สวนเงินไร่ทอง
การผลิตข้าวโพดฝักสด
ทีมรักบ้านเกิด 28 กรกฏาคม 2551
ข้าวโพดฝักสดได้แก่ ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน ข้าวโพดข้าวเหนียว และข้าวโพดคั่ว เป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้เวลาการผลิตสั้น ใช้สารเคมีน้อย ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน ทั้งเพื่อการบริโภคสดในประเทศ และอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก ประเทศไทยส่งออกข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวานเป็นอันดับ 1 และ 4 ของโลก ตามลำดับ
แชร์
20,879
ตารางที่ 1 : แสดงผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อน 7 สายพันธุ์

ที่มตาราง :
* ข้อมูลรับรองพันธุ์และแนะนำพันธุ์
** ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร
*** ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ปัญหาของพืช ข้อจำกัดและโอกาส :

- ข้าวโพดฝักสดเป็นพืชที่ต้องเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ฝักสดที่มีคุณภาพ
ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้ปุ๋ยเคมี และแรงงานจำนวนมาก ต้องปลอดการปนเปื้อนสารเคมี

- ขาดพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิต มีคุณภาพสูง และต้านทานโรคราน้ำค้าง คุณภาพเป็นตัวกำหนดราคา พันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิต และมีคุณภาพต่ำ ไม่ตรงตาม ความต้องการของตลาด เช่น ขนาดฝักไม่ได้มาตรฐาน ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้างโดยเฉพาะข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียวขาดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อชลอการสูญเสียคุณภาพ

สถานการณ์การผลิตข้าวโพดฝักอ่อน :

- ปี 2544 ประเทศไทยส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยส่งไปขายตลาดเอเซีย ยุโรป และอเมริกา มีโรงงานอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋องกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ละโรงงานมีกำลังการผลิตสูง และมีความต้องการวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้นทุกปี เกษตรกรจะปลูกข้าวโพดฝักอ่อนหมุนเวียนตลอดทั้งปี

- ปี 2544/45 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูก 231,862 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 219,424 ไร่ ได้ผลผลิตทั้งเปลือกรวม 286,883 ตัน และีผลผลิตเฉลี่ย 1,307 กิโลกรัมต่อไร่ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ (สถิติการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน)


ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวโพดฝักอ่อน :

- งานวิจัย จำนวน 7 พันธุ์ อยู่ระหว่าง 295-306 กิโลกรัม/ไร่
- เกษตรกร อยู่ระหว่าง 150-200 กิโลกรัม/ไร่

ข้าวโพดหวาน :

- ประเทศไทยส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ใน2543/44 มีพื้นที่เพาะปลูก 231,003 ไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน 208,936 ไร่ พื้นที่ปลูกมีแนวโน้มลดลงขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีผลผลิตรวม 384,961 ตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 1,992 กิโลกรัมต่อไร่

- สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวโพดเทียน ข้าวโพดข้าวเหนียว และข้าวโพดคั่ว ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในปี 2541/42 มีพื้นที่รวม 189,427 ไร่ ได้ผลผลิต 252,330 ตัน ในปี 2542/43 มีพื้นที่ปลูก เพิ่มขึ้นเป็น 207,691 และได้ผลผลิต 236,026 ตัน ส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ ทำรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 10,000-20,000 บาท/ไร่/ปี

ผลผลิตเฉลี่ยข้าวโพดหวาน :


- งานวิจัยจำนวน 4 พันธุ์ อยู่ระหว่าง 1,500-1,950 กก./ไร่

- เกษตรกร อยู่ระหว่าง 1,200-1,300กก./ไร่

ตารางที่ 2:แสดงผลผลิตของข้าวโพดหวาน
ที่มา :
* ข้อมูลแนะนำพันธุ์
** ข้อมูลการผลิตในไร่เกษตรกร
*** สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

การตลาด :

- การส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนในช่วงปี 2542-2544 มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 54,701-66,005 ตัน และ 1,496-1,969 ล้านบาทตามลำดับ ปริมาณการส่งออกในรูปบรรจุกระป๋องเพิ่มจาก 51,669 ตัน ในปี 2542 เป็น 61,461 ตัน ในปี 2544 มีมูลค่าเพิ่มจาก 1,432 เป็น 1,784 ล้านบาท ส่วนปริมาณการส่งออกในรูปฝักสดแช่แข็ง เพิ่มจาก 3,302 ตัน ในปี 2542 เป็น 4,544 ตัน ในปี 2544 คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 63.5 ล้านบาท ในปี 2542 เป็น 184.9 ล้านบาท ในปี 2544

