เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ไว้อาลัยสวนส้ม(เหตุผลที่ส้มรังสิตหายไป) และ อย่าให้ใครมาว่าได้ว่า...เกษตรกรไทยไร้จุดยืน!
21 กุมภาพันธ์ 2560
903
ไว้อาลัยสวนส้ม ..คิดถึงส้มเขียวหวาน "ส้มบางมด" มันคงถึงเวลาที่ต้องทาน "ส้ม 6 ลูก 300 บาท" จากนอกประเทศ!! อาจเพราะส้มเป็นพืชที่ต้องการอากาศเย็นสบายนิดๆ จึงไม่เหมาะต่อการใช้ชีวิตในเมืองไทย แถบภาคกลางหรือไม่ก็เพราะอากาศร้อนๆ ในเมืองไทยนั้นทำให้โรคและแมลง เติบโตแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีเกินไป ต่อให้เอาพืชอะไรๆ มาปลูก ก็โดนรุมทึ้ง รุมกินจนหมด!!
ส้มสายน้ำผึ้ง


สืบเนื่องมาจากการเกษตรสมัยก่อนปลูกแต่พืชเชิงเดี่ยวและอัดกันแต่สารเคมี ตามที่ต่างชาติเข้ามาปั่นหัวคนไทยเพื่อหลอกขายปุ๋ย/ยา แมลงดีไม่ดีจึงตายหมด และทำให้แมลงศัตรูพืชมีวงจรชีวิตยาวนานขึ้น เพราะมี พืชอาหาร ให้กินกันแบบบุฟเฟต์ กินได้ไม่อั้น ตลอดปี โดยมีเกษตรกรไทยใจอารีเป็นผู้จ่ายเงินให้จนต้องกระเป๋าแฟ่บกันไปถ้วนทั่วหน้า!!

ผู้เขียนจำได้ดีในสมัยเรียนที่ เกษตรปทุม ปี 1(2541) นั้นมีโอกาสได้ไปช่วยสำรวจข้อมูลการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร ในเขตพื้นที่ จ.นครนายก ของปุ๋ยแห่งชาติ(NFC ในปัจจุบัน) จะพบว่ามีการ ทำส้มบางมด ในเขต อ.องครักษ์ กันมาก ...รวมถึงมีการใช้สารเคมีในสวนส้ม ชนิดที่ว่าแค่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านสวน ก็เมาหัวจนเกือบอาเจียน ออกมาได้เลยล่ะ!!ส้มเขียวหวานหรือส้มบางมด จึงกลายเป็นของที่เข้าถึงง่าย ราคาไม่แพงไปสำหรับตัวผู้เขียน ... ดังนั้น เวลาใช้บริการรถตู้บ้านนา เดินทางกลับบ้านระหว่างเกษตรปทุม(รังสิต)-องครักษ์ สิ่งที่ผู้เขียนจะพบเห็นบ่อยจนเจนตาเลยก็คือ แผงส้มเขียวหวานหรือส้มบางมด ที่วางขายเรียงรายไปตลอดทาง นับไล่ลงมาตั้งแต่สายคลอง 13 ไปจนถึง อ.องครักษ์ จ.นครนายก โดยราคาส้ม ณ วันนั้น ขายกันเพียง 5-6 กิโลร้อย มีเงินแค่ร้อยเดียว ก็สามารถซื้อส้มไปฝาก อีก 10 กว่าชีวิตที่อยู่ทางบ้านได้สบายๆ และหาส้มกินได้ง่ายยิ่งกว่าหาสาขา KFC หรือ PIZZA HUT ใน กทม. เสียอีก

ส้มเนื้อแดง คารา คารา นาเวล ต้นกำเนิดมาจาก South African
(กิโลกรัมละ 149 บาทราคา ณ วันที่ 8 ก.ย. 59/Top Super Market)


