เกษตรกรต้นแบบ
"เลี้ยงปลานิลขาย รายได้นับแสนต่อเดือน เลี้ยงง่าย โตไว 6เดือนจับขายได้"
คุณณัฐสุดา จั่นบางยาง
 06 มีนาคม 2561   16,177
จ.สมุทรสาคร
คิดให้แตกต่าง ตอบโจทย์ให้ครบตามความต้องการ เชื่อมั่นว่าทำได้ อาชีพไหนก็ประสบความสำเร็จและร่ำรวยได้

การเลี้ยงปลานิล อีกหนึ่งอาชีพที่ทำให้เกษตรกรรวยได้ คุณณัฐสุดา จั่นบางยาง หนึ่งในเกษตรกรที่เปลี่ยนอาชีพจากชาวสวนมะม่วง มาเป็นชาวประมง เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะการเลี้ยงกุ้งมีปัญหาหลายอย่าง แต่ด้วยใจรักในอาชีพเกษตรกร สุดท้ายจึงมาลงตัวที่การเลี้ยงปลานิล โดยปลานิลเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยรู้จักกันดี และนิยมเลี้ยงกันด้วย ปลานิลเลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด อร่อยทุกเมนู ซึ่งการแปรรูปปลานิล เป็นเมนูอาหารต่างๆให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เป็นช่องทางการขายที่ดีกว่าการขายปลานิลแบบส่ง

คุณณัฐสุดา เล่าให้ฟังต่อว่า การเลี้ยงปลานิล เพื่อขายส่งค่อนข้างที่จะได้กำไรน้อย ซึ่งปลานิลจะขายส่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 48-50 บาท แต่ถ้าขายปลีกได้กำไรจะดีเป็นเท่าตัวเลย แต่การขายปลีกก็ต้องไม่เน้นขายปลานิลสด แต่ต้องแปรรูปทั้งหมด แปรรูปให้เป็นอาหารพร้อมทานทั้งหมดเลย อย่างปลานิลเผา ปลานิลนึ่งมะนาว ปลานิลแดดเดียว ห่อหมก เป็นผลิตภัณฑ์จากปลานิลทั้งหมดเลย จะทำให้ขายได้ง่าย ส่วนการเลี้ยงปลานิลนั้น คุณณัฐสุดา จะเลี้ยงในกระชัง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 6 เดือน สามารถจับขายได้ในขนาดน้ำหนักประมาณ 800 กรัม (8 ขีด) ไปจนถึง 1.5 กิโลกรัม ต้นทุนในการเลี้ยงปลานิลต่อ 1 กระชังจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท แต่สามารถขายได้กระชังหนึ่งประมาณ 40,000-50,000 บาทเลยทีเดียว การเลี้ยงปลานิลจึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมก็ให้ผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

คุณณัฐสุดา จั่นบางยาง หรือคุณยุ้ย อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/2 ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร คุณณัฐสุดา บอกว่าตัวเองไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีเหมือนคนอื่นทั่วไป จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)แล้วก็เลือกเส้นทางอาชีพเกษตรกรให้ตัวเอง มาตั้งแต่ จบชั้น ป6. ด้วยการช่วยแม่ทำสวนมะม่วงกว่า 20 ปี จนกระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น คุณณัฐสุดาเห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้เรียนหนังสือสูงหรือจบปริญญาตรี การได้มีโอกาสไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประทศญี่ปุ่น ถือเป็นการเรียนระดับสูงสำหรับตัวเองแล้ว คุณณัฐสุดาไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่ทำการเกษตรที่ จ. นากาโนะ ซึ่งจังหวัดนี้จะปลูกผลไม้เป็นหลัก อย่างแอปเปิ้ลฟูจิ ลูกพีท ลูกแพร แต่ครอบครัวที่คุณัฐสุดาไปอยู่ด้วยนั้น นอกจากปลูกผลไม้แล้วยังมีการเลี้ยงสัตว์ด้วย คือ เลี้ยงหมูคุโรบูตะ คุณณัฐสุดา เล่าต่อว่า การใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ลำบาก แต่ต้องขยันและค่อนข้างทำงานหนัก เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วชาวญี่ปุ่นจะเป็นคนขยันและทำงานหนักอยู่แล้ว การไปเรียนรู้ครั้งนี้นอกจากความรู้ด้านการเกษตรในทุกกระบวนการแล้วตั้งแต่การปลูก การดูแล การแปรรูปจนกระทั่งจำหน่ายแล้ว คุณณัฐสุดายังได้เรียนรู้วิถีการใช้ชีวิต วัฒนธรรม สังคม และภาษาญี่ปุ่น ถือเป็ประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเลย และที่สำคัญไปกว่านั้น การไปเรียนรู้ครั้งนี้ยังทำให้คุณณัฐสุดาได้แนวคิดในการเกษตรที่เชื่อว่าเกษตรกรรวยได้

