ข้าว
(2,017 เรื่อง)
ข้าวที่เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม เมล็ดมีความชื้นประมาณ 20-25% เมื่อนำข้าวเปลือกมากองรวมกัน เนื่องจากเมล็ดมีการหายใจ จะทำให้กองข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ต่างๆ มีผลทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ เช่น เกิดข้าวเน่า ข้าวบูด ข้าวเหลือง ข้าวมีคุณภาพการสีต่ำ เมล็ดพันธุ์เสื่อมความงอกเร็ว จึงต้องทำการลดความชื้นของเมล็ดข้าวให้เหลือประมาณ 14% สำหรับการเก็บข้าวไว้นาน 2-3 เดือน แต่ถ้าเก็บนานเกินกว่า 3 เดือน ควรลดความชื้นเมล็ดให้เหลือต่ำกว่า 12% การลดความชื้น ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้แสงอาทิตย์ และการใช้เครื่องอบ
10 ตุลาคม 2555
2,298
วันที่ 10 สิงหาคม 2555 เวลา 14.35 น. ทีมงานรายการ Farmer in fo สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันพิษณุโลก FM 92.50 Mhz สัมภาษณ์คุณสอน โพธิ์อยู่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ผ่านทางรายการ Farmer in fo *1677 ร่วมด้วยช่วยเกษตรกร ว่าประมาณช่วงเข้าสู่หน้าฝน ชาวนาจะเริ่มทำนาปลูกข้าวตามฤดูกาลเกษตรกรคนเก่งที่ทำนาโดยที่ไม่ได้พึ่งพาสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดแมลงและศัตรูข้าวต่างๆ ทางคุณสอน ได้มีการคิดค้นวิธีการป้องกันและกำจัดโรคต่างๆ ที่เกิดในนาข้าว โดยจะมีการสังเกตอาการของโรคที่เกิดขึ้น จากนั้นก็นำมาวิเคราะห์ว่าจะมีวิธีการกำจัดอย่างไร จึงได้ทำการทดลองหลากหลายสูตร ลองผิดลองถูก จนประสบความสำเร็จ โดยใช้วัตถุดิบที่มีในครัวเรือนมาใช้ เพื่อจะได้ลดต้นทุน กำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าวต่างๆ และได้ฝากให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้ทดลองนำไปใช้ คุณสอนจึงแนะนำ สูตรป้องกันใบขาวในนาข้าว/ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ดังนี้
9 ตุลาคม 2555
8,719
วันที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 14.30 น.รายการ farmer info ทางด่วนข้อมูลการเกษตร ช่วงคลินิกเกษตร สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จังหวัดพิษณุโลก FM 92.50 MHz ได้สัมภาษณ์ คุณทองคำ เข็มทองคำ ประธานปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดสุโขทัย อยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่3 บ้านดอนสัก ตำบลไกรกลาง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เกษตรกรผู้ทำสมุนไพรปราบหอยเชอรี่ (สูตรพิเศษใช้หอยปราบหอย) เมื่อใช้ในนาข้าวจะช่วยในการสกัดกั้นการกัดกินต้นข้าว การฟักไข่ของหอยเชอรี่ และยังช่วยให้หอยเชอรี่ไม่ต้องแย่งอาหารของต้นข้าวอีกด้วย และที่สำคัญหอยเชอรี่จะค่อยๆตายเองภายใน 7 วัน ทั้งนี้ คุณทองคำ เข็มทองคำ ได้แนะนำสูตรการทำสมุนไพรปราบหอยเชอรี่ (สูตรพิเศษใช้หอยปราบหอย) ผ่านทางเจ้าหน้าที่ Farmer info จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเผยแพร่ให้กับเกษตรกรท่านอื่นที่สนใจ ซึ่งทำได้ง่าย ประหยัด เหมาะกับเกษตรกรที่ต้องการลดต้นทุนในการทำการเกษตรต่อไป
9 ตุลาคม 2555
1,818
