เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
มะกรูดตัดใบผมทำอย่างไรให้ล้มเหลว โดย สุรวุฒิ ศรีนาม
13 มีนาคม 2560
12,772
ผมตัดสินใจว่าจะปลูกมะกรูดเมื่อต้นปีที่แล้ว หลังจากที่ตัดสินใจก็รีบตามหากิ่งพันธุ์ ฉะนั้นราคาที่ได้มาคือ 25 บาท เกือบๆ แปดพันกิ่ง รวมๆ แล้วเฉพาะค่ากิ่งพันธุ์ก็ตกไปประมาณ 200,000 บาท แล้วก็เตรียมแปลงระบบน้ำทั้งน้ำหยดสปริงเกอร์ รวมๆทุกๆ อย่างแล้วผมน่าจะหมดไปเกือบๆ สามแสนบาท สำหรับมะกรูดตัดใบสองไร่
แปลงมะกรูดตัดใบกลางแจ้ง


ถามว่าทำไมผมจึงตัดสินใจทำมะกรูด สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทำเพราะผมเห็นตลาด คือ บริษัทส่งออกที่ผมส่งพริกให้เขาแนะนำผมว่าปลูกไหมเขาจะรับซื้อ ราคาประมาณ 50-60 บาทสำหรับใบที่เด็ดแล้ว ผมหาข้อมูลคร่าวๆได้มาว่ามะกรูดหนึ่งต้นสามารถให้ใบได้ 3 ขีด ผมคูณจำนวนต้นดูน่าจะได้ไร่ละตัน สลับตัดเดือนละไร่ผมก็จะมีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท หักต้นทุนนั่นนี่ก็คงเหลือสัก 2-3 หมื่น ประเด็นนี้ผมลืมไปว่าการที่จะทำมะกรูดตัดใบให้ได้ต้นละ 3 ขีดไม่ง่าย และอาจเป็นไปได้ยากสำหรับการทำแบบระยะชิดที่เรามีพื้นที่สำหรับทรงพุ่มน้อย ยิ่งหากเราขายเด็ดใบสวยๆ ยิ่งไม่มีทางได้ นอกจากเรื่องนี้ก็มีอีกหลายประเด็น ซึ่งผมขอว่าเป็นข้อๆ ดีกว่าจะได้ง่ายต่อคนอ่าน

1.ต้นทุนแรงงานพร้อมหรือไม่ ในตอนนั้นผมไม่ได้ประเมินเรื่องต้นทุนแรงงานเลยว่าต้องใช้มากน้อยแค่ไหน พอมาตัดรอบแรกถึงรู้ได้ว่ามันใช้แรงงานมากทีเดียวหากเราจะทำแบบเยอะๆ เช่น บริษัทที่ผมจะส่งนี่เขาต้องการใบมะกรูดเด็ดใบครั้งละ 1 ตัน ผมสอบถามพี่ๆ ที่เขาทำอยู่ก่อนได้ความว่า หากใบมะกรูดเราไม่ได้งามมากๆ หรือขี้เหร่มากๆ แรงงานหนึ่งคนเด็ดได้ ประมาณ 15-20 กิโล นั่นหมายถึง ถ้าผมจะส่งเขาผมต้องมีแรงงานเด็ดประมาณ 50 คนเพื่อให้เด็ดได้ในวันเดียว อย่าลืมนะครับว่ามะกรูดเก็บไว้รวมส่งหลายๆวันไม่ได้ เราต้องตัด เด็ด ส่ง ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด และนอกจากแรงงานเด็ดแล้วแรงงานตัด 1 คนสามารถตัดได้ประมาณ 100 กิโลต่อวัน ซึ่งถ้าจะเด็ดใบให้ได้เป็นตันเราต้องมีมะกรูดก้านเกือบสองตัน สรุปแรงงานผมไม่มีพอ