- การส่งออกข้าวโพดหวานในช่วงปี 2542-2544 มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 27,625-37,053 ตัน และ 683-1,028 ล้านบาท ตามลำดับ


ราคาผลผลิต :

- ราคาที่เกษตรกรขายข้าวโพดฝักอ่อนได้ในปี 2544/45 เฉลี่ย 3.17 บาทต่อกิโลกรัม

- ส่วนข้าวโพดหวานโรงงานอุตสาหกรรมประกันราคารับซื้อข้าวโพดหวานกิโลกรัมละ 3.50 บาท


สถานภาพงานวิจัย(ข้าวโพดฝักสด)

- ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน/ข้าวเหนียว และข้าวโพดคั่ว


ข้าวโพดฝักอ่อน :

- มีศักยภาพสูงเพราะปลูกง่าย ใช้เวลาผลิตสั้น ใช้สารเคมีน้อย อุตสาหกรรมข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องเริ่มเมื่อปี 2501 และมีการส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องในปี 2511 กรมวิชาการเกษตรได้เริ่มพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนในปี 2519 และได้พันธุ์แนะนำ พันธุ์รังสิต 1 ในปี 2524 และพันธุ์เชียงใหม่ 90 ในปี 2533 การพัฒนาพันธุ์ ข้าวโพดฝักอ่อนที่ผ่านมาเป็นพันธุ์ผสมเปิด ซึ่งมีผลผลิตค่อนข้างต่ำ ทำให้มีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมข้าวโพดฝักอ่อนซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ในปี 2545 ผลการวิจัยด้านปรับปรุงพันธุ์ได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพไว้ได้แก่พันธุ์สังเคราะห์ SKB 2 ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 90 ประมาณ
15-32 % ด้านเทคโนโลยีการผลิตพบว่าการถอดดอกตัวผู้จะทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น 10-12 %

ข้าวโพดหวาน :

- กรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มปรับปรุงพันธุ์อย่างเป็นระบบ เมื่อปี 2511 ภายใต้ความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ในปี 2515 ได้พันธุ์แนะนำ ฮาวายเอียน ซูเปอร์สวีท ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับสี่ของโลกในปี 2545 จากงานปรับปรุงพันธุ์ลูกผสม ข้าวโพดหวาน (ยีนบริทเทิล) ให้ต้านทานโรคราน้ำค้างพบว่ามีลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูง และมีความต้านทานโรคจำนวน 3- 4 สายพันธ์ ซึ่งจะขอรับรองพันธุ์ต่อไป ส่วนงานด้านอารักขาพืช ได้เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดหนอนเจาะลำต้น และหนอนเจาะฝัก


ข้าวโพดเทียน/ข้าวโพดข้าวเหนียว :

- ในปี 2542 ได้พันธุ์ข้าวโพดเทียน สุโขทัย 1 ปัจจุบันได้มีงานพัฒนาประชากรเพื่อต้านทานโรคราน้ำค้างและงานปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลผลิตสูง พบว่า พันธุ์ข้าวโพดเทียนสีเหลืองให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุโขทัย 1 ประมาณ 50 % ยังไม่พบพันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้าง งานวิจัยการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดคั่ว ได้มีการปรับปรุงประชากรให้มีคุณภาพการคั่วที่ดี มีทรงต้นและขนาดเมล็ดสม่ำเสมอ และให้ผลผลิตสูง


แผนงานวิจัยข้าวโพดฝักสดในอนาคต :

- สำหรับงานปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสด นอกจากจะคัดเลือกพันธุ์ให้ได้ผลผลิตและมีคุณภาพสูงตามมาตราฐานตามความต้องการของตลาด และโรงงานแปรรูป ต้านทานโรคราน้ำค้างแล้ว จะพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่นข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง บริโภคสด และทำน้ำนมข้าวโพด ข้าวโพดฝักอ่อนพันธุ์ที่มี ดอกตัวผู้ เป็นหมันซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และข้าวโพดคั่วพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการคั่วด้วยไมโครเวฟ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการจัดการดิน น้ำ ปุ๋ย วัชพืช ให้เหมาะสมสำหรับข้าวโพดแต่ละชนิด ในแหล่งปลูกต่างๆ