หลังจากไปเรียนรู้งานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปีแล้ว หลังจากกลับมา คุณณัฐสุดา ยังคงตัดสินใจว่าจะเดินทางสายเกษตรเป็นเกษตรกรต่อไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ทำการเกษตรเพิ่มนอกเหนือจากการทำสวนมะม่วง คือการเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งเป็นกุ้งขนาดเล็กที่ใช้ในการประกอบอาหาร เลี้ยงอยู่ประมาณ 7 ปี ระหว่างที่เลี้ยงก็ประสบปัญหามาตลอด ได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง แต่ก็ยังไม่เลิกเลี้ยง โดยช่วงแรกที่เลี้ยง ขายกุ้งไซต์ขนาด100 ตัวหนัก 1 กิโลกรัม ในราคา 100 บาท ต่อมาอีกประมาณ 4-5 ปีให้หลังราคากุ้งดีดตัวขึ้นสูงมากขายได้ราคากิโลกรัมละ 270 บาท ไซต์ขนาด 100 ตัวหนัก 1 กิโลกรัม จากนั้นอีก2ปี ราคากุ้งก็ลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ 130 บาท แต่ต้นทุนกลับเพิ่มสูงขึ้น กำไรที่ได้กลับน้อยลง การเลี้ยงกุ้ง นอกจากปัญหาราคาที่ไม่แน่นอนแล้ว ยังมีเรื่องโรคระบาดมารบกวนอีก คุณณัฐสุดา เลยคิดว่า อาจจะไม่เลี้ยงกุ้งขาวแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกเลี้ยงกุ้งขาว แล้วทำสวนมะม่วงเหมือนเดิม มะม่วงที่ปลูกจะมีอยู่ 2-3 พันธุ์ด้วยกัน คือ มะม่วงฟ้าลั่น มะม่วงเขียวเสวย แต่ข้อจำกัดของการทำสวนมะม่วงที่คุณณัฐสุดา มองเห็นหลังจากทำไปนานๆ คือ ตลอดปีจะมีมะม่วงขายตามท้องตลาดเสมอมีทั้งมะม่วงในฤดูและมะม่วงนอกฤดู การดูแล และการลงทุนก็ค่อนข้างจะสูง ที่สำคัญมีการฉีดสารเคมีอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยาฆ่าแมลง การใช้สารเร่งผลให้ออกนอกฤดู และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ราคาขายไม่มีความแน่นอนเดี๋ยวราคาแพง เดี๋ยวราคาถูก และไม่สามารถลดต้นทุนได้ด้วย การจำหน่ายส่วนใหญ่ก็ต้องเน้นขายส่ง เนื่องจากผลผลิตที่ได้ต่อครั้งค่อนข้างเยอะ

คุณณัฐสุดา เล่าต่อไปว่า หากทำสวนมะม่วงไปเรื่อยๆแบบนี้ นอกจากสุขภาพจะแย่แล้ว ในอนาคตถ้ามีเกษตรกรปลูกมะม่วงเพิ่มมากขึ้น มะม่วงก็จะล้นตลาด ราคาขายก็จะตกต่ำลงไปอีก กำไรที่ได้ก็น้อยลง แต่ต้นทุนอาจเพิ่มสูงขึ้น การมองหาช่องทางใหม่ในการทำการเกษตรจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แต่ด้วยความเสียดายบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้ง ซึ่งตอนนั้นลงทุนขุดบ่อไปก็หลายหมื่น และมีหลายบ่อด้วย เลยคิดว่าจะต้องหาอะไรมาเลี้ยงทดแทนกุ้งดีกว่า อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมาก แต่ใช้ประโยชน์สิ่งของที่เคยมีอยู่แล้ว กระทั่งมาลงตัวที่การเลี้ยปลานิลจิตรลดา