ทางออกอีกอย่างเพื่อแก้ปัญหา คือ ตัดทีละน้อยๆ อาจจะวันละ 50-100 กิโล อันนี้แก้ปัญหาแรงงานได้ครับแต่มีปัญหาด้านขนส่ง ผมอยู่ไกลจากโรงงานที่รับของเกือบ 600 กิโลเมตร การนำใบมะกรูด 50-100 โลไปส่งนั้นยากมาก ถ้าฝากกับรถผักไปความเสี่ยงต่อการเสียหายจะสูงมากๆ ดังนั้นผมจึงไม่อาจทำส่งทีละน้อยๆ เพื่อแก้ปัญหาได้ ในประเด็นนี้สำหรับคนที่อยากทำมะกรูดตัดใบคุณต้องประเมินตัวเองว่ามีความพร้อมด้านแรงงานขนาดไหน ถ้าคิดว่าจะปลูกทำขายเองในครัวเรือนก็ควรอยู่ใกล้ตลาด ไม่ใช่อยู่ห่างหลายร้อยกิโลเมตรแล้วจะเด็ดใบมะกรูดส่งทีละ 50-100 กิโล ซึ่งมันเป็นเรื่องลำบากและต้นทุนสูงอย่างยิ่ง
คุณสุรวุฒิ ศรีนามและคุณเก่ง ศิวาวุธ สงวนทรัพย์ เจ้าของ "สวนมะกรูดบ้านคุณปู่"
2.การดูแลจัดการ มะกรูดตัดใบไม่ใช่พืชที่ดูแลง่ายๆ ผมเองก่อนปลูกมะกรูดมีความคิดว่าเราปลูกพริกได้มะกรูดไม่น่ายาก เพราะโรคแมลงก็อันเดียวกัน ยาดีๆ เรามีเพียบจะไปกลัวอะไร แต่พอลองปลูกโอ้!! มันไม่ใช่เลยครับ เพราะเราขายใบ ฉะนั้นใบต้องสวยห้ามมีตำหนิ ซึ่งโดยปกติโรคและแมลงมักเข้าทำลายใบก่อน โดยเฉพาะยอดอ่อน-ใบอ่อนเราต้องมีเวลาดูแลตลอด เห็นสิ่งผิดปกติ ต้องรีบพ่นยาทันที แต่ผมน่ะไม่มีเวลาขนาดนั้น บางวันต้องไปประชุมที่ กทม. บางช่วงพริกเข้าเยอะไม่ได้ดูแลสวน ผลัดวันประกันพรุ่งในการพ่นยา สุดท้ายแล้ว ใบมะกรูดก็มีโรคมีแมลงเข้าเสมอต้องเสียแรงเสียเวลาเล็มทิ้ง ซึ่งทุกครั้งที่เล็มทิ้งนั่นคือ การทิ้งเงินไปมากมายเพื่อเริ่มต้นใหม่ สำหรับประเด็นนี้ผมอยากบอกว่า มะกรูดตัดใบถึงแม้จะไม่ได้มีโรคแมลงศัตรูพืชพิศดารมากมายอะไร แต่มันก็ไม่ง่าย คนปลูกต้องมีความรู้เรื่องวงจรชีวิตของแมลง รู้ธรรมชาติของโรค รู้จักการใช้สารเคมี การพ่นยาทุกครั้งพ่นตามความเสี่ยงว่าในช่วงนี้เราจะเจออะไร และที่สำคัญทำมะกรูดตัดใบต้องมีวินัยในการพ่นยาเป็นที่สุด ถ้าเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งอย่างผมรับรองว่าจบครับ ใบสวยๆ นั้นจะอยู่ไกลจากแปลงของท่านมาก