พันธุ์ข้าวโพด :

1. ข้าวโพดฝักอ่อน

2. ข้าวโพดหวาน

1. พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน

การเลือกพันธุ์

- ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามที่โรงงานหรือตลาดต้องการ

- เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ


พันธุ์ที่นิยมปลูก : พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้า มี 3 กลุ่ม


1.1. พันธุ์ลูกผสม ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 6 พันธุ์่

- เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก
ความสูงต้น ความสูงฝัก อายุถึงวันออกดอกตัวผู้และวันออกไหม วันเริ่มเก็บเกี่ยว และช่วงเวลา
เก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด และเป็นที่ต้องการของตลาดและโรงงาน
ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

- เมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 60 - 90 บาท


1.2.พันธุ์ผสมเปิด

- ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม

- ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

- เมล็ดพันธุ์ราคาถูกกว่าพันธุ์ลูกผสม คือ ราคากิโลกรัมละ 10 – 20 บาท

- พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 2 พันธุ์ (แสดงในตาราง)

ตารางแสดงลักษณะประจำพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน

ตารางที่ 3 : แสดงพันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 2 พันธุ์
1/ไม่ต้องถอดช่อดอกตัวผู้เนื่องจากเป็นหมัน

2/ สัดส่วนของผลผลิตทั้งเปลือก:ผลผลิตฝักอ่อนปอกเปลือก


1.3. พันธุ์อื่น ๆ

พันธุ์รังสิต 1

พันธุ์ : รังสิต 1
วันที่รับรอง : 28 กันยายน 2524
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

ประวัติ :

- ได้นำเชื้อพันธุกรรมมาจากแหล่งต่าง ๆ ในปี พ.ศ.2519 ผสมเข้าด้วยกันตามการคาดคะเนว่าจะให้ได้พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นจำนวน 147 พันธุ์ ในปี พ.ศ. 2520 แล้วนำไปทดสอบเปรียบเทียบและคัดเลือกพันธุ์ในสถานี

- ทดลองและในไร่กสิกรที่เป็นแหล่งปลูกข้าวโพดฝักอ่อนในท้องถิ่นต่าง ๆ 4 ปี พบว่าได้พันธุ์ข้าวโพดไร่ที่ดีกว่าข้าวโพดพันธุ์ ต่าง ๆ ที่กสิกรใช้ปลูกมาแล้ว โดยให้ผลผลิตสูงกว่ามีคุณภาพดีกว่า ได้มาตรฐานตามที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

ลักษณะทางการเกษตร :

- เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูก เพื่อเก็บฝักอ่อน อายุเก็บเกี่ยว 110 - 120 วันให้ผลผลิตสูง น้ำหนักสดของฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้วประมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงต้นและการเจริญเติบโตแข็งแรงดี ขนาด สี ตลอดจนรูปร่างของฝักสด ที่ปอกเปลือกแล้วได้มาตรฐานสูง ตรงตามความต้องการของตลาด ( ขนาด 1.0 - 1.5 x 4.0 - 9.0 ซม.) ให้จำนวนฝัก 2 -3 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักสด 1 กิโลกรัม จะมีฝักอ่อนปอกเปลือกแล้ว 12 - 13 ฝักแนะนำสำหรับเกษตรกรในเขตเกษตรก้าว
หน้าที่มีการชลประทานดีปลูกเป็นการค้า และเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง

ลักษณะดีเด่น :

- ผลผลิตสูง ลำต้นแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือกต่อไร่สูง ให้น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้วต่อไร่สูง ต้นมีการเจริญเติบโตแข็งแรงดี

ข้อจำกัด :

- สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หากพื้นที่นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์พอเพียง

ผลผลิต :

- น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก 800 - 1,000 กก./ไร่ น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้ว100 - 175 กก./ไร่

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการผลิตข้าวโพดฝักสด :

- ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย

- ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์

- มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน

- การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

- ระดับหน้าดินลึก 25 - 30 เซนติเมตร

- ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5 - 6.8

- อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24 - 35 องศาเซลเซียส

- ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี


ระบบการปลูก ข้าวโพดฝักสด :

แหล่งปลูก:

- ปลูกในแปลงนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี

- สภาพพื้นที่ เป็นที่ราบ มีการระบายน้ำดี

- ลักษณะดินที่เหมาะสม ข้าวโพดสามารถจะปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบาบน้ำดี

- สภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ 20-30องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืน 15-18 องศาเซลเซียส

วิธีการปลูก :

- ไถเตรียมดิน 2 ครั้ง แล้วยกร่องปลูกขนาด 75 เซนติเมตร

ระยะปลูก :

- ข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าวเหนียวใช้ระยะปลูก 75 x 25 เซนติเมตร จำนวน 1 ต้นต่อหลุม หรือใช้

ระยะระหว่างหลุม :

- 50 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้นต่อหลุม อัตราเมล็ดพันธุ์ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

- ข้าวโพดเทียน ใช้ระยะปลูก 50 x 30 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้นต่อหลุมใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 3 กิโลกรัมต่อไร่

- เมื่อต้นมีอายุ 12-15 วัน ควรถอนแยกให้เหลือจำนวนต้นตามต้องการ


การดูแลรักษา :


1. การใส่ปุ๋ยอินทรีย์

- อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ เพื่อปรับปรุงสภาพดินโดยหว่านแล้วไถกลบในช่วงการไถเตรียมดิน

2.การใส่ปุ๋ยเคมี

- ในดินปลูกที่ค่อนข้างร่วนทราย ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมพร้อมปลูกและใส่ยูเรียอีกครั้งในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 45 วัน ในพื้นที่ปลูกที่เป็นดินเหนียวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมพร้อมปลูก และใส่ยูเรียอีกครั้งในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 45 วัน

3. การให้น้ำ

- ทุก 5-7 วัน หรือเมื่อใบเริ่มห่อเหี่ยว ระวังอย่าให้แฉะหรือปล่อยให้น้ำแห้งจนเกินไป ในระยะข้าวโพดติดฝักไม่ควรให้ขาดน้ำเพราะจะทำให้การติดฝัก

4. การป้องกันกำจัดโรคที่สำคัญ

- โรคราน้ำค้าง คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยเมทาแลกซิล เมื่อพบต้นเป็นโรคให้ถอนและเผาทำลาย

- โรคใบไหม้ ใช้สารไซเน็บ มาเน็บ ฉีดพ่นทุก 7 วัน จำนวน 3-4 ครั้ง เมื่อโรคระบาด


5.การป้องกันกำจัดแมลงที่สำคัญ

- หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด ใช้สารฆ่าแมลง คาร์โบฟูแรน หยอดเมื่อข้าวโพดอายุ 30 และ 45 วัน ส่วนระยะออกดอกใช้ ไตรฟลูมูรอน หรือ ดีคามีทริน ฉีดพ่น

- หนอนเจาะสมอฝ้าย ใช้สารฆ่าแมลง เช่น เมทโธมิล ฉีดพ่น เฉพาะฝักข้าวโพด


การเก็บเกี่ยว :

- เมื่อไหมของฝักเริ่มแห้ง สุ่มฉีกเปลือกฝัก 2-3 ฝักเพื่อดูว่าเมล็ดเต่งเต็มที่หรือยัง หรือเมื่ออายุ 65-70 วัน


เทคนิคการปลูกข้าวโพดฝักสดที่ให้คุณภาพดี :

- ปลูกต่างพันธุ์แยกห่างกันอย่างน้อย 500 เมตรหรือปลูกเหลื่อมเวลา โดยปลูกพันธุ์เบาก่อน 7 ถึง 14 วัน

- เก็บเกี่ยวให้ถูกเวลา เก็บฝักสดหลังจากออกไหม (เห็นเส้นไหมโผล่พ้นปลายฝัก) แล้ว 18 วันในฤดูฝนและฤดูร้อน

- สำหรับฤดูหนาวจะเก็บช้าไปอีก 3-5 วันแล้วแต่ความหนาวเย็น ถ้าหนาวมากก็เก็บช้า

- ลดการให้น้ำลงก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 วัน จะช่วยเพิ่มความหวานให้ดีขึ้น

- ข้าวโพดฝักสดจะมีรสชาติดีที่สุด ควรรับประทานทันทีหลังหักฝัก

- เวลาเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดคือเก็บตอนเช้าตรู่ก่อนแดดออก เก็บไว้ในที่ร่มและเย็น หากต้องขนส่งทางไกลจะต้องตัดลำต้นให้ติดกับฝัก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร จะช่วยรักษาความหวานไว้ได้ประมาณ 2 วั

ผลผลิตเฉลี่ย :

- ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว 1,400 กิโลกรัมต่อไร ่ข้าวโพดเทียน 1,000 กิโลกรัมต่อไร่

เงื่อนไข :

- การปลูกเป็นพื้นที่ปริมาณมากต้องมีการวางแผนด้านการตลาดเพื่อรองรับผลผลิต

ตารางที่ 4 : ประมาณการต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนในระบบการผลิตข้าวโพดฝักสด
ที่มา : สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ,2546

การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ :


1. ข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุขวด

++ ส่วนผสม ++

- ข้าวโพดฝักอ่อน 50 ฝัก

- เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

- น้ำ 4 ถ้วยตวง

++ วิธีทำ ++

- ล้างข้าวโพดให้สะอาด ลวกในน้ำเดือดนาน 1 นาที ตักขึ้นใส่ตะแกรง พักไว้

- ลวกขวดที่จะบรรจุ คว่ำบนตะแกรงพอแห้ง บรรจุข้าวโพดลงให้แน่น

- ต้มน้ำเกลือตามส่วน พอเดือด กรองด้วยผ้าขาวบางแล้วต้มอีกครั้งให้เดือดยกขึ้นเทลงในขวดข้าวโพดที่บรรจุไว้

- ปิดฝาพอหลวม ๆ นำไปต้มในหม้ออัดความดันใช้ ความดัน 15 ปอนด์ นาน 25 นาที หรือนึ่งในรังถึงนาน 1 ชั่วโมง ทิ้งไว้ให้เย็น จึงปิดฝาขวดให้สนิท

หมายเหตุ :

- นำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น แกง ผัด

- ควรใส่สารโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ 1/4 ช้อนชา ลงในน้ำที่ใช้ลวกข้าวโพดเพื่อป้องกัน มิให้ข้าวโพดฝักอ่อนเปลี่ยนสีและช่วยป้องกันเชื้อรา


2. ข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง

กรรมวิธีการผลิต:

1.การแปรรูปข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง ทำได้โดย

2.นำข้าวโพดฝักอ่อนที่ปลอกเปลือกแล้ว มาทำความสะอาด

3.ต้มหรือลวกให้สุก โดยต้มในน้ำที่เดือดแล้ว ผสมด้วยสารละลายกรดซิตริก 0.2%

4.แช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ หรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ความเข้มข้น 0.05% นาน 10 นาที

5.แช่น้ำเย็น

6.คัดแยกเกรด

7.นำมาบรรจุในกระป๋องที่ล้างสะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว

8.เติมน้ำเกลือ ไล่อากาศ ปิดฝา

9.นำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยหม้อนึ่งความดัน ณ อุณหภูมิ 250 องศาฟาเรนไฮต์ 20 นาที

10.จากนั้นนำกระป๋องมาทำให้เย็น

11.ปิดฉลาก และบรรจุกระป๋องข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง มีมาตรฐานกำหนดชนิดผลิตภัณฑ์ตามความยาวฝัก โดยแบ่งเป็น 4 ขนาด คือ
- ฝักใหญ่ขนาด 10-13 เซนติเมตร

- ฝักกลางขนาด 7-10 เซนติเมตร

- ฝักเล็กขนาด 4-7 เซนติเมตร

- ฝักหักคละกันไม่จำกัดขนาด

- ชนิดที่ 1-3 จะมีข้าวโพดที่ผิดขนาดได้ไม่มากกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนฝักในแต่ละกระป๋อง และแบบการบรรจุ เป็นการบรรจุโดยการเติมของเหลว (Liquid pack) ส่วนประกอบหลักคือ ข้าวโพดฝักอ่อนและน้ำเกลือโดยสารเจือปนที่ยอมให้ใช้ได้คือ ผงชูรส (Monosodium glutamate monchydrate) และยอมให้มีสารปนเปื้อนจำพวกดีบุกไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

- นอกจากข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุน้ำเกลือแล้วยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น ข้าวโพดฝักอ่อนในน้ำส้มสายชูไม่ใส่เครื่องเทศ และใส่เครื่องเทศ วิธีการแปรรูปจะคล้ายกับข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุในน้ำเกลือจะต่างกันบ้างคือ ส่วนผสมในน้ำที่บรรจุ สำหรับปริมาณการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนในน้ำเกลือจะมีความต้องการมากกว่าข้าวโพดในน้ำส้มสายชู ซึ่งส่งไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

การบรรจุ:

