เกษตรกรต้นแบบ
"โค่นยางหนีราคาตก กลับพบหนทางทำเงินที่ดีกว่า
เขาหันไปทำอะไร? ตามไปดูกัน!"
คุณกิตติศักดิ์ เส็นขาว
 09 มิถุนายน 2559   3,987
จ.ตรัง
หากรู้จักพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ก็จะมองเห็นโอกาสมากมายท่ามกลางวิกฤติ

กิตติศักดิ์ เส็นขาว อดีตกำนัน ต.แหลมสอม ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.7 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เป็นอดีตเกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่ทำไว้กว่า 100 ไร่ มานานหลายสิบปี แต่ตัดสินใจหันหลังให้สวนยางพาราที่คลุกคลีมานานด้วยเหตุผลด้านราคาที่ต่ำลงเพราะมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว แต่ความต้องการใช้เท่าเดิม จึงตัดสินใจโค่นสวนยางออกบางส่วน แล้วหันไปปลูกกล้วยหอมแซมสวนมะนาว แทนยางพารา แต่กลับพบว่าได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีมากกว่ายางพารา เพราะมีคำสั่งซื้อเข้ามาทุกสัปดาห์ ด้านต้นทุนการผลิตก็น้อยกว่ายางพารา

เกษตรกรสวนยางพาราเปลี่ยนมาปลูกกล้วยหอม

คุณกิตติศักดิ์ เส็นขาว เจ้าของสวนกล้วยหอมทองเป็นชาวเกษตรกรสวนยางพาราที่ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานสวนยางพารามาหลายประเทศ และได้มีโอกาสทำงานให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชาเป็นผู้ดูแลสวนยางพาราจำนวนแสนกว่าไร่ คุณกิตติศักดิ์ กล่าวว่า บริเวณพื้นที่การปลูกยางพาราที่ต่างประเทศมีการปลูกยางพารากันเยอะมาก โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาและประเทศลาว แต่ของตนมีประมาณ 100 กว่าไร่เท่านั้น จึงทำให้คิดว่าสวนยางพาราที่ตนปลูกอยู่นั้นคงไปไม่รอดแน่ จึงตัดสินใจโค่นล้มสวนยางพารา จำนวน 30 ไร่ เพื่อมาปลูกมะนาวและปลูกกล้วยหอมแซมระหว่างต้นมะนาวไปด้วย เมื่อราคายางพาราเริ่มตกต่ำ จึงลงมือโค่นต้นยางพารา โดยเริ่มจากการศึกษาและเข้าร่วมกลุ่มกับสหกรณ์เพชรบุรี แล้วนำหน่อกล้วยหอมไปทดลองลงปลูกแซมในสวนมะนาวแนวเกษตรผสมผสาน ต่อเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตปรากฎว่ากล้วยหอมขายได้ราคาดีมากและเป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้เรื่อยๆ จึงตัดสินใจปลูกกล้วยหอมอย่างจริงจังในพื้นที่ 30 ไร่ (มีจำนวน 2,000 ต้น) กลายเป็นปลูกกล้วยหอมเป็นหลัก แล้วใช้พื้นที่ว่างระหว่างแถวกล้วยหอมมาปลูกมะนาวและชะอมแซมแทน ทำให้มีรายได้จ

กล้วยหอมทองใช้เวลาปลูกเพียง 9 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ แต่ยางพาราใช้เวลาปลูกและดูแลตั้ง 7 ปีกว่า ถึงจะกรีดได้ นอกจากนี้การปลูกกล้วยหอมยังเป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานถึง 3 รอบการผลิต ทำให้มีรายได้เข้ามาในครอบครัวดีกว่าเดิม สร้างฐานะได้เร็วขึ้น และไม่ต้องไปกังวลด้านราคาอย่างยางพาราที่มีความผันผวนไม่แน่นอน

ปลูกมะนาวและชะอมแซมสวนกล้วยหอม

ปัจจุบันกล้วยหอมที่ปลูกทั้งหมดจะส่งไปขายทั้งในตลาดไทยและส่งประเทศญี่ปุ่น สำหรับตลาดในประเทศไทย มีออร์เดอร์ 1,000 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการของตลาด ตอนนี้กำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกประมาณ 39 ไร่ คุณกิตติศักดิ์ ได้กล่าวว่า ตนมีความสุขกับการทำสวนกล้วยหอมมาก ถึงแม้ว่าจะเคยเป็นกำนันมาก่อนแต่ก็ชอบชีวิตที่เป็นเกษตรกรมากขึ้น ตื่นเช้ามาเดินชมสวนกล้วยหอมที่ตนปลูกทำให้รู้สึกชื่นใจและพอใจกับการปลูกกล้วยหอม ชีวิตตนดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ปัจจุบันคอยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรชาวสวนยางในตำบลที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมาปลูกกล้วยหอม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลมีรายได้ที่ดีขึ้น สำหรับเกษตรกรทั่วไปก็สามารถโทรมาสอบถามขอคำแนะนำหรือเดินทางมาศึกษาดูงานที่สวนกล้วยหอมของตนได้ด้วยตัวเองหรือติดต่อขอซื้อพันธุ์กล้วยหอมของตนได้โดยตรง

