เกษตรกรต้นแบบ
"ปลามรกต เลี้ยงง่าย ตลาดไม่ตัน"
คุณสำเนียง ทิพย์นาง
 08 มิถุนายน 2559   793
จ.อุบลราชธานี
ความสำเร็จของชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใบปริญญาหรือโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับความ มุ่งมั่น ขยัน อดทน

"ปลามรกต" เป็นปลาน้ำจืดลูกผสมขนาดกลาง ระหว่างปลาเทโพและปลาสวาย เป็นปลาหนังไม่มีเกล็ด เมื่อยังเล็กจะมีหูสีดำ พอตัวโตขึ้นหูของปลามรกตจะหลุดหายไป ชาวบ้านแถบภาคอีสานจึงเรียกกันว่า "ปลาหูหลุด" ลักษณะของเนื้อปลาจะออกหวาน รสชาติคล้ายปลาเนื้ออ่อน มันน้อย ไม่เลี่ยน จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคโดยทั่วไป เนื้อปลาสด สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ผัดฉ่า ต้มยำ ต้มแซ่บ ผัดเผ็ด ลาบ ฯลฯ และสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายชนิด ทั้งยังเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 2 ปี จะได้ปลาตัวละ 2 กิโลกรัม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

คุณสำเนียง ทิพย์นาง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลามรกต สร้างรายได้หลักล้านต่อปี

คุณสำเนียง ทิพย์นาง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลามรกต วัย 49 ปี เป็นชาวอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาปักหลักสร้างอาชีพและครอบครัวอยู่ที่ บ้านดอนหนองบัว หมู่ที่14 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ยึดอาชีพการนา ทำการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งได้ย้ายมาอยู่กินกับภรรยาที่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จึงเปลี่ยนมาประกอบธุรกิจทำแหนมซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวภรรยา แต่ด้วยใจที่รักในอาชีพเกษตรกรรม จึงคิดอยากเลี้ยงปลาไว้กินไว้ขาย เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง และได้เริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกอุย จำนวน 4 บ่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุน จากราคาปลาดุกตกต่ำ ขายไม่ได้ราคาอย่างที่คาดหวัง อีกทั้งในการเลี้ยงปลาดุกนั้นมีต้นทุนค่าอาหารสูง จึงหยุดเลี้ยงปลาดุก และมองหาลู่ทางการทำเกษตรเพื่อทำเงินต่อไป โดยไม่ให้หลุดไปจากต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มี

จากประสบการณ์ในการการเลี้ยงปลาดุกแล้วขาดทุน จึงมองหาหาปลาเศรษฐกิจตัวใหม่มาเลี้ยง จนมาพบว่า "ปลามรกต" เป็นปลาเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ขายได้ราคา รสชาติอร่อยเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และตลาดมีความต้องสูง ถึงแม้จะใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 2 ปี ก็ตาม

เลี้ยงปลามรกต (ปลาหูหลุด) ในบ่อดิน

จนไปรู้จักกับปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า “ปลามรกต” เป็นปลาที่น่าสนใจ เลี้ยงดูง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมดี ขายได้ราคา ตลาดมีความต้องสูง เพราะมีรสชาติดี ถูกใจผู้บริโภค แม้จะใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 2 ปี ก็ตาม คุณสำเนียง ก็อยากลองทำการเลี้ยงดู เพราะเป็นอะไรที่น่าลิ้มลอง

ในปีพ.ศ.2555 คุณสำเนียง จึงใช้บ่อเลี้ยงปลาดุกที่มีอยู่เดิมมาปรับเลี้ยงปลามรกต ซึ่งการเลี้ยงไม่ได้ยุ่งยากเหมือนเลี้ยงปลาดุก จัดว่าเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ให้อาหารเพียงวันละครั้งในช่วงหัวค่ำก็เพียงพอ วิธีการเลี้ยงจะเริ่มจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อเก่า และทำการขุดลอกเพื่อตกแต่งบ่ออีกครั้ง ตามขนาดเดิม คือ กว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร ลึก 1.5-2 เมตรจากนั้นหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำและกำจัดเชื้อโรคภายในบ่อ แล้วปล่อยลูกปลามรกตลงเลี้ยง ในอัตรา 10,000 ตัว/บ่อตามขนาดดังกล่าว แล้วทิ้งระยะห่างในการปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงอีก 5-6 เดือน ในอีก 3 บ่อถัดไป เพื่อให้มีปลาออกสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากปลามรกตจะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงนานถึง 2 ปี หรือ 24 เดือน จึงจะได้ปลาขนาดตามที่ตลาดต้องการ เฉลี่ย 2 กก./ตัว ปลามรกตเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตช้า แต่ขายได้ราคาดี เฉลี่ย 55-60 บาท/กก. ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปลาดุกอุยที่เคยเลี้ยงแล้ว คุณสำเนียง มองว่าการเลี้ยง “ปลามรกต หรือปลาหูหลุด” ถือเป็นการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับตนได้เป็นอย่างมาก

"การใช้อาหารสดในการเลี้ยงปลาผสมผสานกับการให้อาหารสำเร็จรูปและการเปิดไฟล่อแมลงในช่วงกลางคืน นอกจากจะช่วยเพิ่มโปรตีนและอาหารเสริมอื่นๆแล้ว ยังมีส่วนช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของปลาได้ดี"

