สวนเงินไร่ทอง
ผักกาดเขียวปลีหรือผักกาดดอง
ทีมรักบ้านเกิด 15 สิงหาคม 2552
ผักกาดเขียวปลีหรือที่เรียกกันว่าผักกาดดอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Juncea (L.), Czern. เป็นผักกาดที่ปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว รูปแบบที่นิยมนำมาใช้บริโภค ได้แก่ ดองหวาน ดองเค็ม และ ดองเปรี้ยว ไม่นิยมรับประทานสด เพราะมีรสขมและเผ็ด แม้จะนำไปต้มก็ยังไม่หายขม แต่จะมีคุณภาพดีหลังจากนำไปดองเค็มแล้ว เพราะจะกรอบเปราะ ไม่ยุ่ยเปื่อย ในระยะแรกๆ นิยมนำมาทำผักกาดดองในระดับครอบครัว ต่อมาได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะความต้องการของตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมการทำผักกาดดองขยายตัวขึ้นความต้องการวัตถุดิบก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย ผักกาดเขียวปลีนับเป็นผักที่ทวีความสำคัญทางเศรษฐกิจขึ้นเรื่อยๆ
แชร์
41,256
พันธุ์ : พันธุ์ผักกาดเขียวปลีที่นิยมส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ผักกาดเขียวปลีธรรมดา เป็นผักกากเขียวปลีชนิดไม่ห่อผลี มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือ 55-65 วัน เหมาะต่อการปลูกในฤดูใน นำมาใช้ทำผักกาดดองส่งจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นได้

2. ผักกาดเขียวปลีชนิดห่อปลี ซึ่งมีลักษณะปลี 2 ชนิด คือ

ชนิดปลีกลม เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง มีลักษณะใบนอกแผ่ออก กาบใบหนาและกว้าง แต่มักเกิดอาการปลีแตกร้าวชะลอการเก็บเกี่ยวไม่ได้ แต่ก็เป็นชนิดพันธุ์ ที่นิยมปลูก

ชนิดปลีแหลม เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าชนิดปลีกลม จึงไม่ค่อยนิยมปลูก มีลักษณะปลีแหลม แต่ปลีไม่ค่อยแตก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ผักกาดเขียวปลีสามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายและมีการระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน(pH) อยู่ระหว่าง 6.0-65 ความชื้นในดินควรมีมากในระยะการเจริญเติบโตและลดน้อยลงในระยะเข้าปลี เป็นผักที่ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน นอกจากนี้ผักกาดเขียวปลีมีความต้องการสภาพอากาศหนาวเย็น คล้ายกับกะหล่ำปลี โดยจะให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส
ระบบการปลูก : ระบบการปลูกผักกาดเขียวปลีจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่และปริมาณการผลิต แต่โดยทั่วไประบบการปลูกผักกาดเขียวปลีมี 3 แบบ ดังนี้

1. การปลูกแบบยกร่องสวน โดยการขุดคูระบายน้ำเพื่อยกแปลงขนาดใหญ่ แปลงกว้างประมาณ 5-6 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพพื้นที่ คูระบายน้ำนี้จะช่วยระบายน้ำออกและขังน้ำให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้ มักนิยมปลูกแบบหว่านเมล็ดหรือหยอดเมล็ดเป็นแถว แล้วถอนแยกเพื่อจัดระยะปลูกให้ได้ระยะ 50 x 50 ซม.

2. การยกแปลงแบบแถวคู่ เหมาะแก่การทำสวนผักกาดเขียวปลีที่ปลูกด้วยต้นกล้าและหยอดด้วยเมล็ดโดยตรง โดยยกแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยามตามต้องการ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 ซม. และใช้ระยะปลูกบนแปลงแถวคู่ 50 x 50 ซม.

3. การปลูกแบบไร่ เหมาะแก่การปลูกตามพื้นที่ราบเรียบ เมื่อทำการไถและพรวนดินเรียบร้อยแล้ว จึงย้ายกล้ามาปลูกได้เลย โดยใช้ระยะปลูก 50 x 50 ซม.