4. ต้นทุนการจัดการและการผลิต ซึ่งต้นทุนนั้นในแง่ของกิ่งพันธุ์ราคาได้ลดลงมามากกว่าในช่วงที่ผมปลูกมาก เห็นว่ามีตั้งแต่ราคา 10-15 บาท ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะทำให้ต้นทุนการการปลูกลดลงได้กว่าครึ่ง อย่างผมปลูกไร่ละ 4,000 ต้น ราคากิ่งละ 25 บาท เฉพาะค่ากิ่งพันธุ์ก็ไร่ละหนึ่งแสนบาท ซึ่งแน่นอนว่าพอเอามาปลูกจริงน่าจะเสียหายไปสัก 10-20 % ทำให้ต้นทุนของเราขยับขึ้นไปอีก นอกจากนี้ต้นทุนที่สำคัญก็ยังมี ระบบน้ำ การเตรียมแปลง วัสดุคลุมแปลง ค่าแรงงาน เฉพาะระบบน้ำซึ่งของผมทำสองระบบ คือ น้ำหยดและสปริงเกอร์ผมก็ต้องจ่ายไปประมาณไร่ละ 20,000 บาท รวมๆ แล้ว ต้นทุนในการเริ่มต้นของผมอยู่ที่ประมาณเกือบ 150,000 ต่อไร่ กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นเราต้องพ่นยาอย่างน้อย 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยทุกๆ 7 วัน ผมคำนวณค่ายารวมค่าแรงงานตกประมาณเดือนละ 3,000 บาท/ไร่ ปุ๋ยพยายามใส่ตามคำแนะนำคือ 3 กรัมต่อต้น ทุกๆ 5-7 วันก็ตกไปประมาณเดือนละพันกว่าบาท รวมๆ แล้ว ในแต่ละเดือนจะหมดประมาณ 5,000 ต่อไร่ซึ่งนี่ยังไม่ได้รวมค่าแรงคนงานที่อยู่ดูแลสวน หากรวมทุกอย่างแล้วต้นทุนต่อเดือนของผมสำหรับการทำมะกรูดสองไร่จะตกประมาณหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน ถ้านับรอบตัดใบขายที่ 2 เดือนก็คือ มีต้นทุนประมาณสามหมื่นบาทต่อรอบการผลิต ซึ่งนี่ยังไม่ได้คิดในกรณีที่เกิดเหตุให้ต้องตัดเล็มยอดทิ้งแล้วเริ่มใหม่เพราะโรคแมลงลงหนักหรือต้องใช้ยาแพงๆ อีกนะครับ
แรงงานเด็ดใบมะกรูด อีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องคำนึงและคำนวณถึง


โดยสรุปแล้วในส่วนของต้นทุนนี้สำหรับผมเป็นอะไรที่หนักเอาการครับ และต่อมาคือ ผลผลิต ผมปลูกมะกรูดตัดใบมา 9 เดือนก็ได้ตัดใบรอบแรก เพื่อ เด็ดใบสวยขายโลละ 100 บาท รอบนั้นผมได้ใบมะกรูดทั้งหมดที่ส่งขายได้ คือ 200 กิโลกรัม ทีนี้เรามาดูกันว่าหากเราสามารถทำมะกรูดให้สมบูรณ์ได้ในระดับหนึ่งเราจะมีผลผลิตได้เท่าไหร่ จากการสอบถามพี่เก่งนะครับ พี่เก่งบอกว่าโดยเฉลี่ยเท่าที่ทำมาจะได้ประมาณไร่ละ 350 กิโลกรัม สำหรับใบล้วน ส่วนถ้าเป็นแบบก้านจะได้ประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ หากเรานำเอาต้นทุนของผมมาคำนวณสำหรับใบมะกรูดต้นทุนผมจะอยู่ประมาณ กิโลกรัมละ 40 ส่วนแบบไม่เด็ดก้านจะอยู่ที่ประมาณ 21 บาท ผมพยายามทำเป็นเลขกลมๆ นะครับจะได้ดูกันง่ายๆ