ใช้อาหารสดเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารสำเร็จรูป

เมื่อปลามีอายุได้ 19-24 เดือน คุณสำเนียง จะเปลี่ยนจากให้อาหารสำเร็จรูปมาใช้อาหารสดเพียงอย่างเดียวในอัตราส่วน 50 กก./บ่อ เนื่องจากไส้ไก่และเศษโครงไก่จะเป็นอาหารสดที่มีราคาถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปเกือบเท่าตัวแต่มีธาตุอาหารสูงกว่า ซึ่งวิธีการให้อาหารแบบผสมผสานทั้งอาหารสำเร็จรูปและอาหารสดตามช่วงอายุของปลา จะช่วยลดต้นทุนค่าอาหาร และทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ขนาดและน้ำหนักตามที่ต้องการ

ต้นทุนการผลิต

ต้นทุนในการเลี้ยงปลาของคุณสำเนียง เริ่มต้นในครั้งแรกจากการขุดบ่อขนาดความกว้าง 15 เมตร ความยาว 30 เมตร และลึก 1.5-2 เมตร จำนวน 4 บ่อ ด้วยค่าจ้างบ่อละ 15,000 บาท ซึ่งคุณสำเนียงบอกว่าลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่สามารถใช้เลี้ยงปลาได้ตลอด นอกนั้นจะเป็นค่าปูนขาวสำหรับฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงสภาพน้ำในบ่อ ค่ายารักษาโรคเหงือกบวมซึ่งเป็นโรคประจำตัวปลาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ค่าซื้อลูกปลาตัวละ 50 สต. โดยจะปล่อยปลาลงเลี้ยงจำนวน 10,000 ตัว/บ่อ ค่าอาหารปลาสำเร็จรูป 350-400 บาท/กระสอบ โดยให้กินผสมกับอาหารสด อาทิ ไส้ไก่ เศษเนื้อไก่ ฯลฯ ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย 9-10 บาท/กก. โดยคุณสำเนียงจะให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ เฉลี่ย 3-5 % ของน้ำหนักตัวปลาเท่านั้น หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลามรกตทั้ง 4 บ่อภายในระยะเวลา 2 ปีแล้ว คุณสำเนียงจะใช้ต้นทุนค่าอาหารปลาไปประมาณ 150,000-200,000 บาท ในขณะที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 10 ตัน/บ่อ ราคาจำหน่าย 55-60 บาท/กก. หรือจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 550,000-600,000 บาท/บ่อ โดยปลาทั้ง 4 บ่อจะหมุนเวียนออกสู่ตลาด ห่างกัน 6 เดือน ทั้งนี้ หากไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการขุดบ่อ คุณสำเนียงจะมีรายได้นับล้านบาท/ปี เลยทีเดียว

แผนการตลาด

ปลามรกต หรือ ปลาหูหลุด จะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 2 ปี ด้านการตลาดคุณสำเนียงจะทิ้งระยะห่างในการเลี้ยงปลาจากทั้งหมดจำนวน 4 บ่อ ให้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดหมุนเวียนกันทุกๆ 6 เดือน หรือ 2 ครั้ง/ปี โดยจะมีพ่อค้ามาติดต่อสั่งจองรซื้อปลาไว้ก่อนล่วงหน้าข้ามปีแบบเหมารวมยกทั้งบ่อ โดยปลาส่วนใหญ่จะถูกนำออกไปวางจำหน่ายตามตลาดสดหรือส่งไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารโดยทั่วไป และในอนาคตคุณสำเนียงมีแผนที่จะผลิตปลามรกตออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น โดยจะขุดบ่อเลี้ยงปลาเพิ่มขึ้นอีก 2-3 บ่อ เพื่อให้สามารถผลิตปลาออกสู่ตลาดให้หมุนเวียนกันได้ทุกๆ 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 จากผลผลิตเดิม และยังมีแนวคิดที่จะนำปลามรกตไปแปรรูปเป็นปลาส้มแบบแพ็คสุญญากาศและผลิตภัณฑ์อื่นๆเพื่อเพิ่มมูลค่าอีกด้วย

ปลามรกตหรือปลาหูหลุด ขนาด 2 กก./ตัว เป็นขนาดที่ตลาดมีความต้องการสูง

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

การงดให้อาหารปลาทุกชนิดก่อนจับขายประมาณ 1 สัปดาห์ จะช่วยลดกลิ่นสาบคาวปลาได้ นอกจากนี้การเลี้ยงปลาหลายๆ รุ่นให้สามารถหมุนเวียนผลผลิตออกสู่ตลาดให้ได้อย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง จะเป็นการเลี้ยงแบบง่ายๆ ที่ไม่ทำให้ผู้เลี้ยงเหนื่อยจนเกินไป เลี้ยงแบบสบายๆ 3 เดือนจับขาย สามารถสร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี

เรื่อง/ภาพโดย: อภัย นามเพ็ง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.อุบลราชธานี
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
23-30°C
เชียงใหม่
17-28°C
นครราชสีมา
22-31°C
ชลบุรี
23-31°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
24-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×