ดินเปรี้ยวจัด หรือ ดินกรดจัด ในประเทศไทย มีอยู่ประมาณ 9 ล้านไร่ โดย 5 ล้านไร่ หรือ กว่าครึ่งหนึ่งของดินเปรี้ยวทั้งหมด อยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกกันว่า ที่ราบลุ่มกรุงเทพฯ โดยมีพื้นที่ราวร้อยละ 35 ของพื้นที่ราบลุ่มนี้ ที่เหลือพบกระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณลุ่มน้ำจันทบุรี ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกและตะวันออกของภาคใต้ เช่น ที่ สงขลา นราธิวาส และ ปัตตานี ดินบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ 1. พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก่า (Old delta) ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี อ่างทอง และ พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ประมาณ 3.6 ล้านไร่ เกิดจากการทับถมของตะกอนที่พัดพาโดยแม่น้ำเจ้าพระยา และ แม่น้ำสุพรรณบุรี สูงจากระดับน้ำทะเล 15 เมตรโดยประมาณที่จังหวัดชัยนาท แล้วลาดเทลงมาทางใต้ จนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 5 เมตร เป็นดินนาชั้นดี และไม่เป็นกรด 2. พื้นที่ราบลุ่มใหม่ (New delta) ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยลงมาถึงชายทะเลอ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ 8.3 ล้านไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ที่เกิดจากตะกอนน้ำทะเล (Deltaic high) มีแร่ไพไรท์ไม่เกิน 0.8 % จึงไม่เป็นดินกรดจัด เป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ ห่างไปทางทิศตะวันตกและตะวันออก ขนานกับแนวชายฝั่งอ่าวไทยซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 3-5 เมตร และพื้นที่ราบลุ่มโดยรอบ (Delta flat) ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1-2 เมตร เกิดจากตะกอนน้ำกร่อย มีแร่ไพไรท์ค่อนข้างสูง เมื่อมีการยกระดับให้สูงขึ้น มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ดินจะมีคุณสมบัติเป็นดินกรดจัด 3. พื้นที่เนินตะกอนรูปพัด (Fan terrace complex) เป็นพื้นที่โดยรอบของที่ราบลุ่มกรุงเทพฯ ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศตะวันออก ประมาณ 2 ล้านไร่ ดินเปรี้ยวจัด (Acid sulfate soil) มีพื้นที่ประมาณ 5 แสนไร่ หรือ ร้อยละ 11 ของพื้นที่ ดินมีความเป็นกรดรุนแรง ค่า pHต่ำกว่า 4.0 ผลผลิตข้าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ประมาณ 100-300 กิโลกรัมต่อไร่ พบได้ที่จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย รวมทั้งในภาคกลาง แบ่งออกได้ 3 ชั้นความเหมาะสม สำหรับการปลูกข้าว ดังนี้ 1. ดินกรดจัดน้อย (ชั้น P-IIa) เหมาะสมในการทำนา ความเป็นกรดของดินเป็นอุปสรรคบ้างเล็กน้อย เป็นดินเหนียว หน้าดินลึก การระบายน้ำเลว ดินบนมีค่า pHต่ำกว่า 5.5 ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ข้าวมีการตอบสนองต่อปุ๋ยน้อย ได้ผลผลิตประมาณ 250-350 กิโลกรัมต่อไร่ ดินชั้นนี้มีพื้นที่ประมาณ 3,500,000 ไร่ มี ประมาณ 3 แสนไร่ หรือ ร้อยละ 60 อยู่ในภาคกลาง ได้แก่ ดินชุดอยุธยา มหาโพธิ์ อยุธยา/มหาโพธิ์ เสนา บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา และ ท่าขวาง โดยดินชุดเสนา เป็นดินชุดที่มีพื้นที่มากที่สุด ประมาณ ร้อยละ 50 ของชั้น และ ร้อยละ 20 อยู่ในภาคกลาง 2. ดินกรดจัดปานกลาง (ชั้น P-IIIa) เหมาะสมในการทำนาปานกลาง ความเป็นกรดของดินเป็นอุปสรรคในการปลูกข้าว ต้องการการจัดการ เช่น การใส่ปูน เป็นดินเหนียว หน้าดินลึก การระบายน้ำเลว มีความเป็นกรดสูง ดินบนมีค่า pHต่ำกว่า 4.5 ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การปลูกข้าวได้ผลผลิตต่ำ ประมาณ 150-250 กิโลกรัมต่อไร่ ดินชั้นนี้มีพื้นที่ประมาณ 1,500,000 ไร่ ได้แก่ ดินชุดรังสิต รังสิต (ที่สูง) รังสิต/เสนา และ ธัญบุรี โดยดินชุดรังสิต เป็นดินชุดที่มีพื้นที่มากที่สุด ประมาณ ร้อยละ 80 ของชั้น และ ร้อยละ 20 อยู่ในภาคกลาง 3. ดินกรดจัด (ชั้น P-IVa) ไม่เหมาะสมในการทำนา เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องความเป็นกรดของดินที่มีความรุนแรงมาก ต้องการการจัดการเป็นพิเศษ ดินบนมีค่า pHต่ำกว่า 4.0 ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การปลูกข้าวได้ผลผลิตต่ำมาก ดินชั้นนี้มีพื้นที่ประมาณ 500,000 ไร่ ได้แก่ ดินชุดรังสิตกรดจัด ดินชุดองครักษ์ และ ดินชุดชะอำ โดยดินชุดรังสิตกรดจัด เป็นดินชุดที่มีพื้นที่มากที่สุด ประมาณ ร้อยละ 70 ของชั้น หรือ ร้อยละ 10 อยู่ในภาคกลาง การปรับปรุงดินกรดจัด ทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การชะล้าง 2. การขังน้ำก่อนปลูก 3. การใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟต 4. การใส่ปูน 5. การใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน 6. การใส่อินทรียวัตถุ 7. การใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ 8. การใช้ระบบปลูกพืชที่เหมาะสม การปรับปรุงดินกรด อาจมีความแตกต่างกัน และอาจต้องใช้หลายวิธีผสมผสานกัน เพื่อความเหมาะสมตามสภาพพื้นที่ เช่น การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดชุดมูโนะ ทดลองใช้ ทฤษฎีแกล้งดิน ให้ดินเปรี้ยวที่สุด โดยการทำให้ดินเปียกสลับแห้ง กระตุ้นให้ดินปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมาให้มากที่สุด แล้วจึงทำการปรับปรุงดินโดยการใช้น้ำชะล้าง ด้วยการขังน้ำแล้วระบายน้ำออก จะช่วยลดความเป็นกรดและสารพิษได้ และเมื่อมีการใช้วัสดุปรับปรุงดินควบคู่กับการล้างดิน จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดียิ่งขึ้น การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการปรับปรุงดิน วัสดุปรับปรุงดินทางการเกษตรที่นิยมใช้เพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขความเป็นกรดของดิน มีหลายชนิด เช่น หินฟอสเฟตหรือหินฝุ่น ปูนขาว ปูนมาร์ล และ ปูนโดโลไมท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวัสดุที่ได้จากผลิตผลธรรมชาติอีกหลายชนิด ที่สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงดินได้ เช่น เปลือกหอย ตะกรัน ขี้เถ้า และ ยิบซัม เป็นต้น อัตราที่เหมาะสมของวัสดุที่ใช้ขึ้นกับชนิดของวัสดุนั้นๆ ซึ่งมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีแตกต่างกันไป การจะเลือกใช้ชนิดใด สามารถพิจารณาได้จากค่า ซีซีอี (CCE; Calcium Carbonate Equivalent) ซึ่งหมายถึงร้อยละของสมมูลย์แคลเซียมคาร์บอเนตที่สามารถปรับสภาพได้ ของวัสดุนั้นๆ กล่าวคือ ถ้าวัสดุนั้นมีค่า CCE ประมาณ 100% นับว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการช่วยปรับปรุงดินได้
4 ตุลาคม 2555
3,073
ดินเค็ม (Salinity) ดินเค็มคือดินที่มีปริมาณเกลือสูงจนมีผลเสียต่อพืช ซึ่งพิจารณาได้จากค่าการนำไฟฟ้า Electrical conductivity (EC) ของดิน ในดินเค็มมีค่าการนำไฟฟ้าของดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำมากกว่า 4 dS/m มีอิออนที่เกี่ยวข้องหลายตัวแต่ที่สำคัญๆ คืออิออนของโซเดียม (Na) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) คลอไรด์ และซัลเฟต ผลของดินเค็มที่มีต่อพืชคือทำให้พืชขาดน้ำ เพราะพืชดูดน้ำไปใช้ไม่ได้ เกิดความเป็นพิษของโซเดียมและคลอรีน การมีเกลือมากยังไปยับยั้งการดูดใช้โพแทสเซียมและแคลเซียมด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณคลอโรฟิลล์และอัตราการสังเคราะห์แสงลดลง เพิ่มอัตราการหายใจและเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในพืชในขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมและแคลเซียมกลับลดลง (เนื่องจากการดูดใช้ลดลง) ในข้าวที่ทนต่อความเค็ม โดยปกติจะเป็นข้าวที่ยังคงสามารถดูดใช้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะโพแทสเซียมได้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากดินเค็ม ทำให้ข้าวที่ทนเค็มมีค่า K:Na สูงกว่า และมีระดับของ Ca2+ ในใบสูงกว่าพันธุ์อ่อนแอ
