เกษตรกรต้นแบบ
"สุขกาย สบายใจ จากการเพาะพันธุ์กบจำหน่าย"
คุณสวาสดิ์ พุทธรรมา
 18 เมษายน 2559   3,748
จ.ขอนแก่น
ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน และ ความขยันอดทนจะนำไปสู่ผลสำเร็จ

สวาสดิ์ พุทธรรมา จากอดีตคนถีบสามล้อรับจ้าง กลายมาเป็นเกษตรกรผู้ประสบสุขสำเร็จในการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และเพาะลูกอ๊อด ลูกกบ จำหน่ายพันธุ์ ด้วยการเริ่มต้นพันธุ์กบเพียง 1,000 บาท และลงทุนด้านการจัดการบ่อเลี้ยงครั้งเดียวเพียง 1 แสนบาท แต่ใช้งานได้นานหลายสิบปี เพื่อผลิตพันธุ์กบจำหน่าย สร้างรายได้หลักจุนเจือครอบครัว จนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวให้มีความสุขได้เดือนล่ะ 80,000-90,000บาท โดยไม่ต้องออกไปทำมาหากินไกลบ้าน จึงเกิดความรักความเข้าใจกันดีในครอบครัว เพราะได้ใช้เวลาร่วมกันทำเกษตร ทั้งยังมีการกระจายความสุขและความรู้สู่ชุมชนบ้านเกิดจนกลายเป็นกูรูผู้ประสบความสำเร็จด้านการเพาะพันธุ์กบจำหน่ายระดับต้นๆ ของจังหวัดในปัจจุบัน

สวาสดิ์ พุทธรรมา

สวาสดิ์ พุทธรรมา อดีตเด็กหนุ่มผู้ขายแรงงานแลกเงิน ที่พกพาความขยัน อดทน และ อดออม มาจากจังหวัดมหาสารคาม หมายมุ่งเข้ามาทำมาหากินในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการถีบสามล้อรับจ้าง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 จนกลายเป็นเถ้าแก่วินสามล้อ ที่มีสามล้อถีบให้คนอื่นเช่ารับจ้างถึง 30 คัน และมีเงินเก็บมากพอซื้อที่ดินปลูกบ้านทำการเกษตร จนลงหลักปักฐานแต่งงานสร้างครอบครัวร่วมทางกับ คุณเมือง พุทธรรม มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน จากนั้นก็เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ลดสารเคมี ใช้หลักการที่ว่า “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และ ชีวิตต้องพึ่งพิงธรรมชาติ การมีชีวิตอยู่ต้องไม่ทำร้ายธรรมชาติที่ให้ชีวิต” บนพื้นที่อยู่อาศัย เลขที่ 142 หมู่ที่ 4 บ้านห้วยซัน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น แม้ว่าคุณสวาสดิ์จะสนใจอาชีพการเกษตรมานานแต่ก็ไม่ค่อยได้ศึกษาอย่างจริงจัง

กระทั่งในปี พ.ศ.2541 เทศบาลนครขอนแก่นได้พาไปศึกษาดูงานเกษตรธรรมชาติ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้หันมาทำกิจกรรมการเกษตรอย่างจริงจังโดยเน้นการอิงธรรมชาติอย่างที่ตั้งไว้ จากนั้นได้ลองผิดลองถูกปลูกผักปลอดสารพิษในยางรถยนต์รอบๆ บริเวณที่พักอาศัย ผลิตน้ำสกัดชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองเลี้ยงปลาเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ จนมีผู้คนสนใจมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมากแต่ก็มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ทำการเกษตรอะไรมากไม่ได้ จึงคิดขยับขยายโดยน้อมนำปรัชญญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ขณะทำการเกษตร คุณสวาสดิ์ หมั่นพัฒนาตนเองด้วยความรู้ต่างๆ อยู่เสมอ ที่ฟาร์มคุณสวาสดิ์จึงไม่ใช้ปุ๋ยเคมี มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง ด้วยความสามารถในการจัดการบริหารการเกษตรอันโดดเด่น โดยใช้หลักธรรมชาติพึ่งพิงกันนี้ คุณสวาสดิ์จึงได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตามที่ต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานชุมชนคุ้มหนองคู เทศบาลนครขอนแก่นถึง 4 สมัย เน้นใช้ภูมิปัญญาเข้ามาจัดการด้านการเกษตร จนได้แนวทางที่ไม่เหมือนใคร เพราะทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองก่อน ลดการพึ่งพาปัจจัยอื่นๆ จากภายนอก

