เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
นิรโทษกัญชา มิติใหม่อนาคต การแพทย์ไทย
28 กุมภาพันธ์ 2562
622
ประเทศแรกของอาเซียน!! กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อกระทรวงสาธาณะสุขประกาศชัด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชาสามารถปลูกกัญชา ถูกกฎหมาย ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้น่าจะเกิดผลดีต่อคนไทยเพราะ?กัญชา?ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริง!!
ถกกฎหมาย ย้ำ "กัญชา" รักษามะเร็งได้จริง!
แชร์สนั่นโซเชียลฯ เมื่อไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่ใช้ "กัญชา" ในทางการแพทย์ หลังจากทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 3 ฉบับเกี่ยวกับการนิรโทษครอบครองกัญชาใน 3 กลุ่มผู้ครอบครองคือ 1.ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายใหม่ 2. ผู้ป่วยที่มีใบรับรองจากแพทย์ว่า มีอาการเจ็บป่วยซึ่งจะอนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการรักษาโรคและ 3. บุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีคุณสมบัติทางกฎหมาย และเป็นผู้ป่วย
[ทนายรัชพล ศิริสาคร]

ขณะที่ด้านทนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดังเจ้าของแฟนเพจ "สายตรงกฎหมาย" ได้เปิดเผยกับทางทีมข่าว MGR Live ถึงเรื่องราวที่กำลังถูกถกเถียงเช่นกันว่า การปลูกกัญชานั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าปลูกได้จำนวนเท่าไร แต่การจะปลูกกัญชารัฐบาลจะต้องประกาศพื้นที่ที่ปลูกกัญชาได้ ซึ่งต้องรอกฎหมายออกในอนาคต และพ.ร.บ.นิรโทษกัญชาเปิดช่องให้เฉพาะใช้เพื่อการแพทย์การศึกษา หรือตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนผู้ที่เสพเพื่อเป็นยาเสพติดไม่ได้รับการคุ้มครองต้องรับโทษตามกฎหมาย

"กฎหมายนิรโทษกรรมการครอบครองกัญชา คุ้มครองหน่วยงานที่ศึกษาวิจัยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่ครอบครองกัญชาก่อนหน้านี้ให้ไปแจ้งการครอบครองภายใน 90 วันจะไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นหากใครครอบครองก็ควรรีบไปแจ้งการครอบครอง

แต่กฎหมายดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนคือ ประกาศให้บุคคลที่ใช้เป็นยาเสพติดไปแจงการครอบครองด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่า ไม่ต้องรับโทษซึ่งถ้าผู้เสพไปแจ้งก็อาจจะโดนจับได้ "

อย่างไรก็ดี ใจความสำคัญของพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับ นั้นให้แจ้งการครอบครองรวมถึงกำหนดหน่วยงานที่สามารถครอบครองได้ ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการครอบครอง จะต้องส่งคืนกัญชากับหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบ และทำลายหากทำภายในกำหนดจะไม่มีความผิด

"การใช้กัญชา จะต้องได้รับอนุญาตหากไม่ได้รับอนุญาตก็ยังคงเป็นความผิดตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดว่ามีกัญชา 10 กก.ขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตให้สันนิษฐานว่า มีครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ถ้ามีไม่ถึง 10 กก. โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าข่ายเป็นผู้เสพ ความผิดฐานเป็นผู้จำหน่ายกัญชาไม่ถึง 10 กก.โทษสูงสุด คุก 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท ถ้าถึง 10 กก. โทษสูงสุดคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้านบาท ถ้าครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสูงสุด คุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท "

สำหรับประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 27 ก.พ.62 และจะเปิดให้ผู้ที่ครอบครองกัญชาทั้ง 3 กลุ่มสามารถเดินทางมาแจ้งการครอบครองได้ ซึ่งกรุงเทพมหานครสามารถแจ้งได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถโทร.ปรึกษาหมายเลข 1556 กด 3 หรืออย.1556 กด 3 ตั้งแต่เวลา 08.30- 16.30 น.ในวันและเวลาราชการ
[พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา]