3 ตุลาคม 2555
3,555
เกิดจากการที่ดินมีระดับธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์ในสารละลายดินสูง จนทำให้พืชดูดใช้มากเกินไป (ระดับที่ทำให้เกิดอาการคือมีเหล็กในเนื้อเยื่อ 300-2000 มิลลิกรัม Feต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอายุพืช) จนเกิดเป็นพิษขึ้น เกิดได้ตั้งแต่ระยะที่ปักดำข้าวใหม่ๆ จนถึงระยะข้าวออกรวง โดยในระยะแรกจะมีจุดสีน้ำตาลเกิดบนใบล่าง เริ่มจากปลายใบลามเข้าสู่ฐานใบ ต่อมาจุดสีน้ำตาลเหล่านี้จะเชื่อมต่อกันทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลออกส้มและตายในที่สุด ใบบนจะแคบแต่มักจะยังคงมีสีเขียว ในกรณีที่มีการขาดรุนแรงใบข้าวจะกลายเป็นสีน้ำตาลม่วง ในข้าวบางพันธุ์ปลายใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและแห้งลง ข้าวจะอ่อนแอต่อเหล็กเป็นพิษมากในระยะแรกของการเจริญเติบโต ซึ่งระบบรากยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาการอื่นๆ ของข้าวที่ได้รับผลกระทบจากเหล็กเป็นพิษคือข้าวชะงักการเจริญเติบโต การแตกกอลดลง ต้นแคระแกรน รากข้าวมีปริมาณน้อยและมีสีดำหรือสีน้ำตาลเคลือบผิวรากไว้ รากบางส่วนจะตาย ความเป็นพิษของเหล็ก เป็นสาเหตุให้ข้าวขาดธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและแมกนีเซียมได้ เพราะในสารละลายดินที่มีความเข้มข้นของเหล็กสูง ทำให้การเจริญของรากเป็นไปอย่างจำกัด และผิวรากจะถูกเคลือบด้วยออกไซด์ของ Fe2+ ทำให้ประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารพืชลดลง
3 ตุลาคม 2555
4,901
การขาดซิลิกอน (Silicon deficiency) ซิลิกอน (Si) เป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์สำหรับข้าว แต่หน้าที่ของธาตุนี้ในพืชยังไม่ทราบแน่ชัด ซิลิกอน จำเป็นในการพัฒนาใบ รากและลำต้นที่แข็งแรง ซิลิกอนที่เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ช่วยให้พืชต้านทานโรค แมลงและปลวกดีขึ้น ข้าวที่ได้รับซิลิกอน พอเพียงจะมีใบและลำต้นตั้ง ทำให้การสังเคราะห์แสงดีขึ้น ข้าวที่ขาดซิลิกอนจะมีใบไม่กระด้างและโน้มลง (Droopy) ทำให้ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงลดลง ข้าวจะอ่อนแอต่อการทำลายโรคและแมลง การขาดที่รุนแรงจะเกิดจุดสีน้ำตาลบนใบข้าว จำนวนรวงต่อตารางเมตรและจำนวนเมล็ดดีต่อรวงลดลง ข้าวจะหักล้มมาก การขาดซิลิกอนมีสาเหตุจากการที่ดินมีปริมาณซิลิกอนไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต วัตถุต้นกำเนิดดินมีปริมาณซิลิกอนต่ำ รวมทั้งการขนฟางออกจากแปลงนาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกันก็ทำให้ดินขาดซิลิกอนได้เช่นกัน การขาดซิลิกอนมักพบในดินนาที่เสื่อมโทรมดินที่มีปริมาณซิลิกอนต่ำ และดินนาน้ำฝนที่มีการชะล้างสูง เช่นดินนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3 ตุลาคม 2555
5,278
ราคาน้ำมัน
วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2563
น้ำมัน
ราคา
ดีเซล
22.29 บาท
ดีเซล พรีเมี่ยม
26.76 บาท
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
23-32°C
นครราชสีมา
25-32°C
ชลบุรี
27-30°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×