ต้นทุนเราไม่ได้มีเพียงเท่านี้ครับ ต้นทุนที่ค่อนข้างเป็นหลักของการทำมะกรูดตัดใบ คือ แรงงาน อย่างตอนที่ผมตัดนั้นผมใช้แรงงานตัดเกือบ 10 คน ใช้แรงงานเด็ด 20 คนสำหรับการเด็ดใบมะกรูดเพียง 200 กิโลเป็นอันว่ารอบนั้นรวมทุกอย่างทั้งค่าอาหาร ผมมีค่าใช้จ่ายแรงงานไป 10,000 บาท แรงงานตัดที่ใช้เกือบ 10 คนนั้นอย่าตกใจนะครับเพราะใบมะกรูดรอบแรกมันมีกิ่งเสียเยอะมาก เราตัดมาทั้งสวนซึ่งน้ำหนักน่าจะได้หลายร้อยกิโล แต่เราคัดใบสวยได้เพียง 200 กิโลเท่านั้น แต่หากเป็นตัวเลขมาตรฐานสำหรับแรงงานในการเด็ดใบแล้วก็จะอยู่ที่ประมาณ 20 กิโลกรัม/คนสำหรับการเด็ดใบ และ 100 กิโลต่อคนสำหรับการตัดกิ่ง พอเราเอาตัวเลขนี้มาหารกับค่าแรงขั้นต่ำที่จ่ายกันแล้วเราจะมีต้นทุนค่าแรงที่กิโลกรัมละประมาณ 30 บาทสำหรับการทำมะกรูดเด็ดใบ และกิโลกรัมละ 3 บาทหากเป็นการขายทั้งก้าน พอเรานำไปบวกต้นทุนการผลิตต่อรอบก็จะได้ประมาณ 70 บาทสำหรับขายใบและ 25 บาทสำหรับขายก้าน

ดูเหมือนต้นทุนของการขายรวมก้านจะต่ำพอสมควรครับ แต่เราต้องมองที่ราคาขายว่าเราจะขายได้กี่บาทเท่าที่ผมทราบ ราคาใบมะกรูดรวมก้านถ้าเรามีตลาดดีๆ อาจได้ 20 บาทขึ้นไป ซึ่งอาจแล้วแต่ฤดูกาลด้วย ส่วนตลาดล่างนั้นบางทีลงไปต่ำถึงราคาทุนก็มี ส่วนเด็ดใบก็ราคาสูงๆ ก็ 100 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตลาดระดับนี้หายากมากครับ ที่ผมเจอๆ อยู่ก็ราวๆ 40-70 บาท ซึ่งก็ต้องดูกันอีกว่าเกรดไหน ถ้าเกรดดีขายได้แพงปริมาณที่ขายได้อาจลดลง ส่วนเกรดรองราคาต่ำลงมาแต่เราอาจได้ปริมาณที่สูงขึ้น เท่าที่ผมคิดคร่าวๆ กำไรแต่ละรอบในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 50-100% ของต้นทุนที่เสียไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตลาดเป็นหลักครับ โดยต้นทุนของแต่ละคนจะต่างกันครับบางท่านอาจมีต้นทุนแค่ประมาณ 30-50% จากของผมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละท่าน
ใบมะกรูดหลังเก็บเกี่ยวออกมาจากแปลง
5. การตลาด ในส่วนของเรื่องตลาด ใบมะกรูดมีตลาดมานานแล้วครับเพราะใบมะกรูดเป็นเครื่องเทศเครื่องปรุงในอาหารไทยมาช้านาน ดังนั้นเราจึงใช้ใบมะกรูดตั้งแต่อาหารในบ้าน ร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร จนถึงการส่งออกซึ่งหลักๆ ก็เอาไปทำอาหารไทยในต่างประเทศนั่นแหละครับ ส่วนตัวผมแบ่งตลาดใบมะกรูดเป็นสามระดับ คือ บน กลาง ล่าง