เมื่อมองเห็นช่องทางและตัดสินใจแล้วว่า จะเลี้ยงปลานิลจิตรลดา จากวันนั้นจนถึงวันนี้เลี้ยงมา 3ปีแล้ว เริ่มเลี้ยงครั้งแรกประมาณต้นปี 2557 เลี้ยงทั้งหมด 4 บ่อ แต่ละละบ่อจะมีขนาดต่างกัน คือ บ่อขนาด 10 ไร่ 2บ่อ บ่อขนาด 3 ไร่ 2 บ่อ ขนาดความลึกประมาณ 1.50- 2เมตร แล้วก็ซื้อพันธุ์ปลานิลจิตรลดาหมันมาเลี้ยงประมาณ 20,000 ตัว ใช้วิธีการเลี้ยงแบบธรรมชาติให้กินอาหารจากธรรมชาติ อย่างสาหร่ายและแหน แต่การเลี้ยงวิธีนี้ต้องใช้เวลานานประมาณ 1 ปีขึ้นไปจึงจะจับขายได้ เลี้ยงแบบธรรมชาติปลานิลโตช้า ขนาดตัวเล็ก ไม่คุ้มทุน คุณณัฐสุดาจึงปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงใหม่ โดยเลี้ยงแบบให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงปลานิลจิตรลดา แต่การเลี้ยงวิธีนี้จะมีต้นทุนมากกว่าการเลี้ยงธรรมชาติ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงน้อยกว่าประมาณ 6 เดือนจับขายได้แล้ว จะได้ปลานิลตัวโต ขนาดน้ำหนักเป็นที่ต้องการ เนื้อปลามีไขมัน ทำให้เนื้อปลาอร่อย สำหรับการให้อาหารคุณณัฐสุดาจะให้อาหาร 2มื้อต่อวัน คือ มื้อเช้าและมื้อบ่ายเพียงพอแล้ว เพราะปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจะกินอาหารได้ทีละน้อยและมีการย่อยอาหารที่ค่อนข้างช้า การให้อาหารครั้งละมากๆ จะทำให้เสียอาหารและอาจทำให้น้ำเสียได้ เมื่อเลี้ยงปลานิลแบบปล่อยลงบ่อดินไปได้สักระยะ คุณณัฐสุดา ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงปลานิลมาเป็นแบบกระชัง เพราะติดปัญหา เรื่องการจับปลานิลขาย เนื่องจากคุณณัฐสุดา เน้นการขายปลีกและแปรรูปเป็นหลัก จึงทำให้ต้องมีการจับปลานิลขายทุกวัน แล้วขนาดปลานิลที่จับขายมีหลายขนาดด้วย การจับจึงค่อนข้างจะยาก จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบกระชังในบ่อดิน
คุณณัฐสุดา ใช้กระชังสีเหลี่ยม ขนาด 5x5 เมตร ใน 1 กระชัง สามารถเลี้ยงปลานิลจิตรลดาหมันได้ประมาณ 500 ตัว โดยก่อนนำมาเลี้ยงในกระชัง จะต้องเลี้ยงปลานิลในบ่ออนุบาลก่อนจนได้ขนาดตัวน้ำหนักประมาณ 300 กรัมจึงย้ายปลานิลมาลงกระชัง ระหว่างที่เลี้ยงปลานิลอยู่ในบ่ออนุบาลประมาณ3 เดือน จะให้กินอาหารเม็ดเล็กประมาณ 3 มื้อต่อวัน และกินแพลนตอล ที่ต้องสร้างขึ้นไว้ในบ่อก่อนที่จะปล่อยลูกปลานิลลงบ่อ สำหรับการเพาะแพลนตอนนั้นก็ทำไม่ยาก คือการทำให้น้ำในบ่อเป็นสีเขียวด้วย

