ข้าว
วงจรข้าว
การปลูกข้าวแบบล้มตอซัง
20 สิงหาคม 2551
9,665
ข้าวเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาช้านาน เพราะข้าวเป็นทั้งพืชอาหารหลักของประชากร และเป็นสินค้าส่งออก ที่สามารถนำรายได้ให้กับประเทศปีละมาก ๆ แต่ในปัจจุบันการผลิตข้าวต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ข้าวมีราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จากภาวะของอุปทานข้าวในตลาดโลกที่มีอยู่มาก และต้นทุนการทำนาอยู่ในระดับสูงจากอัตราค่าจ้างแรงงาน และราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นโดยจะเห็นได้จากต้นทุนการผลิตข้าวนาปรัง ปี 2539-2541 เฉลี่ยแล้วเป็นเงิน 1,997 2,152 และ 2,157 บาท ต่อไร่ ตามลำดับ และได้รับผลผลิตจำนวน 721 663 และ 676 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นรายได้ 3,237 4,562 และ 3,390 บาทต่อไร่ ตามลำดับ ต้นทุนส่วนใหญ่นั้นเป็นต้นทุนผันแปร ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าสารเคมี ปุ๋ย และค่าจ้างแรงงาน
ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ชาวนาต้องประสบกับสภาพของการขาดทุนอยู่ทุกวันนี้ หนทางในการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้ และเห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัดที่สุดคือ ความพยายามใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการทำนาให้น้อยลง เพื่อให้เกษตรผู้ทำนามีโอกาส และมีกำไรจากการทำนาเพิ่มขึ้นบ้าง การทำนาล้มตอซังถือเป็นทางออกที่ชัดเจนที่สุด สำหรับลดต้นทุนการทำนาในขณะนี้

" การปลูกข้าวแบบล้มตอซัง "เป็นเทคโนโลยีชาวบ้านซึ่งเกิดจาก " ภูมิปัญญาท้องถิ่น "(Local Wisdom หรือ Indigenous Knowledge)เกษตรกรเป็นผู้ค้นพบโดยบังเอิญ มีเทคนิคและวิธีการปฏิบัติโดยไม่ต้องเตรียมดิน และไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก อาศัยหลักการปฏิบัติ โดยเกลี่ยฟางข้าวให้กระจายทั่วแปลง และย่ำตอซังให้ราบติดกับพื้นนา ในขณะที่ดินต้องมีความชื้นหมาด ๆ การปลูกข้าวด้วยวิธีนี้เกษตรกรบางพื้นที่เรียกว่า " การปลูกข้าวด้วยตอซัง " และนักวิชาการด้านข้าวเรียกว่า " การปลูกข้าวข่มตอ "(Lodge Ratoon Rice) ที่มาของการปลูกข้าวแบบล้มตอซัง

ในปี 2539 นายละเมียด ครุฑเงิน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 9 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เป็นเกษตรกรที่ชั่งสังเกต และสะสมประสบการณ์จากการทำนามาเป็นเวลานาน ได้สังเกต เห็นว่าตอซังของข้าวที่ถูกล้อรถเก็บเกี่ยว (combine) เหยียบย่ำล้มลงราบกับพื้นนาในขณะที่ดินมีความชื้นหมาด ๆ คือ ไม่แห้งและเปียกเกินไป หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จประมาณ 7 - 10 วันนั้นจะมีหน่อข้าวแทงขึ้นมาจาก โคนตอซังในส่วนที่ติดอยู่กับดินและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ดินยังมีความชื้นเพียงพอ ในขณะที่ตอซังข้าวที่ไม่ถูกล้อรถเก็บเกี่ยวทับ ก็จะมีหน่อแตกงอกออกจากข้อของต้นตอซังข้าว แต่สังเกต เห็นว่าหน่อข้าวนี้จะงอกช้ากว่า และมีขนาดเล็กกว่าหน่อที่งอกออกจากตอซังที่ล้มลง ด้วยล้อรถเก็บเกี่ยวทับอย่างมาก


ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองต่อความอยากรู้ของเกษตรกรเอง และคิดว่าหากสามารถปลูกข้าวจากตอได้ ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนการทำนาได้หลายอย่าง เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ค่าเตรียมดิน นายละเมียด ครุฑเงิน จึงได้ทำการทดสอบ 4ฤดูการผลิตโดยใช้ข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1ผลปรากฏว่า ได้ผลผลิตสูงไม่แตกต่างจากการใช้เมล็ดหว่าน ซึ่งวิธีการปลูกข้าวเช่นนี้เกษตรกรเรียกว่า " การปลูกข้าวด้วยตอซัง " ปี 2543 มีเกษตรกรในอำเภอลาดหลุมแก้วหลายรายทำนาตามกรรมวิธีของ นายละเมียด ครุฑเงิน รวมพื้นที่ 45,000 ไร่/ฤดูการผลิต และยังได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรจังหวัดอื่นๆ เช่น สิงห์บุรี ชัยนาท เป็นต้น


ขั้นตอนและวิธีการปลูกข้าวตอซัง

1. แปลงนาต้องสม่ำเสมอ

2. ต้นข้าวที่ปลูกครั้งแรกด้วยเมล็ดต้องแข็งแรงปราศจากโรคแมลง

3. เก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง โดยระบายน้ำออกจากแปลงนา ให้ดินมีความชื้นเหมาะสม (หยิบดินในแปลงนาปั้นเป็นลูกกระสุนได้)

