เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
"มะระ" ผักพื้นบ้านรสขม ที่มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่น ทั้งเรื่องของป้องกันมะเร็ง บำรุงดวงตา บำรุงกระดูก แก้อาการกระหายน้ำ เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยบำรุงเลือด ขับสารพิษออกจากร่างกาย แก้หวด ลดไข้ ขับเสมหะ อีกทั้งยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ มะระ ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรคผิวหนัง รักษาสิว ช่วยสมานแผล และยังแก้อาการฟกช้ำได้อีกด้วย "มะระสด" แก้ฟกช้ำ ใบมะระสดสามารถนำมาใช้ดื่มเพื่อช่วยลดอาการฟกช้ำ แก้ผดผื่นคันได้ดี อีกทั้งยังช่วยเป็นยาฟอกเลือด ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย วิธีการใช้ >>> นำใบสดของมะระ ส่วนที่ขมที่สุด มาต้ม โดยใช้ใบมะระ 4-5 ใบ ต่อน้ำสะอาด 1.25 ลิตร ต้มจนเดือด กรองเอาแต่น้ำ ดื่มบรรเทาอาการฟกช้ำ (ไม่เกินวันละ 2 แก้ว) ดื่มไม่เกิน 2 วันอาการจะดีขึ้น "มะระแห้ง" แก้ผื่นคัน ผลมะระสดเมื่อนำไปตากแห้ง สามารถนำมาทำเป็นยาแก้คัน รักษาแผล และโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ดี วิธีการใช้ >>> นำมะระที่เก็บมาใหม่ ๆ จากต้น ล้างทำความสะอาดฝานเอาเมล็ดออก นำไปตากแดดให้แห้งสนิท จากนั้นนำมะระที่แห้งสนิทแล้วมาบดให้ละเอียด ให้ได้เนื้อเป็นผง นำเก็บใส่กระปุกไว้ใช้ ทาเมื่อมีอาการผื่นคัน หรือใช้โรยใส่แผลสด เพื่อให้แผลแห้งเร็วขึ้น
16 เมษายน 2562
1,023
ใคร ๆ ก็อยากจะมีบ้านที่ร่มรื่น ร่มเย็นอยู่แล้วสบายทั้งกาย สบายทั้งใจ หลายคนชอบที่จะมีต้นไม้รอบ ๆ บ้าน แต่ถ้าจะให้ดี ปลูกไม้มงคลร่วมด้วย เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับบ้าน ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกนะคะ วันนี้รักบ้านเกิดมีไม้มงคล 5 ชนิด ที่ปลูกไว้ในบ้านแล้ว ดีแน่นอน... 1. ต้นธรรมรักษา หรือ เฮลิโคเนีย Heliconia ดอกไม้ประจำจังหวัดลำปาง มีหลายสายพันธุ์มีชื่อภาษาไทยต่าง ๆ กัน เช่น ธรรมรักษา ก้ามกุ้ง ก้ามกั้ง สร้อยกัทลี เฮลิโคเนียนำมาจากชื่อ เฮลิคอน ที่เป็นภูเขาสถิตของเทพธิดา 9 พระองค์ที่เรียกว่า มิวส์ (Muses) ซึ่งมีความงามเป็นอมตะเช่นเดียวกับ เฮลิโคเนียที่มีอายุยืนยาว นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก ไม้กระถาง และตกแต่งสถานที่ทั้งในและต่างประเทศมีมากมายหลายพันธุ์ เป็นไม้อวบน้ำยืนต้น มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่าเหง้า ส่วนของลำต้นเหนือดินเรียกว่า "ต้นเทียม" (pseudostem) ประกอบด้วยส่วนของลำต้น (stem) และใบเมื่อเจริญเต็มที่ มักมีช่อดอก (infloescemce) แทงออกที่ส่วนกลางของต้นเทียม ลำต้นประกอบด้วยกาบใบ (leaf sheath) วางซ้อนสลับไปมา 2. ไผ่กวนอิม Lucky bambooไม้มงคลโบราณประจำบ้าน "ไผ่กวนอิม" ในต่างประเทศในภาษาอังกฤษก็เรียกกันไปหลากหลาย Ribbon dracaena, Lucky bamboo, Belgian evergreen, Ribbon plant ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทยเอง "ไผ่กวนอิม" มีความเชื่อในเรื่องโชคลาภว่าจะนำพาในเรื่องความมั่งคั่ง ไม้มงคลโบราณปลูกแล้วร่ำรวย นำพาความร่ำรวย บังเกิดโชคลาภ 3. โป๊ยเซียน ต้นไม้แห่งโชคลาภ ของเทพยดาทั้ง 8 องค์ โป๊ยเซียน ต้นไม้แห่งโชคลาภตามความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน ต้นไม้แห่งโชคลาภตามความเชื่อถือแต่โบราณ ทั้งคนไทยและที่แน่นอนได้รับอิทธิพลจากความเชื่อแบบคนจีน โป๊ยเซียนมาจากภาษาจีน แปลว่าเทพยดาทั้ง 8 องค์ ได้แก่ เซียนทิก๋วยลี้ เซียนฮั่นจงหลี เซียนลือท่งปิน เซียนเจียงกั๋วเล้า เซียนหลันไฉ่เหอ เซียนฮ่อเซียนโกว เซียนหันเซียงจือ เซียนเชาก๊กกู๋ เชื่อกันว่า ถ้าบ้านใดมีดอกโป๊ยเซียนครบ 