวันที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในขณะนี้คือสายพันธุ์ลูกผสม


++ ลักษณะดีเด่นของพันธุ์ลูกผสม ++ ได้แก่

1. ผลผลิต เฉลี่ย 254.82 กิโลกรัมต่อไร่

2. การติดเมล็ด เฉลี่ยร้อยละ 76.3

3. เส้นผ่าศูนย์กลาง เฉลี่ย 15.4 เซนติเมตรของจานดอก

4. ความสูงของต้น เฉลี่ย 168.9 เซนติเมตร

5. อายุเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 90-100 วัน

6. ปริมาณน้ำมัน เฉลี่ยร้อยละ 48


ลักษณะที่ดีของพันธุ์ลูกผสม คือ สามารถผสมเกสรภายในดอกเดียวกันได้สูง การติดเมล็ดค่อนข้างดี การหาผึ้งหรือแมลงช่วยผสมเกสรจึงไม่จำเป็นมากนัก แต่ถ้ามีแมลงช่วยผสมก็มีลักษณะประจำพันธุ์ที่มีผลต่อการดึงดูดแมลง เช่น กลีบดอกสีสดใส กลิ่นของเรณู ปริมาณและคุณภาพของน้ำหวานก็ดีกว่าพันธุ์ผสมเปิด ทนทานต่อการโค้นล้มและต้านทานต่อโรคราสนิม

เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมดอกค่อนข้างใหญ่ เวลาเมล็ดแก่จานดอกจะห้อยลงมาและ ด้านหลังของจานดอกจะมีลักษณะเป็นแอ่งเหมือนกระทะก้นแบน เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะขังในแอ่งดังกล่าว จะทำให้เกิดโรคเน่าได้มากและทำให้เมล็ดเน่าเสียหาย ดังนั้นจึงควรปลูกในปลายฤดูฝน หรือในฤดูแล้ง แลถ้ามีฝนตกน้ำขังในแอ่งของจานดอก ให้เขย่าต้นเพื่อทำให้น้ำไหลออกให้หมด

พันธุ์ทานตะวันที่นิยมปลูกในปัจจุบัน :

1. พันธุ์สำหรับใช้สกัดน้ำมัน

แปซิฟิก 33 เป็นพันธุ์ลูกผสมนำเข้าจากต่างประเทศ มีความสามารถในการผสมตัวเอง เปอร์เซ็นติดเมล็ด 96 เปอร์เซ็นต์ อายุดอกบาน 58 วัน อายุเก็บเกี่ยว 92 วัน เส้นผ่าศูนย์กลางจานดอก 13 เซนติเมตร ผลผลิต 218 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1000 เมล็ด 49 กรัม เมล็ดสีดำลายเทา น้ำมันในเมล็ด 39 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์เชียงใหม่ 1 เป็นพันธุ์ผสมเปิด (พันธุ์สังเคราะห์) ที่พัฒนาขึ้นในประเทศ เปอร์เซ็นต์ติดเมล็ด 90 เปอร์เซ็นต์ อายุดอกบาน 58 วัน อายุเก็บเกี่ยว 100 วัน เส้นผ่าศูนย์กลางจานดอก 15 เซนติเมตร ผลผลิต 203 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1000 เมล็ด 48 กรัม เมล็ดสีดำ น้ำมันในเมล็ด 35 เปอร์เซ็นต์

2. พันธุ์สำหรับใช้ขบเคี้ยว

พันธุ์แม่สาย เป็นพันธุ์ผสมเปิด อายุดอกบาน 64 วัน ขนาดจานดอกค่อนข้างใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 19 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 107 วัน ให้ผลผลิตดีที่สุดในเขตภาคเหนือ 309 กิโลกรัมต่อไร่ มีขนาดเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ขนาดเมล็ดหลังกะเทาะ กว้างx ยาว x หนา เท่ากับ 1.3 x 0.5 x 0.2 เซนติเมตร น้ำหนัก 1000 เมล็ด 112 กรัม น้ำมันในเมล็ดค่อนข้างต่ำ 33 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดินปลูก :

การเตรียมดินก่อนปลูก ควรไถดินให้ลึกในระดับ 30 เซนติเมตรหรือลึกกว่านั้น เพราะว่าเมื่อฝนตกดินจะสามารถรับน้ำให้ซึมซับอยู่ในดินได้มากขึ้น การไถดินลึกจะช่วยทำลายการอัดแน่นของดินในชั้นไถพรวน ทำให้น้ำซึมลงในดินชั้นล่างได้มากขึ้น ควรกำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาด และไถย่อยดินครั้งสุดท้ายให้ร่วนซุย หากมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปพร้อมกับการย่อยดินครั้งสุดท้ายจะช่วยเสริมธาตุอาหารต่าง ๆ เพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์

การปลูกทานตะวัน

หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ควรทำร่องสำหรับหยอดเมล็ดโดยให้แต่ละร่องห่างกัน 70-75 เซนติเมตร และให้หลุมปลูกในร่องห่างกัน 25-30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 2 เมล็ด แล้วกลบดินโดยให้เมล็ดอยู่ลึก 5-8 เซนติเมตร เมื่อพืชงอกได้ 10 วัน หรือมีใบจริง 2-4 คู่ให้ถอนแยกเหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงหลุมละ 1 ต้น และถ้าหากดินมีความชื้นต่ำควรใช้ระยะปลูกกว้างขึ้น การยกร่องนี้ เพื่อเป็นการสะดวกในการให้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในฤดูแล้งที่ต้องการน้ำมาก ส่วนการปลูกในฤดูฝน ถ้าเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีก็ไม่จำเป็นต้องยกร่องและใช้ระยะปลูกเช่นเดียวกับยกร่อง

***การปลูกวิธีนี้ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมจำนวน 0.7 กิโลกรัมต่อไร่ และปลูกตามระยะที่แนะนำนี้จะได้จำนวนต้น 6,400-8,500 ต้นต่อไร่

การให้ปุ๋ยทานตะวัน :

ทานตะวันเป็นพืชที่ให้โปรตีน และแร่ธาตุสูง จึงควรใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พืชต้องการตามสภาพดินที่ปลูกด้วยสำหรับปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมที่แนะนำคือสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้นพร้อมปลูกและใช้ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อทานตะวันอายุได้ 30 วัน หรือมีใบจริง 6-7 คู่ ซึ่งเป็นระยะกำลังจะออกดอก หากมีการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก จะช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและในกรณีที่เป็นดินทรายและขาดธาตุโบรอน ควรใส่ผงโบแรกซ์ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากและทำให้คุณภาพของเมล็ดทานตะวันดีขึ้น

การให้น้ำทานตะวัน :

น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการผลิตทานตะวัน หากความชื้นในดินมีน้อยก็จะทำให้ผลผลิตลดลงด้วย การให้น้ำที่เหมาะสมแก่ทานตะวันจึงจะทำให้ได้รับผลผลิตดีด้วย ดังนั้นการให้น้ำควรปฏิบัติดังนี้

ครั้งที่ 1 หลังจากปลูกเสร็จแล้วรีบให้น้ำทันที หรือควรทำการปลูกทันที หลังฝนตกเพื่อใช้ความชื้นในดินให้เต็มที่โดยไม่ต้องรดน้ำ

ครั้งที่ 2 ระยะมีใบจริง 2 คู่ หรือประมาณ 10-15 วัน หลังงอก

ครั้งที่ 3 ระยะเริ่มมีตาดอก หรือประมาณ 30-35 วัน หลังงอก

ครั้งที่ 4ระยะดอกเริ่มบาน หรือประมาณ 50-55 วัน หลังงอก

ครั้งที่ 5 ระยะกำลังติดเมล็ด หรือประมาณ 60-70 วัน หลังงอก การให้น้ำควรให้น้ำอย่างเพียงพอให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะและน้ำขังการให้น้ำควรคำนึงถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกของการเจริญเติบโตจนถึงระยะติดเมล็ด

การกำจัดวัชพืช :

ควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อทานตะวันมีใบจริง 2-4 คู่ ซึ่งการทำรุ่นครั้งแรกนี้ ทำพร้อมกับการถอนแยกต้นพืชให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม เป็นการสะดวกสำหรับเกษตรกรในการปฏิบัติ และครั้งที่สองทำพร้อมกับการใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง เมื่อทานตะวันมีใบจริง 6-7 คู่ ทำรุ่นพร้อมกับใส่ปุ๋ยและพูนโคนต้นไปด้วย