การเตรียมดิน :ผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ในการเตรียมดินปลูกควรขุดหรือไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 ซม. ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ลงในดินให้มาก ประมาณ 2 ตันต่อไร่ เพื่อปรับปรุงให้ดินมีสภาพทางกายภาพดีขึ้นและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน หลังจากนั้นพรวนย่อยหน้าดินให้ละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดที่หวานตกลงลึกเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่งอก หรือ งอกยาก ถ้าดินเป็นกรดจัดควรปรับระดับ pH ของดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยการใส่ปูนขาว

** เนื่องจากผักกาดเขียวปลีมักแสดงอาการขาดธาตุโบรอนอยู่เสมอ ดังนั้นในการเตรียมดินควรใส่ธาตุโบรอนในรูปของโบแรกซ์ในอัตรา 2-4 กก.ต่อไร่ในการเตรียมดินครั้งสุดท้าย โดยการหว่านให้ทั่วทั้งแปลงและผสมคลุกเคล้าลงไปในดิน

วิธีการปลูก :การปลูกสามารถปลูกได้ 3 วิธี คือ

1. การปลูกแบบหว่านเมล็ด โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วทั้งพื้นที่ผิวแปลงปลูกที่ได้เตรียมไว้ อย่างดี แล้วใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ที่สลายตัวแล้วหว่านทับลงไปให้หนาประมาณ 0.5-0.8 ซม. หลังจากนั้นคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดบางๆ เพื่อเก็บรักษาความชื้น รดน้ำด้วยฝักบัวละเอียดให้ชุ่มและทั่วถึง เมื่อต้นกล้างอกมีใบจริง
ประมาณ 1-2 ใบให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นที่อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ เป็นโรคหรือเบียดกันแน่นออก การถอนแยกอาจทำหลายครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายไม่ควรปล่อยให้ต้นกล้าอายุเกิน 25-30 วัน พร้อมทั้งจัดระยะระหว่างต้นให้ได้ประมาณ 50 ซม.

** การปลูกผักกาดเขียวปลีด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับระบบการปลูกแบบร่องสวน แต่จะสิ้นเปลือง เมล็ดพันธุ์คือจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5-2 ลิตรต่อไร่

2. การปลูกแบบหยอดเมล็ดเป็นหลุม นิยมปลูกเป็นแถวโดยใช้ระยะระหว่างแถว 50 ซม. ระยะระหว่างต้น 50 ซม. ขุดหลุมลึกประมาณ 1-2 ซม. ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้วรองก้นหลุมหยอดเมล็ดประมาณ 3-5 เมล็ดต่อหลุม กลบด้วยดินผสมหรือปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงหลังปลูก แล้วรดน้ำ เมื่อต้นกล้างอกมีใบจริง 1-2 ใบ ควรเริ่มทำการถอนแยก และควรถอนแยกครั้งสุดท้ายเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น การปลูกด้วยวิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธ์ได้ดีกว่าการปลูกแบบหว่าน คือจะใช้เมล็ดพันธุ์ ประมาณ 600-800 กรัมต่อไร่

3. การปลูกด้วยต้นกล้า การปลูกวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ต้องการผักกาดเขียวปลีที่มีคุณภาพสูง เป็นวิธีการที่ประหยัดเมล็ดพันธุ์มากที่สุด แต่จะสิ้นเปลืองเวลาและแรงงานมาก โดยการหว่านเมล็ดในแลงเพาะกล้าที่มีการเตรียมดินไว้แล้วเป็นอย่างดี เนื่องจากกล้าปักกาดเขียวปลีค่อนข้างอ่อนแอ ฉะนั้นควรย้ายลงชำในถุงครั้งหนึ่งก่อนเมื่ออายุ 15-20 วัน เพื่อให้ได้กล้าผักที่มีคุณภาพดีและสะดวก ในการย้ายปลูก ดูแลรักษาต้นกล้าให้สมบูรณ์ เมื่อต้นกล้ามีอายุ 30 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก
การให้น้ำ :เนื่องจากผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่ต้องการน้ำมากและมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ในระยะกล้าควรให้น้ำบ่อยครั้งและสม่ำเสมอ และให้ในปริมาณมากขึ้นในช่วงการเจริญเติบโต แต่ผักกาดเขียวปลีจะต้องการน้ำน้อยลงเมื่อเข้าสู่ระยะห่อปลี วิธีการให้น้ำโดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวผักบัวรด

การใส่ปุ๋ย : สัดส่วนปุ๋ยที่ใช้กับผักกาดเขียวปลีคือ ปุ๋ยในโตนเจน ฟอสฟอรัส และ โปรตัสเซี่ยม ที่ควรใช้เป็น 1.5-2:1.5-2 เช่น ปุ๋ยสูตร14-14-21 ร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจนจากปุ๋ยยูเรีย โดยจะใส่กับปุ๋ยรองก้นหลุมขณะปลูกประมาณ 50-150 กก./ไร่ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณปุ๋ยคอกที่ใช้ พรวนกลบปุ๋ยลงไปในดินและทำการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเสริม เช่น ปุ๋ยยูเรีย จำนวน 2 ครั้ง ในอัตรา 20-25 กก./ไร่ แบบหว่านหรือโรยข้างแถวแล้วรดน้ำตามทันที เมื่ออายุประมาณ 15 และ 30 วัน หลังจากเมล็ดงอกตามลำดับ

** นอกจากนี้ควรให้ธาตุโบรอนเพิ่มเติม ในรูปแบบของโบแรกซ์ ผสมน้ำฉีดพ่นในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นระหว่างการเจริญเติบโต พร้อมๆ กับการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การพรวนดินและการกำจัดวัชพืช : ควรทำไปพร้อมๆ กับการถอนแยกและการใส่ปุ๋ย เพื่อประหยัดแรงงาน คือ ทำเมื่อผักกาดเขียวปลีอายุประมาณ 7-10 วัน และ 15-20 วันหลังจากเมล็ดงอก

การเก็บเกี่ยว : ผักกาดเขียวปลีที่ปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีอายุกล้าประมาณ 30 วัน หลังจากหยอดเมล็ด แล้วเจริญเติบโตเข้าสู่ระยะห่อปลีภายใน 40-45 วัน ปละสามารถเก็บเกี่ยวเพื่อส่งตลาดหรือโรงงานได้เมื่ออายุประมาณ 55-75 วัน การเก็บเกี่ยวเพื่อส่งตลาดเลือกตัดหัวที่เข้าปลีแน่นได้ขนาดที่ตลาดต้องการ โดยใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น ตัดแต่งใบนอกเล็กน้อยแล้วบรรจุภาชนะเพื่อส่งตลาดต่อไป

++ โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ ++ ได้แก่

1. โรคกึนหรือโอเกง สาเหตุเกิดจากขาดธาตุโบรอน มักเกิดในพื้นที่ที่มีการปลูกผักกาดเขียวปลีติดต่อกันหลายๆ ครั้ง การขาดธาตุโบรอนจะทำให้ต้นพืชแคระแกร็นและมักจะเกิดมีรอยแตกขึ้นตามผิวของส่วนต่างๆ เช่น ลำต้น ก้านใบ เมื่อขุดขึ้นมาดู ปลายรากจะแห้งตายเป็นสีดำ หากเป็นมากเมื่อผ่าดูไส้กลางลำต้นจะเป็นรอยซ้ำสีดำ เมื่อนำไปดองจะทำให้คุณภาพไม่ดี ป้องกันโดยการให้ธาตุโบรอนลงไปในดิน