ตลาดบน เป็นตลาดคุณภาพที่เน้นตั้งแต่ความสวยไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยซึ่งผู้ที่จะทำตลาดนี้ได้ต้องดูแลเป็นอย่างดีและมีความรู้พอสมควรเกี่ยวกับการใช้สารเคมี เพราะเราไม่สามารถใช้สารเคมีได้ทุกชนิด มีช่วงเวลาในการเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวอีกด้วย ตลาดบนนี้ใช้ของราคาแพงครับราคาโลเป็นร้อยแต่ปริมาณการใช้ต่อครั้งอาจไม่มากนักบางทีหลักสิบ บางทีร้อยสองร้อยกิโล ซึ่งคนที่ทำตลาดพวกนี้ควรอยู่ใกล้บริษัทที่เราจะส่งใบมะกรูดไปเพราะถ้าอยู่ไกลท่านจะมีปัญหาเรื่องค่าขนส่ง อย่างผมมีใบมะกรูด 200 กิโลต้องจ้างรถกระบะไปส่งในราคา 3,500 บาท กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเยอะทีเดียว

ตลาดระดับกลาง ผมมอบให้อุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกบางเจ้าที่ไม่เน้นความสวยงามมาก แต่ก็ยังเน้นที่ความปลอดภัยตามมาตรฐาน ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่ทุกที่ก็เป็นได้ครับ เพราะบางที่อาจเน้นที่ราคาถูก ตลาดนี้ค่อนข้างจะกระจายตัวมากกว่าตลาดระดับบน คือ มีพ่อค้าแม่ค้าหรือแหล่งรับซื้ออยู่ในหลายพื้นที่ ผมเองมีตลาดนี้ติดต่อรับซื้อมาเหมือนกันครับ เป็นมะกรูดเด็ดใบแบบไม่ต้องสวยมากราคาประมาณ 50-60 บาท แต่เขาก็มีข้อแม้ว่าต้องส่งของรอบละหนึ่งตัน เพื่อให้ต้นทุนการตรวจสารตกค้างของเขาไม่แพงมากนัก เท่าที่ผมตามหาตลาดใบมะกรูดก็มักจะเจอกลุ่มนี้มากหน่อย อีกรายหนึ่งเป็นโรงงานสมุนไพรอบแห้ง เพื่อการส่งออกรับใบล้วนเบอร์สวยราคา 70 บาท พอผมมาคิดๆ ดูแล้วต้นทุนของการเด็ดใบนั้นมากมายเหลือเกิน ซ้ำยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งอีกเลยถอดใจ อ้อลืมบอกไปว่าโรงงานสมุนไพรอบแห้งนั้นล่าสุดเขาบอกว่ามีสวนมะกรูดตัดใบมาดิวกับเขาแล้วสองแปลง เขาใช้ของเดือนละ 500-1,000 กก. สองสวนนี้น่าจะสวนละสองสามไร่ซึ่งเวียนกันตัด ก็พอเพียงต่อปริมาณที่เขาต้องการ เป็นอันว่าตลาดของเราจะค่อยๆ น้อยลง หากมีคนปลูกเพิ่มขึ้นๆ เพราะปริมาณความต้องการของผู้ใช้นั้นไม่ได้มากนัก ซ้ำในบางฤดูกาลตลาดนี้จะถูกเบียดด้วยมะกรูดป่า คือ มะกรูดที่เขาปลูกแบบไม่ได้เอาใจใส่มากนัก มีพ่อค้าไปซื้อเหมาสวนเด็ดใบส่ง ซึ่งทำให้มีการแข่งขันด้านราคาที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถซื้อในราคาที่ถูกลงได้ในฤดูกาลที่มีมะกรูดทั่วๆ ไปเช่นช่วงฤดูฝน