***ในแปลงที่มีปัญหาวัชพืชขึ้นรบกวน ควรทำการกำจัดวัชพืชเพื่อป้องกันการแย่งอาหารและความชื้นในดิน ตั้งแต่ต้นยังเล็กหรือใช้สารเคมีคุมกำเนิดหรือใช้สารเคมีคุมกำเนิดพวกอะลาคลอร์ หรือเมโธลาคลอร์ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ดก่อนที่จะงอกในอัตรา 300-400 ซีซี ผสมน้ำ 4 ปิ๊บ สำหรับฉีดพ่นในเนื้อที่ปลูก 1 ไร่ โดยฉีดให้สม่ำเสมอกันสามารถคุมการเกิดวัชพืชได้นานถึง 2 เดือน และควรใช้แรงงานคน สัตว์ หรือเครื่องทุ่นแรง ทำรุ่นได้ตามความจำเป็น

ข้อควรระวัง :

- ห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอะทราซีนในทานตะวันโดยเด็ดขาด

การให้ผลผลิต :

การปลูกทานตะวันในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการบำรุงรักษาดีจะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัมต่อไร่ แต่โดยเฉลี่ยประมาณไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัมต่อไร่

++ โรคทานตะวัน ++

1.โรคใบและลำต้นไหม้อัลเทอร์นาเรีย


ลักษณะอาการ โรคนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันเช่นอาจเรียกว่า โรคใบและลำต้นจุด หรืออาจเรียก โรคใบจุด หรือโรคลำต้นไหม้ โดยโรคนี้สามารถเข้าทำลายทานตะวันได้ทุกระยะตั้งแต่เป็นต้นกล้าถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยจะสามารถสังเกตอาการไดัดังนี้

อาการที่ใบ - จะพบแผลสีน้ำตาลเข้ม ถ้าพืชมีอายุน้อยจะพบบริเวณสีเหลืองล้อมรอบแผล มักพบอาการที่บริเวณใบแก่ (ใบล่าง) มากกว่าใบอ่อน (ใบส่วนบน) ถ้าสภาพอากาศเหมาะสม เช่น ฝนตก อากาศชื้น จะทำให้แผลขยายใหญ่ไหม้ลุกลามติดกัน ทำให้ใบแห้งตาย

อาการที่ลำต้น - แผลที่ลำต้นมักจะบุ๋มลึกลงไปและทำให้ลำต้นเกิดรอยแตกแยกตรงกลางแผนเหล่านั้น

อาการที่ก้านใบ - จะทำให้ก้านใบหักพับเสียหาย

อาการในระยะออกดอก - ทำให้กลีบดอกเกิดจุดแผลกลมเล็ก ฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลเข้ม ซึ่งต่อมาแผลจะขยายยาวเป็นรูปกระสวย ทำให้กลีบดอกเน่าและร่วงก่อนกำหนด

อาการที่ฐานรองดอก - จะเกิดเป็นจุดแผลมีลักษณะทั้งค่อนข้างกลมและรีแผลเหล่านี้จะบุ๋มลึกลงไปในเซลล์พืช ทำให้เกิดอาการเน่าสีน้ำตาลเข้มไปทั้งจานดอก รวมทั้งเมล็ดจะเกิดเป็นโรค เมล็ดเน่าหรือจานดอกเน่า

การป้องกันกำจัด

1. ควรจัดเลือกเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่เก็บเกี่ยวได้จากต้นแม่พันธุ์ที่ไม่เป็นโรค เพื่อนำไปใช้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์ปลูก

2. ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีก่อนปลูกทุกครั้ง เช่น แคปแทน, อิโพรไดออน, อิมาซาลิล อัตราสารออกฤทธิ์ประมาณ 0.2% ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม

3. ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอยกับพืช และอย่าปลูกให้ระยะแน่นเกินไป

4. ถ้าหากสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราทุก 7-20 วันควบคู่ไปด้วย สารเคมีที่ใช้ได้ผลดีหรืออิโพรไดออน, อิมาซาลิล และแมนโคเซบ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยในการใช้ให้ใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งใน 2 ชนิดแรกผสมกับแมนโคเซบ หรือแยกฉีดพ่นสลับกันไปแต่ละชนิดจะให้ผลดีในการลดความรุนแรงของโรคได้