2. โรคราน้ำค้าง สาเหตุเกิดจากเชื้อรา อาการจะเริ่มปรากฏที่ใบล่างก่อน โดยเริ่มแรกจะเป็นแผลขนาดเล็ดและสีซีดจาง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้น รูปร่างแผลไม่แน่นอน เมื่อพลิกดูใต้ใบเนื้อเยื่อใบบริเวณใต้แปลจะยุบตัวลง ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ ในช่วงเช้าที่มีอากาศชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญอยู่บริเวณแผลด้านใต้ใบ ในช่วงเช้าที่มีอากาศ ชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญอยู่บริเวณแผลด้านใต้ใบ โดยเฉพาะ ที่ส่วนของแผลเป็นขุยสีขาวปรากฏให้เห็น เมื่อเป็นมากๆ จะทำให้ใบไม้และแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด :คลุกเมล็ดด้วยเมทาแล็คซิลในอัตรา 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กก. กำจัดวัชพืชในแปลงและฉีดพ่นด้วยสารเคมีแคปตาโฟลหรือแมนโคเซบในอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อผักกาดเขียวปลีอายุได้ 1 เดือน เละเมื่อปรากฏอาการของโรคขึ้น

3. โรคเน่าเละเป็นโรคที่มักเกิดกับต้นที่ตัดออกจากแปลงแล้ว สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด อาการเริ่มแรกจะปรากฏเป็นจุดฉ่ำน้ำใสๆ ซึ่งมักเกิดตรงบริเวณรอยแผลที่ถูกตัดออกจากต้น แผลจะขยายใหญ่ขึ้นและลุกลามไปเรื่อยๆ โดยไม่มีขอบเขต เนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลง น้ำจากเซลล์ที่ถูกทำลายจะทำให้แผลเปียกเยิ้ม เกิดการเน่าเละมีกลิ่นเหม็น

การป้องกันกำจัด :ระวังอย่าให้เกิดแผลหรือรยช้ำทั้งในขณะเก็บเกี่ยวและขนส่ง ในแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดีและไม่รดน้ำมากจนเกินไป ฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงปากกัดต่างๆ ในแปลงปลูก

4. หนอนกระทู้ผัก หนอนชนิดนี้สังเกตง่าย คือ ลำตัวอ้วนป้อม ผิวหนังเรียบ มีสีสันต่างๆ กัน แถบสีขาวข้างลำตัวไม่ค่อยชัด หัวมักมีจุดสีดำใหญ่ตรงปล้องที่สาม แต่ถ้าหนอนมีขนาดใหญ่ มักจะเห็นจุดสีดำไม่ค่อยชัดเจน เมื่อโตเต็มที่ ตัวจะยาวประมาณ 3- 4 ซม.

ลักษณะการเข้าทำลาย :โดยหนอนกระทู้ผักจะกัดกินใบ ก้านใบหรือเข้าทำลายปลี ตัวหนอนจะกัดกินใบจนผิวบางใสหรือเป็นรพรุนไปหมด มักจะเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่วางไข่ไว้

การป้องกันกำจัด :หมั่นตรวจดูสวนผักอยู่เสมอ เมื่อพบไข่ควรทำลายเสีย ส่วนสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่น ได้แก่
เมโธมิล อัตรา 10-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร


4. ด้วงหมัดผักกาด ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เมื่อถูกกระทบกระเทือนจะกระโดดโดยอาศัยขาหลัง ส่วนโคนขาใหญ่จึงสามารถดีดตัวไปได้ไกล ด้วงหมัดผักนับเป็นศัตรูที่สำคัญของผักกาด เข้าทำลายได้ตลอดทั้งปี โดยตัวเต็มวัยจะกัดกินใบจนเป็นรูพรุนสร้างความเสียหายในระยะที่ผักกำลังเจริญเติบโต สำหรับตัวอ่อยที่เป็นหนอนจะกัดกินตรงส่วนราก

การป้องกันกำจัด : ไม่ควรปลูกผักชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม การไถตากดินในฤดูแล้งจะเป็นช่วยทำลายตัวอ่อนและดักแด้อยู่ใต้ดิน และฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85% ในอัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

---------------------------- ^ ^ ----------------------------







แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ที่มา :
ชำนาญ เขียวอำไพ.2547.การทำสวนผัก. กรุงเทพฯ.อักษรสยามการพิมพ์.152 หน้า
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×