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับกัญชาในการรักษาโรคแล้ว พบว่ามีผู้เชี่ยวชาญออกมาช่วยคอนเฟิร์มถึงผลดีอยู่จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะ อ.ปานเทพพัว พงษ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต ที่เคยออกมาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้กัญชาว่า สามารถรักษามะเร็งได้ผลจริง
"ผมรักษาด้วยวิธีการนี้ประมาณ 3 เดือนได้ กินน้ำกัญชาแบบเดือดจากกาเลย ตอนแรกก็ 1 ช่อต่อมาก็นำมาตากแห้ง 2 ช่อเลยคือช่วงแรกๆ ที่กินอาการไม่ทรุดไง ผมก็เลยแบบเข้าทางนี่หว่าเลยจัดเพิ่มเลย เช้า 2 ช่อ เย็น 2 ช่อ อยู่อย่างงี้คือลักษณะการกินจะเป็น เช้า 2 ช่อเย็นจะเอาของเก่ามากินแบบละลายค้างไว้ก่อน คือพยายามดึงสารจากกัญชาให้ได้มากที่สุดก็ยังไม่ทิ้ง เชื่อมั้ยว่าจากตอนแรกที่แทบเดินไม่ได้นี่ คือเริ่มอยากที่จะกลับมาทำงานแล้ว คือที่บ้านเป็นสวนไงแฟนไปตัดไว้แล้วยังคาๆ ตัดไม่เสร็จ เราก็แบกเครื่องตัดหญ้าไปตัดได้ประมาณเกือบ 10 นาที แล้วก็นั่งพักประมาณครึ่งชั่วโมง พักเสร็จกลับมาตัดได้ประมาณ 2 รอบ เราเลยคิดว่าของมันดีว่ะ ก็เริ่มออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย คือตอนที่กินแรกๆ มันไม่ได้ยับยั้งสารมะเร็งอย่างเดียวนะ มันช่วยในการนอนหลับ และอยากอาหาร

พอ 3 เดือนผ่านไป มันดีขึ้น
เดินได้ปกติทำงานได้แล้ว ทีนี้ของก็เริ่มหมดเลยลดปริมาณลง จาก 2 ช่อ เป็นช่อเดียวเช้าเย็นอย่างละช่อจนพอใกล้หมดประมาณว่า พอดูดได้เลยหยุดไปเลยเป็นเวลา 5 เดือนที่กิน จาก 3 เดือนแรกที่กินเช้าเย็นพอ 2 เดือนหลังก็เหลือแค่ช่วงละช่อ

จนครบ 5 เดือนก็ลดเหลือวันละช่อ ช่วงเช้าที่เหลือเอาไว้เติมน้ำร้อนกินตอนเย็นต่อ และก่อนนอนเสพไปมวนนึงเพราะจะได้นอนหลับ จนครบ 5 เดือน หลังจากนั้นมีบ้างไม่มีบ้างขาดบ้าง จนไปได้เม็ดมาก็เริ่มเพาะกินใบเอา แต่ผมว่าช่วงที่รับ 5 เดือนมันโอเคนะ ผมว่าดีจากหน้ามือเป็นหลังตีนเลย ถ้ากินตามคอร์ส จากที่เตรียมเซ็นจองวัดกลับมาเป็นปกติได้"
[ ศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา]

"ทางการแพทย์ในแพทย์แผนปัจจุบันไม่เคยมีการใช้เลย เพราะผิดกฎหมายแพทย์แผนปัจจุบันคงจะเรียกว่า เป็นมือใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้เรื่องกัญชาเลย"

ด้าน ศาสตราจารย์นพ. ธีระวัฒน์เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรศาสตร์และทางระบบประสาทได้เปิดเผยถึงการใช้กัญชาในทางแพทย์ให้ฟังว่า ทางการแพทย์ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะไม่เคยนำตัวกัญชามาใช้รักษาใคร เนื่องจากผิดกฎหมาย

ส่วนการควบคุมได้หมดจด 100% คงเป็นเรื่องที่ยาก แต่สิ่งที่ทางแพทย์พยายามจะสื่อกับคนไทยคือ เราสามารถใช้กัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์เท่านั้นเอง ยังไม่ก้าวกระโดดขึ้นไปถึงที่จะเอามาใช้เสพเป็นสันทนาการได้