ความสุขเริ่มจากการทำในสิ่งที่รัก

ต่อมาในปี พ.ศ.2545คุณสวาสดิ์ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติม ที่บ้านห้วยซัน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นจำนวน6 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่นาเดิมทั้งหมด จึงปรับพื้นที่ 2 ไร่เป็นสระน้ำ ลึก 1.5 เมตร ส่วนบริเวณอื่นได้นำดินจากภายนอกมาถมเพิ่มเติม ระยะแรกของการเริ่มต้นได้ทำเพิงเป็นที่พักอาศัย ปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ เช่น ผักสวนครัว ปลูกไม้ดอก เลี้ยงสัตว์ แล้วถมที่ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวและได้นำแนวคิดเกษตรธรรมชาติมาใช้ภายในฟาร์ม โดยทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่าง เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับเปลี่ยนกิจกรรมไปตามความเหมาะสมกับสภาวะการผลิตและการตลาด แต่ที่เป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญที่คุณสวาสดิ์ทำเป็นหลักเพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวก็คือ การเลี้ยงกบ เพื่อเพาะขยายพันธุ์ ลูกอ๊อด ลูกกบ จำหน่ายพันธุ์และเป็นอาหารปลา ร่วมกับการเลี้ยงกบในโอ่ง เพื่อจำหน่ายเนื้อด้วย

สำหรับการเพาะเลี้ยงกบเพื่อการขยายพันธุ์จำหน่ายนั้นคุณสวาสดิ์ เริ่มจากการซื้อพันธุ์กบมาเลี้ยง 1,000 ตัวพร้อมเงินลงทุนในการทำบ่อ 30 บ่อ กับอีก 50 กระชัง ซึ่ง เป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่อยู่ได้ยาวนานหลายสิบปี ไปอีกประมาณ 100,000 บาท แล้วจัดการบริหารโดยอาศัยแรงงานในครอบครัวเป็นหลัก ทำให้ประหยัดค่าต้นทุนแรงงานไปได้มากโข

สำหรับการเพาะขยายพันธุ์กบนั้น มักจะพบกับปัญหาเรื่องการขยายพันธุ์กบได้น้อย
เลี้ยงให้รอดยาก เนื่องจากการขาดการดูแลจัดการที่ดี ดังนั้น เกษตรกรที่สนใจอาชีพการเลี้ยงกบ และอยากขยายพันธุ์กบให้ได้ลูกกบสุขภาพดี มีอัตราการรอดตายสูง ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้


1. คัดเลือกกบพ่อ-แม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ : กบที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์ ควรมีลักษณะดังนี้ คือ

- มีรูปร่างสมส่วนตรงตามสายพันธุ์

- ไม่มีบาดแผลตามลำตัว

- มีน้ำหนัก 500-700 กรัม

- มีอายุ 1 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่กบแม่พันธุ์มีไข่แก่ และกบพ่อพันธุ์มีน้ำเชื้อดีสมบูรณ์ แข็งแรง


2. เตรียมบ่อผสมพันธุ์กบ :

-เตรียมบ่อหรือทำบ่อปูนซีเมนต์ ขนาด 4 x 4 เมตร ขนาด 6 x 6 เมตร หรือ ขนาด 8 x 8 เมตร ต้องทำแอ่งน้ำขนาด 2 x 3 เมตร มีความลึกประมาณ 30 ซม. ลาดพื้นแอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน ขัดมันกันรั่ว ใส่ท่อระบายน้ำจากแอ่งขนาด 0.5 นิ้ว รอบๆ แอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน เพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและที่กบได้พักอาศัย รอบๆ คอกปักเสาทั้ง 4 ด้านให้ห่างกัน ช่วงละ 2 เมตร บ่อขนาดดังกล่าวสามารถปล่อยกบพ่อ-แม่พันธุ์ที่พร้อมผสม ได้ประมาณ 5 - 10 คู่/บ่อ

- รอบๆ บ่อเลี้ยงกบ ควรทำตาข่ายตาถี่ล้อมรอบ เพื่อป้องกันกบกระโดดหนี และไม่ให้ศัตรูของกบเข้ามาทำร้ายหรือกินลูกกบ เช่น สุนัข แมว นก หนู เป็นต้น

3. การผสมพันธุ์กบ :

- การเริ่มเพาะลูกกบจะเพาะได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มร้อน