4. หลังเก็บเกี่ยว กระจายฟางคลุมตอซังทั่วแปลงนา ทำการย่ำต่อซัง และฟางที่คลุมให้ราบเรียบ อย่าให้ตอซังกระดกขึ้น (เพื่อป้องกันตอซังกระดกขึ้นมา หน่อข้าวจะงอกข้อที่ 2-3 หรือปลายตอซัง) จึงควรย่ำในช่วงเช้ามืด ดินมีความชื้น ตอซังและฟางนิ่ม ย่ำง่าย โดยใช้ลูกทุบ (อีขลุบ) ใช้ล้อเหล็กของรถไถเดินตาม หรือล้อขนาดเท่ากับมัดติดกัน 5ล้อ ลากย่ำ

5. หลังย่ำตอซังเกษตรกรต้องตรวจสอบว่าฟางที่คลุมจุดใดหนาให้เอาออก คลุมบาง ๆ ปล่อยทิ้งไว้รอจนกว่าหน่อข้าว (ที่เกิดจากกกข้าว) งอกเจริญ มี 2-3ใบ (อายุประมาณ 15วัน นับจากวันย่ำฟาง) จึงสูบน้ำเข้าแปลงนา พอแฉะ (อย่าให้น้ำมากจะทำให้ฟางที่คลุมลอย)

6. หลังระบายน้ำเข้า 1วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 (ปุ๋ยยูเรีย) อัตรา 15-20กก./ไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และเร่งขบวนการย่อยสลายของตอซังและฟาง รักษาน้ำในนาไม่ให้รั่ว เพื่อไม่ให้ปุ๋ยที่ใส่สูญหาย

7. หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรกประมาณ 10-12วัน ระบายน้ำออก (เพื่อลดปัญหาการเกิดก๊าซซึ่งจะทำให้ใบเป็นสีส้ม ในระยะที่ฟางย่อยสลาย) ปล่อยให้ดินแห้ง 3-4 วัน ต้นข้าวจะมีรากงอกออกมา จึงสูบน้ำเข้าแปลงนาในระดับปูคลาน (5 ซม.) ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ หรือใช้ปุ๋ยสูตร 18-12-6 หรือ 16-128 อัตรา 35กก./ไร่ ในกรณีปลูกข้าวติดต่อกันไม่มีเวลาหยุดพักเป็นเวลานานเพื่อชดเชยธาตุ P ที่ต้นข้าวใช้ไป

8. ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า สูตร 46-0-0อัตรา 7-10กก./ไร่ หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรก 10-12วัน(ตามข้อ 7)

9. หลังใส่ปุ๋ยแต่งหน้า (ตามข้อ 8) เพิ่มระดับน้ำในนาสูง 10-12ซม. ควบคุมระดับน้ำไว้จนกว่ารวงข้าวเริ่มก้ม เมล็ดปลายรวงเริ่มเหลือง จึงระบายน้ำออกจากแปลงนา เพื่อเตรียมการเก็บเกี่ยว

ข้อดีของการปลูกข้าวแบบล้มตอซัง

1.ผลผลิต 800 - 900 กก./ไร่ ขณะที่อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน
2.ลดค่าเตรียมดินประมาณ 150 บาท/ไร่
3.ลดค่าเมล็ดพันธุ์ 300 - 400 บาท/ไร่
4.ลดค่าสารเคมีควบคุมและกำจัดวัชพืช 80 - 100 บาท/ไร่
5.ลดค่าสารเคมีกำจัดหอยเชอรี่ 60 - 80 บาท//ไร่ ซึ่งการปลูกข้าวล้มตอซังนี้จะช่วยป้องกันหอยเชอรี่กัดกินโคนข้าวได้ เพราะได้มีการใช้ฟางคลุมดินปิดโคนข้าวไว้และพื้นนามีความชื้นหมาด ๆ ไม่มีน้ำให้หอยเชอรี่อาศัยอยู่ได้นั่นเอง
6.ลดต้นทุนรวมทั้งสิ้น 500 - 700 บาท/ไร่ หรือ 30 - 40 % ของต้นทุนทั้งหมด

สรุป

การทำนาข้าวล้มตอซังนี้ ยังไม่ได้มีการระบุแน่ชัดทางวิชาการลงไปว่า เกษตรกรควรจะทำการผลิตไปกี่ตอ หรือควรจะหยุดการผลิตที่ตอใด จึงจะได้ผลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทางเศรษฐศาสตร์ แต่นักวิชาการบางท่านและเกษตรกรบางราย ต่างให้ความเห็นว่าการทำนาข้าวด้วยวิธีนี้ ไม่ควรผลิตเกินตอที่ 2 (CroP3) เพราะจะเป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดินมากเกินไป ควรจะมีการบำรุงดินและให้ดินมีโอกาสพักตัวบ้าง เพื่อให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีเสถียรภาพสูงสุด ในขณะที่เกษตรกรบางรายสามารถผลิตข้าวต่อไปในตอที่สูงขึ้น (มากกว่าตอ 2 หรือ CroP3) โดยอาศัยการดูแลจัดการที่เข้มงวด ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้นั่นก็อาจจะสามารถรักษาระดับผลผลิตเดิมได้
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
23-29°C
นครราชสีมา
25-31°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-35°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×