"คือกัญชาเริ่มมีการศึกษามีประโยชน์ทางการแพทย์ที่สรุปได้แถวปลายปี 2017 ในขณะนั้นองค์การอนามัยโลกเริ่มมีการสรุปผลดีผลประโยชน์ของกัญชาในส่วนที่เรียกว่า CBD (Cannabidiol ) เป็นตัวที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ทางอารมณ์หรือทางจิตประสาท

ถัดมาในต้นปี 2018 ก็มีการสรุปประโยชน์ของ THC (Tetrahydrocannabinol : เป็นสารตัวหลักของกัญชาที่ทําให้เราได้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย,ความรู้สึกสบาย) เป็นตัวออกฤทธิ์ทางจิตประสาทได้ ที่สำคัญเมื่อต้นกุมภาพันธ์นี้กรมการอนามัยโลกก็ได้ประกาศว่า ขณะนี้กัญชาตัวที่เรียกว่า CBD นั้นควรได้ถอดจากการเป็นยาเสพติด เพราะมีหลักฐานว่า เป็นยาและมีผลประโยชน์ทางการแพทย์จริงส่วน THC ที่ก่อให้เกิดภาวะอารมณ์ตรงนั้นก็มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่เนื่องด้วยอาจจะมีการใช้ผิดเพราะฉะนั้นต้องมีการควบคุม

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศร่วมกับทางสหประชาชาติในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ทางสหภาพยุโรปเป็นสมาชิกของทางรัฐสภาสหภาพยุโรปได้มีการลงมติ และเรียกร้องให้ภาคีของประเทศสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ และได้พูดถึงประโยชน์ต่างๆ ทั้งนี้ได้อ้างอิงหลักฐานทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศมาก่อนหน้านั้น

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการประชุมกัน ได้แบ่งประโยชน์มาเป็น 3 ระดับด้วยกันคือกลุ่มแรก และมีข้อมูลชัดเจนว่าใช้ได้เลย ในกลุ่มที่ 2 น่าจะใช้ได้ประโยชน์เพราะว่าเริ่มมีข้อมูลต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และในกลุ่มที่ 3 ใช้คำว่าอาจจะมีประโยชน์คืออาจจะต้องมีการรอการวิจัยต่างๆ รวบรวมไปด้วย เพราะฉะนั้นข้อสำคัญก็คือ ในประเทศไทยการใช้นอกจากจะเป็นข้อบ่งใช้ตามที่ผมเรียนให้ทราบ การใช้ตรงนั้นยังเป็นเรื่องของวิจารณญาณ และดุลพินิจของแพทย์ผู้สั่งใช้"
ในขณะเดียวกันแพทย์รายนี้ได้ให้ข้อมูลว่า ยาแผนปัจจุบันยังตอบโจทย์ไม่ได้ เพราะยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นโรคทางสมองซึ่งยาปัจจุบันมันไม่สามารถรักษา และชะลอโรคได้ แต่กัญชาสามารถบรรเทาอาการได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายถูกมหาศาล

"เรามีปัญหาอยู่บ้างคือ แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีใครรู้เรื่องกัญชาเลย เพราะฉะนั้นทางกรมการแพทย์จะมีการอบรมอย่างเร่งด่วนถึงคนที่จะใช้ ซึ่งคนที่ใช้ นอกจากแพทย์แล้วก็มีทันตแพทย์ มีทางด้านเภสัชฯ และสัตวแพทย์นอกจากนั้น ก็มีในกลุ่มแพทย์แผนไทย ซึ่งในกลุ่มแพทย์แผนไทยนั้นจะมีการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้รู้ถึงการใช้ในเรื่องของสาขาแพทย์แผนไทย แต่ในแพทย์แผนปัจจุบันก็จะมีการอบรม