- งดให้อาหารกบพ่อ-แม่พันธุ์ที่พร้อมผสมตั้งแต่ช่วงเช้าจากนั้นปล่อยกบลงในบ่อที่เตรียมไว้ในช่วงเย็น(เวลาประมาณ 17.00 น.) ในตอนเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. จะสังเกตเห็นไข่กบเกิดขึ้นมากมาย ให้จับกบพ่อ-แม่พันธุ์ออกจากบ่อผสมพันธุ์ เพื่อป้องกันไม่ให้กบกินไข่ตัวเอง จากนั้นทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง (เวลาประมาณ 07.00 น.ของอีกวัน) กบจะฟักออกเป็นตัว เรียกว่า ลูกอ๊อด หรือ ลูกกบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับลูกปลา

ผลผลิตแต่ละบ่อจะได้ประมาณ 20-25 กิโลกรัม ใช้เวลาเพาะเลี้ยงอยู่ 30-45 วัน ก็ทำเงินได้ 8-9 หมื่นบาท หากเป็นการขายลูกกบก็จะขายได้ตั้งแต่ กิโลกรัมละ 200-500 บาท สำหรับการเลี้ยงเพื่อขายเนื้อ ราคาจะอยู่ที่ 70-100 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา

พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบ

4. อนุบาลลูกกบวัยอ่อน :

- หลังเป็นลูกอ๊อดแล้ว ช่วง 2 วันแรก ไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกอ๊อดยังใช้ไข่แดงที่ติดมาเลี้ยงตัวเอง หลังจากนั้นให้ไข่แดงต้มสุกบดละเอียดเป็นอาหารวันละ 3 ฟอง/ต่อลูกอ๊อด 1 ครอก

- เมื่อกบฟักออกจากไข่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะมีขาหลัง 2 ขาโผล่ออกมาจากส่วนท้ายของลำตัวบริเวณโคนขา เมื่อขาหลังเจริญเต็มที่ก็จะมีขาหน้าโผล่ออกมาอีกทั้ง 2 ข้างของช่องเหงือกทางด้านหน้าของลำตัว หางจะเริ่มหดสั้นลง ปากจะเริ่มสมบูรณ์ขึ้น สามารถกินอาหารได้เช่นเดียวกับกบตัวโต อาหารที่ให้ระยะนี้จะเป็น อาหารที่เคลื่อนไหวได้ เช่น กุ้ง ลูกปลา หนอนแมลงขนาดเล็ก แต่ถ้าไม่สามารถหาอาหารดังกล่าวได้ก็ให้อาหารพวกเครื่องในสับ เศษปลาสับ โดยนำมาผสมกับอาหารเม็ดสำหรับกบเล็ก หรืออาหารปลาดุกเล็ก จะทำให้ลูกกบเจริญเติบโตเร็ว และช่วย


5. การดูแลจัดการลูกกบ :

- ลูกกบขนาดเล็ก อายุประมาณ 1 อาทิตย์ จะทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 3 วันครั้ง จากนั้นเมื่อลูกกบอายุประมาณ 2-3 อาทิตย์ จะเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยขึ้น คือประมาณ 2 วันครั้ง หรือสังเกตเห็นว่าน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นก็ทำการเปลี่ยนถ่ายได้เลย โดยเปลี่ยนถ่ายน้ำ 70 % ของจำนวนน้ำในบ่อทั้งหมด และหลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกครั้งให้ใส่จุลินทรีย์ EM ประมาณ 20-30 ซีซี/บ่อ เพื่อบำบัดน้ำเสีย และทำให้ลูกกบสุขภาพดี เจริญเติบโตเร็ว

- ถ้าพบว่าลูกกบมีบาดแผล หรือเริ่มตายให้ใช้ฟ้าทะลายโจรตากแห้งบดละเอียดผสมอาหารให้กิน ในอัตรา ฟ้าทะลายโจร 10 กรัม/อาหาร 100 กิโลกรัม เพื่อรักษาโรคและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกบ (โดยส่วนใหญ่กบจะตายเนื่องจากได้รับเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ภายในบ่อ ซึ่งเกิดจากการสะสมของอาหารที่กินไม่หมด และการถ่ายมูลของกบ เมื่อกบได้กินน้ำและอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปก็จะทำให้ป่วยตาย)

การเลี้ยงกบให้สุขภาพดี มีอัตราการรอดตายสูง และไม่มีปัญหาเรื่องโรคนั้น นอกจากต้องดูแลจัดการเรื่องความสะอาดของบ่อเป็นอย่างดีแล้ว ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนสายพันธุ์กบทุกๆ 2 ปี โดยสลับเลี้ยงกบหลายๆสายพันธุ์ จะทำให้กบทนทานต่อโรค เลี้ยงง่าย โตเร็ว

