สวนเงินไร่ทอง
การผลิตข้าวโพดหวาน(Sweet corn)
ทีมรักบ้านเกิด 28 กรกฏาคม 2551
ข้าวโพดหวานเป็นพืชตระกูลหญ้า(Family Grammineae) จัดอยู่ใน Tribe Maydeae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zea mays ข้าวโพดเป็นพืชล้มลุกที่มีช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ภายในต้นเดียวกัน
แชร์
16,423
ลักษณะทั่วไป : ข้าวโพดหวานเป็นพืชตระกูลหญ้า(Family Grammineae) จัดอยู่ใน Tribe Maydeae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zea mays ข้าวโพดเป็นพืชล้มลุกที่มีช่อดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ภายในต้นเดียวกัน

- ใบของข้าวโพดประกอบด้วย กาบใบ(Leaf sheath) ที่หุ้มลำต้น และมีแผ่นใบ(leaf blade) ที่กางสลับบนส่วนของลำต้น ตัวแผ่นใบจะทำมุมกับลำต้นด้วยการยึดแข็งของเส้นกลางใบ(midrib) เพื่อให้ใบได้รับแสงสำหรับใช้ในกระบวนการปรุงอาหาร ข้าวโพดที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ในปัจจุบัน มักจะมีลักษณะทรงใบตั้ง เพื่อให้มีความทนทานต่ออัตราการปลูกสูง และแผ่นใบด้านบนจะถูกพัฒนาให้มีขน เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการดูดรับแสงให้มีมากขึ้น

- ต้นข้าวโพดส่วนใหญ่จะมีลำต้นเดี่ยว ตั้งตน ในกรณีที่ใช้อัตราการปลูกสูงต่ำ มีระยะระหว่างต้นและแถวกว้าง หรือมีการนำข้าวโพดต่างสภาแวดล้อมมาปลูก ข้าวโพดอาจสร้างแขนขึ้นได้ แขนงที่เจริญเติบโตสูงขึ้นจะแข่งขันกับต้นหลัก และแขนงที่เกิดขึ้นมักจะสร้างช่อดอก ที่อยู่ในสภาพกำกึ่งระหว่างช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย รวมอยู่ในช่อเดียวกัน และสามารถติดเมล็ดได้

- สำหรับข้าวโพดหวานนั้นเป็นข้าวโพดที่ส่วนน้ำตาลในเมล็ดเปลี่ยนไปเป้นแป้งไม่สมบูรณ์ ทำให้เมล็ดก่อนสุกแก่มีความหวานมากกว่าข้าวโพดชนิดอื่นๆ และเมื่อแก่จะมีเมล็ดเหี่ยวย่น


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดหวาน :

- ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินร่วนปนทราย

- ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน

- การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

- ระดับหน้าดินลึก 25 - 30 เซนติเมตร

- ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5 - 6.8

- อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24 - 35 องศาเซลเซียส

- ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี


การเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวาน : ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐานตรงตามที่โรงงานหรือตลาดต้องการเจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่นิยมปลูก :ได้แก่

++ พันธุ์ลูกผสม ++เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริโภคฝักสด

• ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

• พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ข้าวโพดหวานที่มียีนบริทเทิลควบคุมความหวาน ได้แก่ พันธุ์เอที เอส-2 หรือชูการ์ 74 และข้าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน เช่น พันธุ์ชูการ์ 73 ไฮ-บริกซ์ 10 และอินทรี 2 เป็นต้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกัน

• ไม่ควรนำข้าวโพดหวานที่มียีนทั้งสองชนิดมาปลูกในบริเวณใกล้เคียงกันเพราะจะเกิดการผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดไม่มี ความหวาน ตลาดไม่ยอมรับ

• พันธุ์ที่นิยมปลูก มีเมล็ดสีเหลือง สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อ 18–20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ (ตารางที่ 1)

++ พันธุ์ผสมเปิด ++ มีลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม

• สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ 2-3 รุ่น โดยปลูกห่างจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 300 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจาก พันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 21 วัน แล้วคัดเลือกฝักที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์อย่างน้อย 200 ต้นต่อไร่

• พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 1 พันธุ์ (แสดงในตาราง)

ตารางที่ 1 : แสดงสายพันธุ์ข้าวโพด


• ปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น

• ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยู่ในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรือต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

การเตรียมดินปลูกข้าวโพดหวาน :

ปลูกบนพื้นราบ ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูก สูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร

ปลูกบนร่องสวนเป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตาม เปิดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน

• ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอแล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง

• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก

• ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชบำรุงดิน

++ วิธีการปลูก ++

• ก่อนปลูกทุกครั้ง ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ตามคำแนะนำ

ปลูกบนพื้นราบ

• เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเมล็ดพันธุ์มี ความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่

• อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคฝักสดประมาณ 8,500 ต้นต่อไร่ สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป 8,500-11,000 ต้นต่อไร่

• ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรือ ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้ปลูกข้างสันร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร

• เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

ปลูกบนร่องสวน

• ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทำหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน

• เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500 ต้นต่อไร่

การดูแลรักษาข้าวโพดหวาน :

การให้ปุ๋ย

• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ำกว่า ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1.2 ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทรายและสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก

• เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ

• ในกรณีที่มีการระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดหวานมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 40-45 วัน

การให้น้ำ

• ให้น้ำบนพื้นราบ

• สามารถให้น้ำทั้งแบบตามร่อง หรือแบบพ่นฝอย แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง

• การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก

• การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง

• ให้น้ำบนร่องสวน

• ให้น้ำโดยการตักน้ำสาด หรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง

• ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง

• ถ้าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที ควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงผสมเกสร และติดเมล็ด เพราะจะทำผลผลิตลดลงมาก


ศัตรูข้าวโพดหวานและการป้องกันกำจัด :

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

•โรคราน้ำค้างหรือโรคใบลายทำให้ยอดมีข้อถี่ต้นแคระแกร็นใบเป็นทางสีขาวเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อนไปตามความยาวของใบ พบผงสปอร์สีขาว เป็นจำนวนมากใต้ใบในเวลาเช้ามืดของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้างเย็น ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตายแต่ถ้าต้นอยู่รอดจะไม่ออกฝัก หรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลม และน้ำ

• โรคใบไหม้แผลเล็ก ระยะแรกเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายไปตามเส้นใบเกิดเป็นแผลไหม้ บริเวณกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนส่วนใหญ่เกิดกับใบล่าง เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำ

• โรคราสนิม ระยะแรกพบเป็นแผลจุดนูนสีน้ำตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย


++ แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด ++

หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดเจาะเข้าทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และลพบุรี

หนอนเจาะสมอฝ้ายหนอนกัดกินเส้นไหมและเจาะเข้าไปอาศัยกัดกินปลายฝัก ทำให้คุณภาพฝักเสียหาย พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกดอกตัวผู้ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และลพบุรี

เพลี้ยอ่อนข้าวโพดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ช่อดอกตัวผู้ ปลายไหม และฝัก ทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักลีบ ถ่ายมูลหวานทำให้เกิดราดำ คุณภาพฝักลดลง ถ้าพบการระบาดรุนแรงในระยะข้าวโพดหวานมีช่อดอกตัวผู้ ควรพ่นสารคาร์บาริล (85% ดับบลิวพี) 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรและ ไบเฟนทริน (10% อีซี) 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

มอดดิน กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ ล่าช้า ระบาดในพื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย ควรคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม

หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ควรพ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน (2.5%อีซี) 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

++ สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด ++

หนู ทำลายมากตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝักอ่อน สกุลหนูท้องขาว เช่น หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักอ่อนบนต้น

++ การป้องกันกำจัดวัชพืช ++

• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง

• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดหวานอายุประมาณ 20 วัน และ 45 วัน

• ในกรณีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช

++ การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน ++

• เก็บเกี่ยว18-20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์

• สังเกตจากสีของไหมจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม

• เมื่อฉีกเปลือกข้าวโพดฝักบนสุด เมล็ดจะมีสีเหลืองอ่อน ถ้าใช้เล็บกดที่เมล็ดปลายฝักจะมีน้ำนมไหลออกมาแสดงว่าอีกสองวันจะต้องเก็บเกี่ยว

• ในกรณีที่ปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด ซึ่งจะออกไหมไม่พร้อมกัน ต้องทะยอยเก็บเกี่ยว 2-3 ครั้ง และควรเก็บเกี่ยวฝักให้แล้วเสร็จภายใน 5–7 วัน

• การเก็บข้าวโพดหวานก่อนหรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 – 2 วัน จะทำให้คุณภาพของฝักไม่ได้มาตรฐานตามที่ตลาดและโรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

• ใช้มือหักฝักสดให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น

++ การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ++

• หลังเก็บเกี่ยวให้รีบนำฝักข้าวโพดหวานเข้าในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง

• ไม่ควรกองสุมฝักข้าวโพดหวานสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง

• สำหรับการขนส่งในระยะทางไกลที่ใช้เวลาขนส่งนานกว่า 3 ชั่วโมง ควรมีปล่องท่อเอสลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 3-4 เมตร เจาะรูโดยรอบตลอดท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร หรือใช้หวาย สานหรือไม้ไผ่ ผ่าซีกประกอบเป็นท่อโปร่งทำเป็นปล่องเสียบไว้ตรงกลางกองข้าวโพดหวานจำนวน 2-3 อัน เพื่อช่วย ระบายความร้อนและถ่ายเทอากาศ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
กรมวิชาการเกษตร กระืทรวงเกษตรและสหกรณ์
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×