- การบรรจุเป็นการเติมของเหลว ส่วนประกอบที่ใช้จึงเป็นข้าวโพดฝักอ่อนกับน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชู มีสารเจือปนที่ยอมให้ใช้ได้คือ ผงชูรส แลยอมให้มีสารปนเปื้อนจำพวกดีบุกไม่เกิน 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนลักษณะของฝักข้าวโพดที่จะนำไปบรรจุจะถูกกำหนดเป็นปริมาณข้อบกพร่องที่ยอมให้มีได้ต่อข้าวโพดฝักอ่อนหนึ่งกระป๋อง ดังนี้ (ฝักใหญ่ กลาง เล็ก)

ตำหนิหรือฝักที่ผิดปกติไม่เกิน 1 ฝักต่อกระป๋อง

ก้านหรือเปลือกไม่เกิน 1 ชิ้นต่อกระป๋อง

ส่วนที่หักต่อกันได้ 1 ฝักต่อกระป๋อง

ชิ้นที่เป็นเศษ 1 ชิ้นต่อกระป๋อง

หนวดหลุดจากฝักต่อกันได้ยาว 15 เซนติเมตร

- สำหรับฝักหักคละ ข้อบกพร่องเหมือนชนิดฝักใหญ ฝักกลาง และฝักเล็ก ยกเว้นไม่จำกัดจำนวนส่วนที่หักต่อกันได้ และชิ้นเศษ ส่วนปริมาณสุทธิในแต่ละกระป๋องต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90 ของความจุกระป๋อง และน้ำนักเนื้อข้าวโพดฝักอ่อนในแต่ละกระป๋องต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 42 ของน้ำหนักสุทธิ นอกจากนี้ ในส่วนที่สำคัญ อีกอย่างคือในเรื่องของพันธุ์ข้าวโพด ที่เหมาะสมในการนำมาทำเป็นฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง จะต้องมี คุณสมบัติ ดังนี้

- กลิ่นและรส ปกติข้าวโพดทุกพันธุ์จะมีกลิ่นดีและคล้ายคลึงกัน มีส่วนแตกต่างกันน้อยมาก แต่ที่สังเกตได้ชัดก็คือ ในเรื่องของรสชาติ พบว่าข้าวโพดหวาน เช่นพันธุ์ Hawaiian Sugar Super Sweep จะให้รสชาติดีกว่าข้าวโพดไร่ทั่วไป

- ลักษณะเนื้อ ให้เนื้อสัมผัสที่ดี กรอบ ไม่แข็งกระด้าง สาเหตุดังกล่าวอาจเกิดจากข้าวโพดฝักอ่อนที่แก่เกินไป นอกจากนี้ข้าวโพดฝักอ่อนที่แก่ยังมีขนาดใหญ่เกินความต้องการมีแถวการเรียงตัวของเมล็ดห่างเกินไป ทำให้ลักษณะของฝักไม่สวย

- ขนาดของฝัก ไม่ควรใช้ฝักที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป ฝักที่มีขนาดแหลม และบรรจุกระป๋องได้ผลดี เรียงฝักได้สวย คือ ฝักที่ขนาด 7-10 เซนติเมตร

- การเรียงตัวของเมล็ด มีการเรียงตัวของเมล็ดดี สม่ำเสมอ

- ลักษณะสี สีสม่ำเสมอ ภายในกระป๋องเดียวกันปกติจะใช้พันธุ์เดียวกัน เพื่อให้ได้สีเดียวกันทั้งกระป๋อง

- มีเปลือกน้อย ข้าวโพดฝักอ่อนปกติมีน้ำหนักเปลือกอยู่ประมาณ 80-90% ด้วยเหตุนี้ ทางโรงงานจึงลดอัตราการเสี่ยงด้วยการรับซื้อเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อนปอกเปลือกแล้วเท่านั้ และยังเป็นการลดค่าจ้างแรงงานในการปอกได้อีกด้วย แต่ยังมีข้อเสียคือ เรื่องแมลงเจาะทำลาย และเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลที่เนื้อบริเวณเนื้อที่สัมผัสกับอากาศในระหว่างรอการผลิต ทำให้คุณภาพลดลง และทำให้สูญเสียเนื้อจากการเน่ามากขึ้น

- ผลผลิตต่อไร่สูง จะช่วยลดราคาวัตถุดิบในการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง ในกรณีที่โรงงานไม่มีไร่ปลูกเป็นของตนเอง

บรรจุภัณฑ์:

- ภาชนะบรรจุมีทั้งที่เป็นกระป๋อง และเป็นขวด ซึ่งส่วนใหญ่การบรรจุขวดแก้ว จะส่งไปขายในตลาดญี่ปุ่น ขนาดบรรจุแบบกระป๋องมี 3 ขนาด คือ ขนาด 15, 20 และ 108 ออนซ์ โดยที่แต่ละขนาดจะมีฝักอ่อน น้ำหนักสุทธิ 210 , 270 และ 1,500 กรัม ตามลำดับ โรงงานส่วนใหญ่จะบรรจุในขนาด 108 ออนซ์ ซึ่งผู้นำเข้าในต่างประเทศส่วนใหญ่จะขายให้แก่ ภัตตาคาร ส่วนอีก 2 ขนาดจะขายตามซุปเปอร์มาเก็ต

โครงสร้างต้นทุน:

- ต้นทุนการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องขนาดบรรจุ 108 ออนซ์ จำนวน 1 หีบ (6 กระป๋อง) ในปี 2539 นั้น พบว่าเป็นข้าวโพดฝักอ่อนร้อยละ 61.17 ของต้นทุนการผลิตผันแปร ที่เหลือเป็นค่าบรรจุภัณฑ์ แรงงานวัตถุดิบ ส่วนผสม พลังงาน/น้ำ และค่าขนส่ง คิดเป็นร้อยละ 18.54, 15.45, 3.09, 1.08 และ 0.67 ของต้นทุนการผลิต โดยราคาจำหน่ายให้ผู้นำเข้าไปในปีนี้เท่ากับ 350 บาท/หีบ คิดเป็นกำไรต่อหีบเท่ากับ 26.30 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.12 ของต้นทุนการผลิตผันแปร ซึ่งพบว่าอยู่ในระดับที่ ไม่สูงมากนัก

การแปรรูปข้าวโพดหวาน:

- ข้าวโพดหวานสามารถแปรรูปเป็นข้าวโพดบรรจุกระป๋อง ในรูปของเมล็ดข้าวโพด ( Whole kernel corn ) ครีมข้าวโพด ( Cream style corn ) แช่แข็งเป็นข้าวโพดแช่แข็งทั้งฝัก ( Frozen corn on cob ) และเมล็ดข้าวโพดแช่แข็ง ( Frozen whole kernel )

- ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ได้แก่่ สหรัฐอเมริกา ตามด้วยฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน

- ผู้นำเข้ารายใหญ่อยู่ที่ ยุโรป และญี่ปุ่น


ตารางที่ 5 : ปริมาณความต้องการข้าวโพดหวานสำหรับประเทศไทย ในปี 2543
มาตรฐานผลผลิต:

ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดหวานที่โรงงานต้องการ

- เป็นฝักที่ได้จากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงไม่มีรอยทำลายของโรคหรือแมลง

- ขนาดฝักสดปอกเปลือก ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ความยาว 12-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200-250 กรัมต่อฝัก

- ฝักรูปทรงกระบอก มีขนาดโคนและปลายฝักแตกต่างกันไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร

- เมล็ดเรียงเป็นระเบียบ 14 ถึง 16 แถว แถวหนึ่งมี 30-40 เมล็ด

- เส้นไหมควรหลุดจากเมล็ดได้ง่าย และไม่ติดค้างตามร่องเมล็ด

- สีเมล็ดสม่ำเสมอทั้งฝักและตรงตามพันธุ์

- มีซังขนาดเล็ก

- ความหวานไม่ต่ำกว่า 14 องศาบริกซ์ ควรลดลงอย่างช้า ๆ และคงความหวานได้ไม่ต่ำกว่า 36 ชั่วโมง

- ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดฝักอ่อนที่โรงงานต้องการ

- ขนาดฝักปอกเปลือกที่เหมาะสมที่สุด ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร ความยาว 4-9 เซนติเมตร

- ฝักต้องตรง ไม่คดงอ ปลายฝักไม่หัก

- ฝักมีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลือง

- การเรียงของไข่ปลาตรงและแถวชิด ไม่แยกเป็นร่อง

- ต้องไม่เก็บฝักสดไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง

------------------------ ^ ^ -----------------------
ที่มา :
------------------------- ^ ^ ------------------------
ที่มาและภาพประกอบ :
"ข้าวโพดฝักสด".ระบบข้อมูลทางวิชาการ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=18
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×