วิธีการป้องกันโรคกบ ติดเชื้อแบคทีเรียใช้กากน้ำตาล 1 กระป๋อง หรือ 330 มิลลิมิตร + EM 1 กระป๋อง หรือ 330 มิลลิลิตร + เหล้าขาว 1 ขวดใหญ่ + น้ำส้มสายชู 1 ขวดใหญ่ + น้ำ 18 ลิตร

วิธีการทำ นำวัตถุดิบทั้งหมดผสม กันในถังหมัก แล้วคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้เป็นเวลา 7 วัน

วิธีการนำไปใช้

-ใช้ฉีดพ่นให้ทั่วในบ่อหรือกระชัง และตัวกบ อัตราส่วนผสม 1 ขวดน้ำเปล่าเล็ก หรือ 500 - 600 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

-ใช้ได้ทั้งการป้องกันและช่วงสัตว์ป่วย หากใช้ในช่วงกบเป็นโรคจะหายภายใน 1 สัปดาห์

ต้นทุนการผลิต

เริ่มจากซื้อพันธุ์กบมาเป็นจำนวน 1,000 ตัว ในราคา 1,000 บาท (เฉลี่ยตัวละ 1 บาท) ทำบ่อซีเมนต์ ด้วยงบประมาณ 50,000 บาท ได้ 30 บ่อ นอกจากนี้แล้วทำกระชัง จำนวน 50 กระชัง งบประมาณ 30,000 บาท และ โอ่ง ซึ่งเป็นบ่อเพาะกบที่ดูแลง่ายกบโตเร็ว ขนาดของโอ่ง 1,000 ลิตร จำนวน 24 โอ่งๆ ละ 80-100 ตัว ทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนครั้งเดียวเพาะเลี้ยงได้หลายสิบปี

แผนการตลาด

ด้านการตลาด จะเริ่มจำหน่ายลูกกบเมื่อมีอายุได้ 1 เดือน หรือ ขนาดเท่านิ้วก้อย โดยลูกกบในช่วงนี้จะขายในราคาตัวละ 1-2 บาท เพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงต่อ หรือเป็นเหยื่อตกปลาการจำหน่ายลูกอ๊อดในช่วงที่ตลาดต้องการสูงคือ

- เดือนเมษายน-กรกฏาคม กิโลกรัมละ 200 บาท

- เดือนสิงหาคม-กันยายน ราคา กิโลกรัมละ 500

ส่วนใหญ่จะนำไปเป็นเหยื่อตกปลา โดยลูกกบอายุ 30-35 วัน จะขายได้ตัวละ 1 บาท อายุ 36-40 วัน ขายได้ตัวละ 2 บาท อายุเกิน 40 วัน ขายได้กิโลกรัมละ 70-100 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา

อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีกิน

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

การเลี้ยงกบ โดยเพาะลูกอ๊อด ลูกกบ และเลี้ยงในโอ่ง มีข้อดีกว่า คือ ดูแลง่าย จับง่าย โตเร็ว หากทำในช่วงนอกฤดูการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เกษตรกรต้องใช้วิธีการหลอกล่อให้กบผสมพันธ์และวางไข่โดยใช้ระบบ "ฝนเทียม"เข้ามาช่วย ซึ่งจะเริ่มจากปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์บ่อละ 10 คู่ ในช่วงเวลา 5-6 โมงเย็น ฉีดน้ำแบบพ่นฝอย ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นพ่อแม่พันธุ์ก็จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง ตี 5 และเวลาประมาณ 07.00 น.ก็จับพ่อแม่พันธุ์ไปไว้ในบ่อพัก เวลา 5-6 โมงเย็น ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วก็จะฟักเป็นตัวอ่อน อีก 3 วัน ก็ให้อาหารได้ ซึ่งอาหารที่ให้ คือ ไข่แดงต้มบดละเอียดหว่านลงไปในบ่อหรือใช้อาหารสำเร็จรูปก็ได้ เมื่ออายุได้ 10 วัน นำไปเลี้ยงในกระชังอีก 10 วัน ก็สามารถนำขายได้ แต่ละบ่อจะได้ลูกอ๊อดประมาณ 20-25 กิโลกรัม

เทคนิคเลี้ยงกบให้ปลอดภัย ห่างไกลโรค
เรื่อง/ภาพโดย: ชยาภัสร์ แสงมี จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ขอนแก่น
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×