แต่ 5-7 ปีให้หลังมานี่ภาพที่เห็นรายทางขณะนั่งรถกลับบ้านนั้นทำให้เข้าใจไปได้ว่า กำลังเดินทางไป จ.ชลบุรี ไม่ใช่ จ.นครนายก บ้านเกิด เพราะสิ่งที่เห็นเต็มสองข้างทาง ณ วันนี้ คือ ข้าวหลาม ทุกหน้า ทุกขนาด เรียงราย เต็มพรืดไปหมด!! และส้มเขียวหวานหรือส้มบางมดนั้นได้สูญหายไปจากสายตา(นานมากแล้ว) ต่อเมื่อไล่คิดไปถึงชีวิตในขณะที่ไปเรียนปี 3-4 อยู่ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่(2544) ณ ช่วงเวลานั้น ตัวผู้เขียนเองก็หาทาน ส้มฝางหรือส้มสายน้ำผึ้งได้ง่ายมากกว่าในสมัยนี้ ด้วยราคาขายอยู่ที่ 25-35 บาท/กก. และ พบเห็นได้ทั่วทุกมุมทุกตลาด แต่ในวันนี้ผู้เขียนต้องยอมใจควักเงินจ่ายแพงขึ้น เพื่อซื้อส้มต่างประเทศที่นำเข้ามาขายกันมากมายไปทานแทนส้มพันธุ์ไทยที่เริ่มจะสูญหายไปจากสายตาอาจเพราะ...คนปลูกทะยอยป่วย เจ็บ และ ตายจากไป เพราะใช้สารเคมีในสวนส้มกันมาก หรือ เพราะมีสารตกค้างในดินสวนส้มมากจนส้มเองก็เติบโตต่อไปไม่ไหว หรือ เพราะปัญหาโรคแมลงรุมเร้ามากจนสู้ต้นทุนไม่ได้ เจ้าของจำต้องโค่นทิ้งปลูกพืชอื่นที่ได้ราคาดีกว่า ณ เวลานั้นแทน รวมไปถึงผู้บริโภคอย่างตัวผู้เขียนคิดเหมาไปว่าการทาน ส้มไทยนั้นไม่ปลอดภัยสู้ส้มที่มาจากถิ่นแวดล้อมที่เหมาะสมต่อส้มอย่างประเทศอื่นไม่ได้ !! เพราะเมื่อส้มอยู่ในที่ๆ เหมาะควร ส้มจะเติบโตได้ดี ไม่ต้องจัดการหรืออัดสารอะไรกันมาก ต้นส้มก็จะเติบโตแข็งแรง มีความต้านทานศัตรูพืชได้ในระดับหนึ่งก็เป็นได้!!

แต่เหตุการณ์ที่สะดุดใจผู้เขียนมากมายก็คือ ช่วงหนึ่งที่ราคาลำไย,ยางพารา,มังคุด,ทุเรียนบูมมาก ได้มีข่าวว่ามีการลงทุนโค่นสวนส้มทางภาคเหนือ รวมถึงการโค่นสวนเงาะและลองกองในภาคตะวันออกและภาคใต้เพื่อปลูกทุเรียนและยางพาราแทนด้วย ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจว่า "เขาจะทำกันไปทำไม?" เพราะกว่าพืชที่ปลูกใหม่จะโตทันเก็บผลผลิตขาย ก็ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปีถัดไป ราคาผลผลิตที่จะขายได้ในอนาคตก็อาจตกต่ำลงไปกว่าราคาปัจจุบันอีกครึ่งหนึ่ง เพราะเมื่อเห็นว่าราคาดีคนก็จะแห่ปลูกตามหรือทำตามกันมาก จนกลายเป็นผลผลิตล้น ราคาตกอีกเช่นเคย...แต่ก็ดูเหมือนว่าคนเราจะอยากรวยจนไม่ทันฉุกคิดถึงในเรื่องนั้น จึงเกิดปรากฎการณ์แห่ทำตามกระแส ที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในหัวผู้เขียนว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คืออะไร? เป็นเพราะคนไทยชอบแห่ทำตามกันหรือเปล่า? หรือ เพราะคนเราเห็นแก่ราคาค่างวดมากเกินไป จนเสียหลักยืน ดั่งเช่น บทเรียนจากพริก ที่ พ่ออรรถ อรรถพล ศิริปุณย์ บอกไว้ว่า กระแสตอนนั้น ก่อนที่คนจะแห่ปลูก ราคาพริกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 400 บาท แต่ไม่นาน คนก็แห่ปลูกกันมาก เพราะเห็นว่าราคาดี ราคาพริกจึงตกมาอยู่ที่ 14 บาท/กก. หรือ อย่างที่เห็นๆ ความพังหนักมาก ก็คือ การแห่ปลูกยางพาราตามกระแสราคา ที่ขณะนั้น ราคา กิโลกรัมละ ร้อยกว่าบาทและเกือบแตะที่ 200 บาท แต่พอปลูกกันมากเข้า ทั้งเหนือ ใต้ อีสาน กลาง ออก ตก ราคาก็ตกลงมาเหลือเพียง 3 กิโลร้อย
ส้มเขียวหวาน