แต่ในเรื่องของการอบรมตรงนี้ ผมก็มีการเสนอทางกรมการแพทย์ไปนะครับว่า การอบรมตรงนี้จะอบรมในแง่ของตัวหนังสือ หรือไปลอกตำรามาเฉยๆ คงจะไม่สำเร็จ ข้อสำคัญก็คือว่าอาจจะต้องอาศัยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของชมรมใต้ดิน ต้องยอมรับชมรมใต้ดินเขาใช้ความรู้แพทย์แผนโบราณ เขาใช้ประสบการณ์ที่เขาใช้กับครอบครัว หรือว่าใช้กับในชมรมเอง เพราะฉะนั้นความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากชมรมใต้ดินตรงนี้ มันจะช่วยเสริมเติมเต็มกับความรู้ที่แพทย์แผนปัจจุบันมีอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ใต้ดินขึ้นมาบนบกมาหารือด้วยกัน คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือคนป่วย"

ทั้งนี้ตัวประกอบที่อยู่ในตัวกัญชามีถึง 300-400 ชนิด และแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีตัวออกฤทธิ์ที่ควบรวมกันได้ซึ่งจะมีประโยชน์เฉพาะเจาะจงสำหรับในโรคต่างๆ มากขึ้น และแต่ละบุคคลจะใช้ขนาดตัวยาที่มากน้อยไม่เท่ากัน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าตุนตัวยาปริมาณ 500 ขวด ก็บอกถึงวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี

"เราก็คงจะเลือกใช้ตัวสารออกฤทธิ์ที่ EXC หรือว่า EBD เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของสายพันธุ์ แต่พูดถึงตัวออกฤทธิ์ เพราะฉะนั้นในสารสกัดหรือน้ำมันกัญชาที่ได้ก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่ง ณ ขณะนี้เรารู้ว่าข้อบ่งใช้ที่มีอยู่ แต่ละอาการ หรือแต่ละโรคควรจะใช้ประเภทไหนก่อน

เนื่องจากกัญชามันมีข้อจำกัดตรงที่ว่า แต่ละคนจะตอบสนองกับกัญชาไม่เท่ากัน ที่ไม่เท่ากันหมายความว่า ไม่เท่ากันในเรื่องของขนาด บางคนเป็นเยอะ แต่ว่าใช้นิดเดียว บางคนเป็นน้อยต้องใช้เยอะ และยังมีความแตกต่างกันในเรื่องสารออกฤทธิ์ บางคนตามทฤษฎีบอกว่า ควรจะใช้ชนิดนี้ แต่เมื่อใช้ไปแล้วปรากฏว่าไม่ค่อยได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนเป็นชนิดหนึ่งของสาร เพราะฉะนั้น ในขั้นต้นคงจะเป็นเรื่องนี้ก่อน แต่ในอนาคตหากเรามีผลิตภัณฑ์มากขึ้น ก็คงจะมีการใช้สายพันธุ์กัญชาเข้ามารวบรวมด้วย เพราะในสายพันธุ์ต่างๆ ของกัญชา เราไม่ได้พูดถึง THC กับ CBD แต่ว่าเราพูดถึงตัวประกอบที่อยู่ในตัวกัญชาซึ่งมี 300 - 400 ชนิดด้วยกัน"

นายแพทย์รายเดิมยังทิ้งท้ายอีกว่า การที่มีพ.ร.บ.นิรโทษกัญชาฉบับนี้ขึ้นมา ในกระบวนการนำไปใช้ถ้าหากว่ามีกฎเกณฑ์ และจะต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนที่แห่งเดียวตรงนั้นจะกลายเป็นการสร้างลำบาก สร้างความยุ่งยาก แต่ถ้าหากว่าสภาเกษตรกรมีการติดต่อกับทางอย.และได้รวบรวมกลุ่มคนใต้ดินไปขึ้นทะเบียนจากสภาเกษตกร และนำมาเสนอที่กระทรวงสาธารณสุขจังหวัดเพื่อให้ถูกกฎหมายหากสามารถทำอย่างนั้นได้ ก็คงจะทำให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
"นิรโทษกัญชา มิติใหม่อนาคต การแพทย์ไทย". (27-02-2562). ผู้จัดการออนไลน์.: สืบค้นเมื่อ 28-02-2562, เข้าถึงได้จาก : https://mgronline.com
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×