2. โรคโคนเน่าหรือลำต้นเน่า

ลักษณะอาการ พบว่ามีการเข้าทำลายทานตะวันได้ทุกระยะ และจะพบมากกับต้นที่โตเต็มที่มากกว่าต้นอ่อน หากดินมีความชื้นสูงโรคจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ระบบรากถูกทำลายจนกระทั่งเหี่ยวแห้งตาย เชื้อโรคนี้มีการแพร่ระบาดทางดินเป็นหลัก ดังนั้นจึงพบการเข้าทำลายตามบริเวณรากและโคนต้น โดยโรคทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเน่าแห้งเป็นสีดำและเนื้อเยื่อยุบตัวลง ใบเหลืองจะแสดงอาการเหี่ยวก่อนที่จะตายไปทั้งต้น หากสังเกตบริเวณโคนต้น จะมีเส้นใยสีขาวหบายเจริญแทรกอยู่ระหว่างอณูของดินแล้วลุกลาม ไปจับตามรากเมื่อถอนต้นที่เป็นโรคขึ้นมารากจะหลุดแยกออกจากโคนต้น และเห็นรอยเน่าลงไปถึงรากได้ชัดเจน

การป้องกันกำจัด

1. เมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้วควรไถกลบหน้าดินให้ลึก

2. ควรปลูกพืชหมุนเวียนที่ทนทานต่อเชื้อราชนิดนี้ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง

3. ปลูกทานตะวันให้มีระยะเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดร่มเงาครึ้มตามบริเวณโคนต้น และจะช่วยให้มีลมพัดผ่านระหว่างต้นพืชทำให้ผิวดินแห้งยากต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้โอกาสที่จะแพร่ไปสู่ต้นอื่นก็ยากขึ้นด้วย

4. ใช้สารเคมีคลุกเมล็ดก่อนปลูก เพื่อป้องกันการเข้าทำลายระยะต้นอ่อน


แมลงศัตรูทานตะวัน :

1. หนอนเจาะสมอฝ้าย


ลักษณะอาการ หนอนจะกัดกินบริเวณจานดอกมากกว่าส่วนของใบ โดยจะกัดกินกลีบดอกกลีบเลี้ยงทำให้ไม่มีกลีบดอกสีเหลืองในการช่วยดึงดูดแมลง เช่น ผึ้งมาผสมเกสรจึงทำให้การติดเมล็ดลดลงและมีเมล็ดลีบมากขึ้น นอกจากนั้นหนอนยังกัดกินส่วนของเมล็ดด้วย ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก

การป้องกันจำกัด

1. ควรหลีกเลี่ยงการปลูกทานตะวันตามหลังพืชที่เป็นอาหารของหนอนเจาะสมอฝ้ายเช่น ฝ้ายหรือข้าวโพด หากจำเป็นต้องปลูกควรทำการไถกลบเศษซากพืชให้ลึกก่อนปลูก

2. ควรหมั่นตรวจดูแลไร่ทานตะวันอยู่เสมอ หากพบว่ามีแมลงศัตรูธรรมชาติไม่ควรฉีดพ่นสารเคมี

3. เมื่อมีความจำเป็น ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีดังต่อไปนี้ ซิฮาโลตรินแอล, ไตรอะโซฟอส, โคลปิไรฟอส อย่างใดอย่างหนึ่ง

2. หนอนกระทู้ผัก

ลักษณะอาการ หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและแทะกินเฉพาะผิวใบพืช เหลือไว้แต่เส้นใบเมื่อผิวใบแห้งแล้วจะเห็นเป็นสีขาว ๆ สังเกตได้ง่ายมาก ซึ่งเป็นลักษณะการเริ่มทำลายของหนอนกระทู้ผัก และเมื่อหนอนโตขึ้นจะกัดกินใบพืชได้ปริมาณมากและรวดเร็ว ทำให้ใบขาดเป็นรู ๆ ทั่วทั้งต้น นอกจากนั้นยังพบว่าหนอนชอบทำลายส่วนของกลีบดอกและใบเลี้ยง ทำให้ไม่เป็นที่ดึงดูดของแมลงช่วยผสมเกสร เป็นผลทำให้เมล็ดลงลงและเมื่อ ทานตะวันติดเมล็ดแล้วหนอนวัยโตจะเจาะกินเมล็ดในจานดอกอีกด้วยหนอนกระทู้ผัก นี้มักจะหลบลงดินหาที่ซ่อนตัวในเวลากลางวัน