ความจริง การจำกัดพื้นที่ปลูก (ZONING) นั้น เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อการเยียวยาวงการเพาะปลูกของไทยเป็นอย่างมาก เพราะถ้าปลูกพืชที่เหมาะสมต่อภูมิภาคและท้องถิ่น เช่น ปลูกปาล์มน้ำมันและยางพาราไว้แค่เพียงโซนภาคใต้ ก็จะไม่ทำให้มีต้นทุนในการจัดการพืชเหล่านี้เพิ่มขึ้น และ ไม่เกิดปัญหาผลผลิตล้น ราคาตก กระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนในท้องถิ่น อย่างที่มีข่าวว่า "วิถีชีวิตของคนใต้อยู่กับยางพารามาทั้งชีวิตและนานหลายทศวรรษ....จะให้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นหรือปลูกพืชอื่นก็ทำได้ยากเพราะไม่ถนัด" ดังนั้น ภาครัฐควรจะมีการห้ามนำพืชที่ไม่เหมาะสมต่อภูมิภาคของตนเองไปปลูก เช่น ห้ามปลูกปาล์มน้ำมันและยางพาราในเขตภาคอีสานที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเติบโตและให้ผลผลิตของพืชเหล่านี้โดยเด็ดขาด.... เพื่อที่จะให้พืชที่สามารถปลูกได้ในถิ่นของตนเองกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามาก เมื่อนำไปจำหน่ายต่างถิ่นที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันไม่ได้ เช่น การนำลองกองตันหยงมัส ที่ปลูกได้เฉพาะภาคใต้ ไปจำหน่ายให้คนภาคเหนือ และ นำสตรอเบอรีที่ปลูกได้เฉพาะภาคเหนือไปขายให้คนในภาคใต้ ซึ่งข้อนี้รัฐบาลไทยรู้ดี เพราะเห็นว่ามีนโยบาย จะจัดการโซนนิ่งพื้นที่ปลูกพืชมาตั้งแต่ ผู้เขียนเรียนอยู่ปี 1 แต่ก็ยังจัดการไม่ได้เบ็ดเสร็จเสียที แม้จะผ่านเวลามา 17 ปีแล้วก็ตาม !!