++ การปลูกกล้วยหอมทอง ++

1. การเตรียมดิน

เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม น้้าไม่ท่วม ดินร่วนซุย ระบายน้้าได้ดี หากดินตรงไหนเป็นแอ่งควรปรับดินให้มีความลาดเท เพื่อป้องกันน้้าท่วมในฤดูฝน ถ้าจะให้ดินมีแร่ธาตุ มีอินทรียวัตถุสูง เพิ่มธาตุอาหารในดินควรปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ ถ้าเป็นดินเหนียวควรทำการยกร่อง และปลูกบนสันร่องทั้ง 2 ข้าง ขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. หน้าดินที่ขุดกองตากไว้ 5-7 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชที่ตกค้างในดิน หลังจากนั้นคลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบน

2.การปลูก

ที่เตรียมไว้วางกลางหลุม กลบดิน รดน้้า กดดินให้แน่น ระหว่างต้นระหว่างแถวแต่ละหลุมห่างกัน 2 เมตร เพื่อสะดวกในการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดใบ หมุนเวียนอากาศได้ดี เมื่อต้นกล้วยมีอายุ 20-30 วัน ทำการปาดหน่อเพื่อให้ต้นและแตกใบเสมอกัน ต้นกล้วยอายุได้ 4-6 เดือน จะเริ่มมีการแตกหน่อ หน่อที่เกิดมาเรียกว่า หน่อตาม ควรเอาหน่อออก เพื่อไม่ให้หน่อแย่งอาหารจากต้นแม่ เก็บหน่อไว้ประมาณ 1-2 หน่อเพื่อพยุงต้นแม่เมื่อมีลมแรงและเก็บเกี่ยวผลผลิตในปี

3.การให้น้ำ

ในพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ จะใช้วิธีสูบน้้าจากบ่อบาดาล หรือบ่อกักเก็บที่อยู่ใกล้สวน สูบน้ำขึ้นมารดต้นกล้วย การให้น้ำแค่พอชุ่มชื่น ในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ และขณะที่กล้วยตั้งตัวและกำลังติดปลี ติดผลดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้น้้าทุกวันเหมือนพืชชนิดอื่น

4.การใส่ปุ๋ย

กล้วยเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารมาก การติดผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอาหารและน้ำที่ได้รับ ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ตั้งแต่เริ่มปลูก การปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกจะต้องเป็นการผลิตที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด จะทำให้กล้วยหอมที่ได้ปราศจากสารพิษปนเปื้อน

5.การแต่งหน่อกล้วย

การตัดแต่งใบกล้วย ขณะที่มีการแต่งหน่อควรทำการตัดแต่งใบกล้วยควบคู่ไปด้วย จนกว่ากล้วยตกเครือ ติดใบกล้วยไว้กับต้น 10-12 ใบ ต่อต้น ตัดด้วยมีดขอให้ชิดต้นอย่าให้เหลือก้านกล้วยยื่นยาวออกมา เมื่อเหี่ยวจะทำให้รัดลำต้น ท้าให้ลำต้นส่วนกลางขยายได้ไม่มากเท่าที่ควร การปล่อยให้ใบกล้วยมีมากเกินไป จะทำให้ปกคลุมดิน คลุมโคนต้น ทำให้แดดส่องไม่ทั่วถึงพื้นที่ทำให้ดินมีความชื่นมากเกินไป

การปลูกกล้วยหอมแบบไม่ใช้สารเคมีจะเน้นให้ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลวัว เป็นหลัก กล้วยหอมจึงอุดมสมบูรณ์ ได้ผลโตสวยเรียงกันเป็นแถวสวยงาม และต้นกล้วยออกหน่อทันกับต้นกล้วยที่กำลังจะตัดเครือ

กล้วยหอมผลโตจัดเรียงสวยงามเพิ่มราคาขาย

6.การค้ำลำต้นกล้วย

กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย เครือใหญ่หนัก และคออ่อน เมื่อขาดน้ำหรือลมพัดก็หักโค่นเสียหาย จึงต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง

** ประมาณ 10 เดือน หลังจากปลูกกล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา เมื่อกล้วยแทงปลีจนสุดให้ตัดปลีทิ้ง หากไม่ตัดปลีกล้วยทิ้งจะทำให้ผลกล้วยเติบโตไม่เต็มที่

7.การห่อถุง

การปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออก หลังจากตัดปลีแล้ว ควรทำการคลุมถุง ถุงที่ใช้ควรเป็นถุงพลาสติกที่ฟ้าขนาดใหญ่ และยาวกว่าเครือกล้วย เปิดปากถุงให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี

8. เก็บเกี่ยว

ประมาณ 90-110 วัน กล้วยจะแก่พอดี ก็จะทำการเก็บเกี่ยว สามารถสังเกตได้จากกล้วยหวีสุดท้ายเริ่มกลม สีผลจางลงกว่าเดิม ถ้าปล่อยให้แก่คาต้นมากเกินไปจะทำให้เปลือกกล้วยแตก ผลเสียหาย

ต้นทุนการผลิต

ด้านต้นทุนคุณกิตติศักดิ์ กล่าวว่า การปลูกกล้วยหอมเป็นการลงทุนน้อยที่สุด หน่อพันธุ์กล้วยหอมลงทุนแค่ครั้งแรกเท่านั้น ครั้งต่อไปจะมีหน่อสำรองไว้ ปุ๋ยที่ใส่ก็เป็นปุ๋ยมูลไก่และมูลวัว กระสอบแค่ 30 บาท ในพื้นที่ 30 ไร่ จะสั่งปุ๋ยครั้งละ 150 กระสอบ ต้นหนึ่งใส่ปุ๋ยแล้วอยู่ได้นานมาก หากเฉลี่ยรวมๆ แล้วลงทุนครั้งแรกประมาณต้นละ 40 บาท เป็นค่าพันธุ์ต้นกล้วย 20 บาท ค่าปุ๋ยคอก 20 บาท ครั้งต่อไปก็ลงทุนแค่ต้นละ 20 บาทเท่านั้น โดยลงทุนเฉพาะค่าปุ๋ยคอกเท่านั้นส่วนหน่อพันธุ์กล้วยไม่ต้อง เพราะใช้หน่อที่ขึ้นมาใหม่นั้นเอง

แผนการตลาด

สำหรับผลผลิตจะส่งขายในตลาดเมืองไทย หวีละ 100 บาท ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นกิโลกรัมละ 15 บาท เฉลี่ยแล้วได้ 600,000 บาทต่อปี ส่งไปต่างประเทศในรูปแบบของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งได้เข้ากลุ่มสหกรณ์การเกษตร จังหวัดเพชรบุรี โดยทางสหกรณ์นั้นจะมีการตรวจคุณภาพคัดแยกอีกครั้งและรวมกันเพื่อส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันกล้วยหอมเป็นที่ต้องการของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก มีออเดอร์หรือยอดการสั่งซื้อเข้ามาถึงเดือนละ 3 หมื่นกิโลกรัม แต่กล้วยหอมก็ยังไม่มีเพียงพอที่จะส่งออก

กล้วยหอมส่งตลาดไทยราคาหวีละ 100 บาท ส่งออกญี่ปุ่นกิโลกรัมละ 15 บาท

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

เคล็ด(ไม่)ลับ ของคุณกิตติศักดิ์จะเป็นการประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อต้นกล้วยหอมมาปลูก เมื่อต้นเดิมแก่ไม่สามารถให้ผลผลิตหมดอายุไขแล้วจะโดนตัดออกไป เกษตรกรทั่วไปจะต้องไปซื้อต้นกล้วยมาใหม่เพื่อมาปลูกทดแทน ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะโตและออกผล แต่คุุณกิตติศักดิ์จะสำรองต้นกล้วยโดยจะเลี้ยงหน่อกล้วยที่ขึ้นมาใหม่ เพื่อเลี้ยงต่อจากต้นเก่าที่ถูกตัดทิ้งไป กว่าต้นเดิมจะโดนตัดทิ้งต้นใหม่ที่งอกออกมา หากจะนำไปขายก็สามารถขายได้ทันทีและหากทำเป็นพันธุ์ต่อก็ไม่ต้องตัดทิ้ง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายต้นละ 20 บาท

ท่านใดสนใจสามารถเดินทางมาศึกษาดูงานได้ที่ สวนกล้วยหอมกิตติศักดิ์ หมู่ที่ 7 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โทรสอบถามโดยตรงได้ที่ 089-731-6363

กล้วยหอมเงินแสน
เรื่อง/ภาพโดย: อิษฎา วรรณจรุง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.นครศรีธรรมราช
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×