ตลาดล่าง คือ ตลาดสดทั่วไปที่ส่วนใหญ่ก็ซื้อไปแบ่งขายหรือจัดเป็นชุดต้มยำ และรวมถึงการขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาตัดเอง เพื่อไปส่งตลาดระดับกลาง คือ โรงงานอีกด้วยครับ ตลาดนี้ราคาไม่ค่อยหวือหวาโดยเฉพาะแม่ค้ามาตัดเองบางช่วงราคาอาจได้แค่ 8-10 บาท แต่ถ้าช่วงที่ของขาดจริงๆ อาจได้ถึง 50-60 ซึ่งก็เป็นลูกฟลุ๊คที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ ราคานี้หากดูจากต้นทุนของเราแล้วผมว่าลำบากพอสมควรครับ แต่ก็มีพี่ๆ หลายท่านที่คุยให้ฟังว่าปลูกมะกรูดระยะชิดแล้วขายให้แม่ค้ากลุ่มนี้ได้ราคา 15-30 บาทสำหรับรวมก้าน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ตลาดนี้ไม่ค่อยมีที่เด็ดใบ ราคานี้ถือว่าอยู่ได้หากเราทำเองค่อยๆ ทำค่อยๆ ขาย เห็นบอกว่าขายได้ทีละร้อยกิโล ตัดวันเว้นวัน ซึ่งก็เป็นรายได้เพิ่มที่ไม่มากนักแต่ก็ยังถือว่ามีกำไรอยู่ ซึ่งหากต้นทุนเริ่มแรกไม่แพงนักก็คงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการมีรายได้เสริม

เขียนมามากก็กลัวคนอ่านจะท้อก่อนไม่ใช่ท้อกับมะกรูดนะครับ ท้อกับการอ่านบทความของผม 5555 ผมจึงขอสรุปเลยแล้วกันนะครับว่า จริงๆ แล้วการทำมะกรูดตัดใบไม่ได้มีปัญหาในตัวของมันเอง แต่ปัญหาหลักๆ นั้นอยู่ที่ตัวเรามากกว่า เราจำเป็นจะต้องมองให้ออกว่าเรามีปัจจัยต่างๆ ที่จะทำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็ความรู้ในการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิต หัวใจอีกดวงหนึ่งก็คือการบริหารจัดการตลาดเราสามารถที่จะมีตลาดซึ่งรองรับผลผลิตของเราได้สม่ำเสมอในราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

คุณสุรวุฒิ ศรีนาม กับสวนมะกรูดแบบกางมุ้ง
ผมอยากให้เพื่อนๆ คิดยาวๆ นะครับก่อนจะตัดสินใจลงมือปลูก ดูให้ครบองค์ประกอบแล้วลงมือทำเมื่อเราเห็นว่าเราจะทำได้และอยู่ได้จริง หากคาบลูกคาบดอกไม่มั่นใจทั้งการผลิต การตลาด การขนส่ง ผมว่ายังไม่ควรที่จะลงมือ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าผิดพลาดมากครับ ผมลงมือโดยที่ยังศึกษาและวิเคราะห์ยังไม่รอบด้าน คิดเอาในทางได้สูงๆ สุดท้ายก็เลยต้องมานั่งเล่าความล้มเหลวสู่ทุกท่านฟังเช่นนี้ ซึ่งบทเรียนรอบนี้คงเป็นฐานให้ชีวิตไปจนวันตายแน่นอนครับ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆ ทุกท่านในกลุ่มชมรมมะกรูดตัดใบเพื่อการค้า ที่ช่วยแบ่งปันความรู้แนะนำช่วยแก้ปัญหาเสมอมา ผมหวังว่าบทเรียนของผมจะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนมือใหม่ทุกๆท่านให้มีความรอบคอบในการตัดสินใจ และขอฝากข้อคิดสะกิดใจไว้ว่า "หากท่านจะทำอะไรสักอย่างจงรู้จักมันให้ดีค่อยลงมือทำ ไม่มีคำว่าสายสำหรับความไม่ประมาท"การปลูกมะกรูดตัดใบ(เชิงการค้า) คลิ๊กเรื่อง/ภาพ โดย : สุรวุฒิ ศรีนาม
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
26-31°C
เชียงใหม่
24-31°C
นครราชสีมา
24-31°C
ชลบุรี
25-29°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
25-26°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×