อีกเรื่องที่น่าห่วงตามมามากๆ ก็คือ การปั่นกระแส ปั่นราคาพันธุ์พืช เช่น อินทผาลัม พริกไทย และ กล้วยน้ำว้า ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปั่นราคาต้นพันธุ์(อินทผาลัม,พริกไทย) และ ผลผลิตหรือต้นพันธุ์ขาดตลาด เพราะภัยแล้งและโรคที่ผ่านมา(กล้วยน้ำว้า)ที่อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำรอยยางพาราได้ในอีกไม่ช้า!!
ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นคนในแวดวงเกษตรคนหนึ่ง จึงอดเป็นห่วงอนาคตของเกษตรกรไทยไม่ได้ว่า ...ตราบใดที่ยังเป็นนักเกษตร หรือ เกษตรกร ที่ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ... ก็จะตกอยู่ในวังวนของ เกมการตลาด ที่ใครเป็นผู้เริ่มก่อน หรือ เห็น ช่องทางทำเงินก่อน ก็เป็น ผู้ชนะ ร่ำรวยไป ยิ่งสื่อใหญ่สมัยนี้ ประโคมข่าวว่า ทำนั่น ปลูกนี่ เพาะนู่นแล้วรวย!! ยิ่งมีแต่จะไปกระตุ้น ต่อมอยากรวย ของคนเราให้พองตัวขึ้นไปอีกมากโข จากเคยหวังร่ำรวยด้วยล็อตเตอรี ก็เปลี่ยนมาลงทุนทำเกษตรแบบตามๆ กันไปเพราะหวัง "อยากรวย" แทน ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่า เขาทำแล้วรวยจริง นั่นเพราะ เขามีจุดยืนเป็นของตัวเอง มีจุดขายดี ทำการตลาดเป็น และเริ่มมาก่อน ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาศึกษาในสิ่งที่ทำอย่างจริงจัง ลงลึกถึงแก่นกระพี้ ทั้งจากตำราและประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานของตัวเอง ซึ่งแน่ล่ะว่าต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุน อย่างเช่น ลุงรีย์ ชารีย์ บุญญวินิจ มนุษย์ไส้เดือนดินเงินล้านที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น ในการทำการเกษตร ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตที่ต้องใช้เหตุและผลให้มาก และควรใช้สติกำกับให้มากกว่าด้วย เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ควบคุมเองไม่ได้ เช่น น้ำ อากาศ ฝน ลมโรค แมลง และ ราคา....หากการเกษตรทำแล้วรวยได้ง่ายๆ เกษตรกรไทยกว่าครึ่งประเทศ คงไม่จน และติดหนี้ ธกส.กันจนเงยหน้ามามองฟ้าไม่ขึ้น!! ดังที่ อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ได้กล่าวไว้ เมื่อครั้งมา สัมมนา เกษตร Start Up รักบ้านเกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 ในงาน SIMA ASEAN ที่ผ่านมาว่า "เพราะเกษตรกรไทยกว่า 90 % ในประเทศนี้เป็นหนี้ ซึ่งมีถึง 90% ที่เจ็บป่วยจากการใช้สารเคมี ทำให้คนไข้ล้นโรงพยาบาล และในจำนวน 70 % นี้ไม่สามารถใช้หนี้ที่เกิดขึ้นได้จนตาย"... เพราะการทำเกษตรนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนเล่นขายของ หากทำตามกันมากๆ ก็ราคาตก หากทำต่างมากเกินไปก็อาจขายไม่ได้ ไม่มีตลาดรองรับ และถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม บวกกับไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ทำดีพอก็มีแต่จะพังกับพังเท่านั้น !!
ลุงรีย์ ชารีย์ บุญญวินิจ
ภาพประกอบจาก :Uncleree-Farm
สำหรับคำถามค้างคาใจที่ว่าเพราะเหตุใดส้มรังสิตจึงหายไปจากสายตา?? ผู้เขียนได้ไปทำการสืบค้นข้อมูลมาเพิ่มเติม เพื่อชคลายความสงสัยของตัวเองและผู้อ่านที่อาจจะสงสัยตามๆ กันมาว่า แล้วส้มเขียวหวานหรือส้มบางมด โดยเฉพาะสวนส้มย่านรังสิต "หายไปไหนกันหมด" ซึ่ง รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้คร่ำวอดอยู่กับงานวิจัยเกี่ยวกับส้มตั้งแต่ปี พ.ศ.2517-20 มาจนถึงปัจจุบัน ได้ให้ข้อเท็จจริงไว้ใน วารสารเคหะการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน 2557 ว่า

"...หลังจากทำงานวิจัยแบบเกาะติดมานาน เมื่อปี พ.ศ. 2538 พบว่าส้มโซนรังสิตเริ่มมีอาการยอดตั้ง ใบออกใหม่เล็กลงสุดท้ายต้นจะเหลือง ทรุดโทรมและแห้งตาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเชื้อไวรัสสาเหตุโรคทริสเตซ่า และ เชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของโรคกรีนนิ่ง จนกระทั่งปี พ.ศ.2543-44 ได้เกิดปัญหาโรคนี้รุนแรงมากจนทำให้สวนส้มย่านรังสิตหายไปอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2545แต่ก็ยังมีชาวสวนบางส่วนไม่ยอมเลิกราจากการปลูกส้ม เพราะเป็นพืชทำเงินได้ดีจนร่ำรวยในขณะนั้น พอโรคระบาดย่านรังสิตมากเข้า ก็โยกย้ายไปปลูกส้มที่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย และ ในปี พ.ศ. 2545-46 ที่กำแพงเพชร ส้มเริ่มเหลืองโทรม ต่อมา ปี พ.ศ.2549-51 ส้มที่ฝาง(สายน้ำผึ้ง)ก็เริ่มเหลืองโทรม รุนแรง จนมีอาการทรุดโทรมไม่ต่างไปจากสวนส้มรังสิตในอดีต จึงทำให้แหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้งเหลืออยู่ไม่มากในเขต อ.ฝาง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ,อ.แม่สอด จ.เชียงราย และ อ.พบพระ จ.ตาก

