เกษตรกรต้นแบบ
"ปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน
สร้างรายได้เสริมเดือนละกว่า 3 หมื่นบาท"
คุณปิติชัย ปลื้มจิตร์
 26 พฤษภาคม 2559   1,800
จ.ประจวบคีรีขันธ์
ชีวิตคือการเรียนรู้ และ การเรียนรู้ทำให้ประสบกับชัยชนะ

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรหลายรายมองหาพืชเสริมปลูกควบคู่ไปกับพืชหลักที่ให้ผลผลิตมากในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นอีกหนึ่งพื้น ทีประสบกับปัญหาผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคาเป็นประจำ ราคาที่เกษตรกรคาดว่าจะขายได้จึงมีความผันผวน ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่เกษตรกรในจังหวัดนิยมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียส่งโรงงานกันมาก ทางแก้ของเกษตรกรก็คือ การหันไปปลูกพืชอื่นเสริมรายได้ กันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นขนุน ทุเรียน มะม่วง ที่ใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปี ก็พอดีกับมีเจ้าหน้าที่มาส่งเสริมให้ปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน จึงมีเกษตรกรหลายรายหันไปให้ความสนใจ เพราะสามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกเดือน และมีรายได้ดีกันถ้วนหน้า

ว่านหางจระเข้พืชเสริมทางเลือกใหม่ตัดขายได้ทุกเดือน

ปิติชัย ปลื้มจิตร์ หนุ่มใหญ่วัย 54 ปี ยึดอาชีพปลูกสับปะรดมายาวนานกว่า 20 ปีในพื้นที่บ้านหนองปุหลก หมู่ที่ 9 ต.บ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ดูแลลูกบ้านและคอยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้คนในชุมชน ได้เล่าให้ฟังว่าตนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ยึดอาชีพทำไร่สับปะรดมานานเช่นกัน โดยช่วยกันทำ 2 คนกับภรรยา ในช่วงแรกมีที่ดินปลูกสับปะรดอยู่ประมาณ 30 กว่าไร่ ราคาดี แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาสับปะรดตกต่ำ ผลผลิตมีมากจนล้นตลาด ทำให้เกษตรกรหลายรายขาดทุน อีกทั้งสับปะรดยังมีราคาขึ้นลงไม่แน่ไม่นอน จึงได้หันมาศึกษาในเรื่องของพืชเสริมที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่ ขณะนั้นมีบริษัทเอกชนแนะนำให้ปลูกว่านหางจระเข้ ตัดใบขาย เพื่อส่งขายโรงงาน จึงถือเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เกิดขึ้นในอาชีพ ตนจึงเริ่มปลูกว่านหางจระเข้ควบคู่กับสับปะรดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา

เดิมส่วนใหญ่เกษตรกรในพื้นที่ จะทำการปลูกสับปะรดเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเนื้อที่และสภาพดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย จึงทำให้ผลผลิตสับปะรดมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด

อาชีพที่ไม่หรูหราแต่ให้ความมั่นคง

สำหรับการปลูกว่านหางจระเข้นั้นต้องเริ่มจากการเลือกสายพันธุ์ ซึ่งคุณปิติชัย เลือกปลูกพันธุ์ "บาบาเดนซิส" เป็นพันธุ์จากอเมริกา มีกาบใหญ่ให้น้ำหนักดี ดูแลง่าย ขมน้อย ตลาดกว้าง มีความต้องการใช้มาปลูก เมื่อปลูกได้อายุ 6-8 เดือนก็ตัดใบขายได้ และยังไว้ต้นทำพันธุ์ได้นาน ไม่ต่ำกว่า 5-8 ปี รายได้ดีต้นทุนต่ำ สามารถตัดใบขายได้ตลอด สำหรับการปลูกนั้นจะเริ่มจากเตรียมดินเหมือนการปลูกพืชไร่ทั่วไป และขยายพันธุ์ว่านหางจระเข้ด้วยการแยกต้นโดยเมื่อระยะเวลาปลูกประมาณ 4-5 เดือน ว่านหางจระเข้จะแทงหน่อใหม่ขึ้นมาตามโคนต้น หน่อจะมีขนาดประมาณ 12 นิ้วหรือ 1ฟุต ให้ทำการแยกออกด้วยการถอนทั้งรากไปปลูกในแปลงอื่นซึ่งต้นหลัก 1 ต้น จะให้ต้นพันธุ์ได้ครั้งละ 5-7 ต้น เน้นให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกเดือน

โดยรายละเอียดในการปลูกและดูแลว่านหางจระเข้เพื่อตัดใบขายส่งโรงงาน มีดังนี้

การเตรียมดิน : เริ่มจากการไถพรวนดิน และ ยกร่องปลูก สูง 50-60 เซนติเมตร กว้าง 1.5 - 2 เมตร ยกร่องสูง 50 -70 เซนติเมตร ความยาวของแปลงปลูกตามขนาดของพื้นที่ ปลูกแบบแถวคู่ ให้มีระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 50 x 70 เซนติเมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 1 คืบ หรือ ลึกแค่พอกลบเหง้า รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือใบไม้แห้ง แล้วกลบดินทับชั้นปุ๋ยบางๆ ก่อนนำต้นพันธุ์ที่แยกได้จากต้นหน่อ(ต้นที่เกิดจากต้นแม่พันธุ์) ที่มีความสูง 10- 15 เซนติเมตร ลงปลูก แล้วกลบดินแค่พอแน่น

การให้ปุ๋ย-น้ำ : บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกต้นละ 3-4 กำมือ เดือนละครั้ง ร่วมกับการให้ปุ๋ยเคมีสูตร 30-5-5 ทุก 2 เดือน ในอัตรา 1-2ช้อนโต๊ะ ต่อ ต้น ให้น้ำในช่วง 1 เดือนแรกหลังปลูกทุกวัน เมื่อต้นเริ่มโต ตั้งตัวได้ จึงสามารถปรับการให้น้ำลงได้ตามความเหมาะสมของอุณหภูมิ และ พื้นที่ปลูก โดยรดน้ำด้วยสปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์ เพื่อให้ว่านหางจระเข้ได้รับน้ำสม่ำเสมอ หากเป็นช่วงร้อนหรือแล้ง ควรปล่อยน้ำผ่านร่องแปลงช่วยเสริมอีกทางหนึ่ง และไม่ควรให้น้ำแบบราดหรือรดลงต้นพืชโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการช้ำของเนื้อเยื่อ น้ำขังแฉะและเกิดโรคโคนเน่าได้

ปลูกไป 4-5 เดือน ว่านหางจระเข้จะแทงหน่อใหม่ขึ้นมาตามโคนต้น หน่อนั้นจะมีขนาดประมาณ 12 นิ้ว หรือ 1 ฟุต ให้แยกออกด้วยการถอนทั้งรากไปปลูกในแปลงอื่นซึ่งต้นหลัก 1 ต้น จะได้ต้นพันธุ์ครั้งละ 5-7 ต้น

ลงทุนครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้นาน 5-8 ปี

การดูแล : การจัดการเรื่องศัตรูพืชที่สำคัญของว่านหางจระเข้ คือ โรคโคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและสภาพน้ำขังแฉะหรือให้น้ำมากเกินไป ทางป้องกันคือไม่ควรให้น้ำท่วมขังแปลง แปลงปลูก ควรระบายน้ำดี และไม่ควรปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมที่เคยมีการแพร่ระบาดของโรคนี้มาก่อน ด้านแมลงศัตรูพืช นั้นไม่ค่อยพบว่ามีแมลงใดทำความเสียหายได้ร้ายแรง แต่ว่านหางจระเข้จะอ่อนแอต่อหญ้าวัชพืช โดยเฉพาะ ช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเติบโต เกษตรกรควรหมั่นถางกำจัดวัชพืชในช่วงนี้ และไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกว่านหางจระเข้ เพราะว่านหางจระเข้จะอ่อนแอต่อสารกำจัดหญ้าทั้งแบบใบกว้างและใบแคบ

การจัดการผลผลิต : เพื่อสร้างมูลค่าให้กับว่านหางจระเข้อีกทางหนึ่ง นอกจากปลูกส่งโรงงานแล้ว ยังได้ทำการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาบทบาทสตรีบ้านหนองปุหลกขึ้นในปี 2557 โดยมีคุณพยอม ปลื้มจิตร์ แม่บ้านคนเก่งของผู้ใหญ่เป็นประธานกลุ่มคอยดูแลจัดการการแปรรูปน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจนได้รับการจดทะเบียน อย. อย่างถูกต้อง พร้อมเครื่องหมายฮาลาล กับผลิตภัณฑ์น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม5รสชาติด้วยกัน คือ น้ำว่านหางจระเข้ในน้ำใบเตย มะตูม ตะไคร้ สับปะรด กระเจี๊ยบ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ไม่เฉพาะสร้างรายได้ให้กับตนเองแต่ยังสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนให้มีรายได้กันถ้วนหน้าอีกด้วย