การป้องกันกำจัด

1. ควรหมั่นตรวจดูแลไร่อยู่เสมอ ถ้าพบลักษณะการทำลายของหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ ซึ่งยังรวมกันเป็นกลุ่มก็ให้เก็บทำลายเสีย

2. ควรทำความสะอาดแปลงและพรวนดิน เพื่อทำลายวัชพืชและดักแด้ของหนอนชนิดนี้ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน

3. เมื่อพบว่าใบถูกทำลายประมาณ 50% ในระยะออกดอกและติดเมล็ด ควรพ่นด้วยสารกำจัดแมลงดังต่อไปนี้ ไตรโซฟอส, ซิฮาโลตริน แอลเมธามิโดฟอส หรือ เอนโตซัลแฟน อย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสารเคมีดังกล่าวข้างต้นมีพิษร้ายแรง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

3. หนอนมวนใบส้ม

ลักษณะอาการ ถ้ามีระบาดในระยะต้นกล้าจะทำให้ต้นกล้าตายได้ แต่ถ้าระบาดในระยะที่พืชโตแล้วจนถึงระยะออกดอก จะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง หนอนเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยชักใยบาง ๆ คลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจึงกระจายตัวกันออกไปเพื่อหาม้วนใบพืชหรือชักใยดึงเอาหลาย ๆ ใบมาห่อรวมกัน แล้วอาศัยกินอยู่ในใบที่ม้วนนั้นจนเหลือแต่เส้นใบ เสร็จแล้วหนอนก็จะเคลื่อนย้ายไปม้วนใบอื่นต่อไปนอกจากนั้นยังทำลายตากิ่งหรือตาดอกอีกด้วย

การป้องกันกำจัด

1. เมื่อพบว่ามีหนอนอาศัยกัดกินใบที่ม้วนนั้น ปริมาณไม่มากนักก็ให้เก็บทำลายเสีย

2. เมื่อตรวจพบว่ามีการทำลายมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีก็ให้ ใช้สารเคมีเช่นเดียวกับหนอนเจาะสมอฝ้าย

4. หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด

ลักษณะอาการ โดยหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดจะเจาะเข้าทำลายลำต้นทานตะวันตั้งแต่ยังไม่ออกดอก หนอนชนิดนี้จะเจาะทำลายตั้งแต่ 1-5 รูต่อต้น ทำให้จานดอกเล็กลง ในระยะออกดอกติดเมล็ดจะพบเข้าทำลายบริเวณใกล้ ๆ กับจานดอกทำให้ก้านดอกหัก หรือเจาะทำลายส่วนหลังของจานดอก โดยตรงทำให้ดอกไม่ติดเมล็ดและจานดอกเน่าเสียหายมาก ซึ่งจะทำให้ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัด

1. การปลูกทานตะวันตามหลังข้าวโพดควรเก็บทำลายเศษซากต้นข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยและระบาดของหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด

2. ใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมประชากรของหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หรือถ้าสำรวจพบกลุ่มไข่ของหนอนผีเส้นชนิดนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่ม ๆ ละ ประมาณ 20-30 ฟอง วางซ้อนเรียงกันคล้ายเกล็ดปลา ผิวเรียบเป็นมัน จำนวน 15 กลุ่มต่อ 100 ต้นให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดแมลง ซัลโปรฟอส, เดลตาเมทริน, ไตรฟลูมูรอน ฯลฯ


สัตว์ศัตรูทานตะวัน :

นก หนู และอื่น ๆ นับว่าเป็นศัตรูสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำความเสียหายให้แก่ทานตะวัน โดยเฉพาะในแหล่งปลูกใหญ่ ๆ ฉะนั้นเกษตรจะต้องหมั่นออกสำรวจตรวจแปลง เสมอเมื่อพบว่ามีการระบาดก็ให้รีบทำการป้องกันกำจัด โดยวิธีกลคือการวางกับดัก การล้อมตี เป็นต้น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-28°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
25-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×