การใส่น้ำปุ๋ยหรือที่เรียกว่า น้ำอามิ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป น้ำปุ๋ยนี้จะไปช่วยเลี้ยงแพลนตอลให้โต และกลายเป็นน้ำสีเขียวหรือน้ำที่มีแพลนตอล จากนั้นก็นำลูกปลานิลปล่อยลงบ่ออนุบาล เมื่อปลานิลอายุได้ประมาณ 1 เดือนก็เริ่มให้อาหารเม็ดเล็กและเลี้ยงต่อไปประมาณ 3 เดือน จนได้ขนาดตัวน้ำหนักประมาณ 300 กรัมจึงนำไปเลี้ยงต่อในกระชัง อีก 3 เดือน รวมระยะเวลาเลี้ยงทั้งหมด 6 เดือน ก็จับขายได้

สำหรับพันธุ์ปลา จะซื้อจากฟาร์มที่เพาะพันธุ์ปลานิลจิตลดาขายโดยตรง ในราคาตัวละ58 สตางค์ ขนาดลำตัวยาวไม่เกิน 1 เซนติเมตร แล้วนำมาเลี้ยงต่อจนกระทั่งโตและจับขายได้

ต้นทุนเริ่มแรกในการเลี้ยงปลานิลจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท แบ่งเป็นค่าขุดบ่อ ค่าสร้างกระชัง ค่าพันธุ์ลูกปลานิล ค่าอาหาร ค่าแรงงาน พื้นที่เลี้ยงก็ตามความสะดวก อาจจะพื้นที่ในสวน หรือพื้นที่บ้านก็ได้ แต่สิ่งสำคัญต้องมีแหล่งน้ำสะอาดสมบูรณ์เพียงพอ

คุณณัฐสุดาเล่าให้ฟังต่ออีกว่า ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดและต้องเลี้ยงในบ่อดิน อาจทำให้เวลารับประทานผู้บริโภคอาจจะได้กลิ่นโคลนดินแทรกซึมมากับเนื้อปลา ทำให้รสชาติเนื้อปลาไม่อร่อย แต่คุณณัฐสุดาบอกว่าปัญหานี้แก้ไขได้ ด้วยการหมั่นเปลี่ยนน้ำในบ่อเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้าหน้าร้อนช่วงเดือนเมษายนจนถึงประมาณเดือนมิถุนายนควรเปลี่ยนน้ำ 2-3 ครั้งต่อเดือน สังเกตได้ง่ายๆหากน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทันที โดยจะต้องดูดน้ำออกจากบ่อประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วก็เติมน้ำใหม่ลงไปในบ่อประมาณ 50 เซนติเมตร เพราะหัวใจสำคัญในการเลี้ยงปลานิลให้เนื้ออร่อยไม่เหม็นโคลน คือ ต้องมีน้ำสะอาดในบ่อเลี้ยงปลานิลเสมอ

ช่องทางการตลาด : สำหรับช่องทางการขายนั้น คุณณัฐสุดา เน้นการขายปลีกมาตั้งแต่เริ่มเลี้ยงปลานิลเลย ไม่เน้นขายส่ง เพราะราคาที่แม่ค้ารับซื้อไม่มีความแน่นอน และกำไรที่ได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนด้วย เริ่มแรกคุณณัฐสุดาก็จับปลานิลสดขาย แต่ผลตอบรับไม่ค่อยดี ขายยาก คนไม่นิยมซื้อปลานิลสดไปทำอาหารแล้ว ทำให้คุณณัฐสุดา ต้องคิดหาวิธีการขายแบบอื่นทดแทน เลยนึกถึงตอนที่ไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกษตรกรญี่ปุ่นจะขายปลีกเองไม่มีการขายส่งซึ่ง แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเมืองไทย เกษตรกรชาวญี่ปุ่นแทบทั้งหมดเลยจะขายเอง ขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แล้วส่งไปให้ลูกค้าเลย ส่งถึงบ้านลูกค้าเลย ลูกค้าสั่งอะไรได้หมด แต่ชาวญี่ปุ่นจะเน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการแปรรูป เมื่อได้แนวทางแล้ว คุณณัฐสุดาก็คิดต่อไปอีกว่า ปลานิลจะแปรรูปเป็นอาหารพร้อมทานเมนูอะไรได้บ้าง คิดไปคิดมาก็ได้เมนูปลานิลเผา ปลานิลนึ่งมะนาว และปลานิลแดดเดียว จากนั้นก็คิดค้นสูตรลองทำ ลองชิม จนได้รสชาติอร่อย จึงนำมาขาย