คำแนะนำเพิ่มเติม : ว่านหางจระเข้ ชอบอุณหภูมิที่ 30-35 องศาเซลเซียส มีความชื้นในอากาศปานกลาง(60-80%) ต้องการน้ำในการเติบโต พอสมควร (ประมาณ 1,200-2,500) ชอบดินทราย ดินร่วน และ ร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดี ไม่มีน้ำขัง มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์ ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยว คือ ช่วงเช้ามืดแลช่วงเย็น ไม่ควรให้ปุ๋ยและน้ำมากเกินไป เกษตรกรต้องจัดการเรื่องพื้นที่ปลูกให้มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้โคนต้นเน่า ดินแข็ง ไม่ร่วน เนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมาก หากโดนแสงมากเกินไป จะทำให้ใบออกสีน้ำตาลอมแดง ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่โรงงานกำหนด การไว้หน่อไม่ควรไว้ เกิน 2 หน่อต่อต้น ควรเลือกไว้หน่อที่เกิดตรงข้ามกันไม่ควรไว้หน่อที่อยู่ใกล้กัน หากไว้หน่อมากจะทำให้ต้นแม่โตช้า

ต้นทุนการผลิต

การปลูกว่านห่างจระเข้ 1 ไร่นั้น ต้นพันธุ์ 2,500x 5 = 12,500 บาท ค่าติดตั้งและอุปกรณ์สปริงเกอร์ 5,000 บาท โดยรวมการลงทุนครั้งแรกก็ประมาณ 17,500 บาท สำหรับค่าจ้างแรงงานไม่มีเพราะลงมือทำเอง หลังจากนั้นในระหว่างเดือนจะเสียค่าน้ำ-ค่าไฟ ในการให้น้ำตกเดือนละประมาณ 800x8 = 6,400 บาท แต่ถ้าใช้น้ำจากสระก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำได้ เมื่อครบระยะเวลา 8 เดือน ก็สามารถตัดกาบใบขายได้ ซึ่ง 1 เดือนสามารถตัดได้ 2 ครั้ง ได้ผลผลิตประมาณ 1.5 ตัน ส่งขายโรงงานหรือมีพ่อค้ามารับซื้อประมาณ ก็จะได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท หลักจากนั้นก็ตัดกาบใบขายได้ทุกเดือนจนถึงอายุ 5-10 ปี

แผนการตลาด

ในด้านของการตลาดผู้ใหญ่ปิติชัย มีการวางไว้ 3 รูปแบบ คือการตัดกาบใบขายโรงงาน การขายต้นพันธุ์ด้วยการหาช่องทางการตลาดจากเพจ facebook และการขายให้กลุ่มเพื่อนำมาทำผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม ซึ่งถือว่าก็มีออร์เดอร์เข้ามาเยอะจากกลุ่มผ้าค้า ซึ่งในอนาคตต่อไปอาจจะมีการทำว่านหางจระเข้อบแห้งเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ดังของเมืองประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้กับการแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

สำหรับเกษตรกรที่ปลูกว่านหางจระเข้ ควรเสริมน้ำหมักจากเศษปลาผสมกับน้ำที่ให้ไปตามสายสปริงเกอร์ สัปดาห์ละครั้ง และทุก 1 ปี ควรจะเสริมด้วยปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงต้น ก็จะทำให้ผลผลิตของว่านหางจระเข้มีกาบใบที่ใหญ่อวบอิ่ม เนื้อแน่น มีน้ำหนักดี เป็นที่ต้องการของโรงงานและตลาด ที่สำคัญขายได้ราคาอีกด้วย

เรื่อง/ภาพโดย: นงพงา ไกรวิลาศ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ชุมพร
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
23-30°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-28°C
ชลบุรี
23-30°C
นครศรีธรรมราช
25-30°C
ภูเก็ต
25-30°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×