ซึ่งในสมัยที่มีการทำสวนส้มแถบรังสิตกันมาก ณ เวลานั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาหรือสภาวะฝนตกติดต่อกันมากแบบไม่มีแสงแดดให้พืชสังเคราะห์แสงขึ้น ในขณะที่ต้นส้มกำลังออกผลดกเต็มต้น ต้นจึงรับภาระมากและอ่อนแอ จึงทำให้เชื้อโรคที่กระจายมากับลมฝนนั้นแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ต้นส้มมีอาการต้นเหลืองโทรมพร้อมๆ กัน ทั้งสวน(ทั้งต้น) นั้นลุกลามไปที่สวนอื่นๆ ใกล้เคียงด้วย จึงทำให้สวนส้มที่ปลูกไว้ที่เชียงใหม่ เกิดการระบาดของโรคกรีนนิ่งพร้อมกัน ในช่วงปี พ.ศ. 2549-50 เนื่องจากต้นส้มทุกต้นที่ปลูกอยู่ ณ ขณะนั้น มีเชื้อโรคแฝงอยู่แล้ว และการขยายพันธุ์ส้มในบ้านเราก็เป็นแบบการตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด จึงทำให้มีเชื้อแฝงติดไปกับกิ่งพันธุ์ได้ง่าย จนสุดท้ายสามารถกล่าวได้ว่า สวนส้มทุกสวนที่ปลูกอยู่ในขณะนั้น มีการระบาดของโรคกรีนนิ่งอย่างรุนแรงในปี พ.ศ.2551[1] .."

ในครั้งนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็น วิกฤติกรีนนิ่งส้มครั้งใหญ่ในเมืองไทย ที่ทำให้ผลผลิตส้มหายไปจากท้องตลาดจนเกือบหมดในพริบตา นี่ก็คงเป็นเพราะว่าการทำสวนส้มในสมัยนั้นทำแล้วได้เงินดี ทำแล้วร่ำรวย จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น ตามทิศทาง ตามกระแส ที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงหลงวนเวียนทำกันมานานเพราะมีรายได้จูงใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั่นคือ ความไม่ยั่งยืน ความมาไว ไปไว และไม่แน่นอน!!
ในการทำเกษตรนั้น ผู้เขียนจึงมองว่า ไม่ควรทำตามกระแส หรือ ทำตามคนอื่นเพราะมีรายได้จูงใจ แต่ควรทำแบบมีหลักคิดเป็นของตนเอง และยึดคำของพ่อหลวงไว้นำทางอย่างแม่นมั่น เพราะสิ่งที่พระองค์ท่านดำรัสมานั้น อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ จ.เลย ,ลุงไสว ศรียา จ.นครนายก ,ลุงนิล สมบูรณ์ ศรีสุบัติ จ.ชุมพร,ครูชัยพร พรหมพันธุ์ จ.สุพรรณบุรี ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการทำเกษตรแล้วประสบสุขสำเร็จ จนปลดหนี้เป็นแสนเป็นล้านได้ภายในเวลาไม่นาน รวมถึงยังทำให้มีชีวิตยั่งยืนและมีรายรับหลักล้าน มาแล้วทั้งสิ้น!!.เพราะนี่คือ ของจริง มิใช่สิ่งจอมปลอม ที่ผู้ทำการเกษตรมือใหม่และมือเก่าส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจว่า "ความรวยนั้นจะมาพร้อมกับการฉวยโอกาสเป็นและการทำให้ชีวิตมีความมั่นคงยั่งยืน" เหมือนอย่างที่ บุคคลเหล่านี้คิดทำการเกษตรแต่แค่เพียงความยั่งยืน พออยู่พอกิน แต่กลับร่ำรวย!! เพราะ 1.ต้นทุนไม่เกิดมาก เน้นการจัดการแบบลดต้นทุน 2.เน้นขายคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ 3.ใฝ่เรียนรู้และรู้จักสิ่งที่ตนเองทำอย่างลึกซึ้ง 4.ไม่ได้ใช้หลักการตลาดนำ แต่ใช้หลักธรรมในการทำตลาด จึงทำให้ได้ทั้งใจคน ชื่อเสียง ความสุขและเงินตรามาครอบครอง ด้วยการทำตามคำสอนของพ่อหลวงไทย ไม่ใช่ทำตามๆ กันไปเพราะ "อยากรวย"เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานท์ web content editor
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
[1]วรรณา เสนาดีและปกป้อง ป้อมฤทธิ์,"เทคนิคการฟื้นฟูสวนส้มของชาว อ.ฝาง", วารสารเคหะการเกษตร ปีที่ 38,ฉบับที่(2557):99-100.
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
25-29°C
นครราชสีมา
25-29°C
ชลบุรี
25-30°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×