สำหรับเมนูปลาเผา ราคาขายเริ่มต้นที่ 80จนถึง 200 บาท มีขนาดปลานิลเผาให้เลือกตั้งแต่ขนาด 500กรัมจนถึง 1.5 กิโลกรัม ปลานิลนึ่งมะนาวก็ราคาเท่ากัน คือ เริ่มต้นที่ 80 จนถึง 200 บาท มีขนาดปลานิลเผาให้เลือกตั้งแต่ขนาด 500กรัมจนถึง1.5กิโลกรัม เช่นกัน ส่วนปลานิลแดดเดียว ราคากิโลกรัมละ 120 บาท ปลานิลสดขายกิโลกรัมละ 75 บาท สำหรับสถานที่ขายนั้นมีอยู่ 2 สาขาด้วยกัน คือ สาขาบางยาง และสาขาบ้านแพ้ว วันหนึ่งขายใช้ปลานิลประมาณ 70 กิโลกรัมต่อวัน เฉลี่ยสาขาหนึ่งก็ประมาณ 40-50 ต่อวัน รายได้เฉลี่ยจาก 2 สาขาต่อวัน เฉลี่ยรวมกัน วันละ 10,000 บาท ความพิเศษของปลานิลร้านนี้ คือ ปลานิลเลี้ยงเอง ทำใหม่ทุกวัน เนื้อปลาสด รสชาติดี หวาน มัน ไม่เหม็นกลิ่นโคลน น้ำจิ้มอร่อย

สำหรับใครที่ชื่นชอบการทานปลานิล แวะไปลองชิมได้ใกล้ที่ไหนก็ไปแวะไปทานกันได้เลย มี 2 สาขาให้เลือกชิม ร้านปลาวัน สาขาบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-20.00 น. และสาขาบ้านแพ้ว ตั้งอยู่ ถ.บ้านแพ้ว-กระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-19.00 น.

ข้อเสนอแนะจากเกษตรกร : อาชีพเกษตร แม้ว่าจะเป็นอาชีพก้นครัว อาชีพดั้งเดิม แต่เชื่อไหมว่า เกษตรกรทุกคนรวยได้ เหมือนอาชีพอื่น เพียงแต่เกษตรกรยุคใหม่ต้องใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพ และการตลาด รวมถึงแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพราะจริงๆแล้วสินค้าเกษตรทุกอย่างราคาไม่ถูก แต่ต้องรู้จักแปรรูปเพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ ถ้ายังคงทำและขายแบบเดิมๆ ก็จะไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำให้สินค้ามีราคาถูก ยิ่งขายส่งราคาก็จะยิ่งถูก อยากแนะนำเกษตรกรยุคใหม่ทุกคน ควรตั้งใจทำและหันมามองสินค้าที่เรามีอยู่ว่าสามารถแปรรูปเป็นอะไรได้บ้างให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ ทุกอย่างขายได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรเราให้ตรงใจผู้บริโภคเท่านั้น เชื่อเถอะไม่ว่าจะปลูกผัก ทำสวนหรือทำปะมง ทุกอย่างขายหมดและจะไม่มีสินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาถูกอีกต่อไปแน่นอน

ที่อยู่และช่องทางการติดต่อ : บ้านเลขที่ 25/2 ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 7410 โทรศัพท์ 086-415-5963

เลี้ยงปลานิลขาย รายได้หลักแสนต่อเดือน
เลี้ยงปลานิลเป็นหมัน สันหนา เนื้อเยอะ ขายได้ราคา
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×