8 ดอก จะนำความโชคดีมาให้แก่ผู้ปลูก 4. ต้นบอนสี เป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย บอนสี เป็นไม้ประดับที่มีใบสวยงามและเป็นไม้มงคล มีสีสันที่หลากหลายแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "ราชินีแห่งไม้ใบ" Queen of the Leafy Plants ลักษณะใบ สีสันสวยงาม และดอกมีเกสรเป็นแท่งยาวโผล่ออกมา ดอกมีสีขาวหรือสีชมพู รังไข่ใต้วงกลีบ มีกลิ่นฉุน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเสด็จนิวัตพระนครหลังเสด็จประภาสยุโรป ราวปี พ.ศ. 2444 ทรงนำพันธุ์ไม้หลายชนิดจากยุโรปเข้ามาปลูกในประเทศไทย ในจำนวนพันธุ์ไม้เหล่านี้มีบอนฝรั่งหรือบอนสีรวมอยู่ด้วย ในช่วงแรกปลูกเลี้ยงกันเฉพาะในกลุ่มของเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้นบอนสี สวยงามและเป็นไม้มงคล พรรณไม้เก่าแก่ ที่ปลูกไว้คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยมายาวนาน คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นบอนสีไว้ประจำบ้านช่วยคุ้มครองให้เกิดความสงบสุข เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย 5. ต้นเล็บครุฑ จะช่วยให้รอดพ้นจากภยันตราย ต้นเล็บครุฑมีกว่า 100 ชนิด ที่เรียกเป็นภาษาไทยว่าเล็บครุฑนั้นเพราะ ปลายใบมีลักษณะหงิกงอคล้ายเล็บของครุฑ เล็บครุฑที่นิยมปลูกเป็นไม้มงคล จะมีเล็บครุฑฝอย ,เล็บครุฑทอง, เล็บครุฑใบเฟิร์น, เล็บครุฑบริพัตร และเล็บครุฑใบกุหลาบ เป็นไม้มงคลที่ถือตามความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ปลูกไว้แล้วจะช่วยให้รอดพ้นจากภยันตราย ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร
2 เมษายน 2562
1,212
การทำเกษตรอินทรีย์ แน่นอนอยู่แล้วว่าสิ่งที่จะนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการเพาะปลูกทั้งหมดจะต้องมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยคอกที่จะนำมาใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต แม้กระทั้งสิ่งที่จะนำมาย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ในดินก็มีส่วนสำคัญไม้แพ้กัน เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการย่อยวัตถุอินทรีย์กันเลยทีเดียว นั่นก็คือ จุลินทรีย์ จุลินทรีย์ที่มีบทบาท ต่อการทำเกษตรกรรม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา แอคโนมัยซิท สาหร่าย โปรโตซัว และไวรัส จุลินทรีย์บางชนิดเป็นจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อการทำการเกษตร แต่บางชนิดก็เป็นจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคต่อพืช แต่หากทุกอย่างเป็นไปอย่างสมดุล หรือส่งเสริมให้มีจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมากกว่าจุลินทรีย์ก่อโรค พืชพันธุ์ต่างๆ ก็จะแข็งแรงเจริญเติบโตได้ดี เราไปทำความรู้จักกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบเกษตรอินทรีย์ทั้ง 7 ชนิดกันเถอะ จุลินทรีย์แบคทีเรีย (Bacteria) จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ ที่รวมตัวกันอยู่ในกองปุ๋ยหมัก และในหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำขายเป็นการค้า มักมีลักษณะรูปร่างของจุลินทรีย์เป็นแบบง่ายๆ 3 รูปร่าง คือ กลม เป็นท่อน และเป็นเกลียว ไม่มีรงควัตถุภายในเซลล์ คือ เซลล์มักจะเป็นลักษณะใสๆ มีทั้งเคลื่อนที่ได้และไม่ได้ เติบโตได้ในอุณหภูมิหลายระดับ โดยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีทั้งแบบที่ต้องการออกซิเจน และไม่ต้องการออกซิเจน อาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ โดยเฉพาะในดินป่าที่ชื่น มีบทบาทอย่างมากในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุและปลดปล่อยธาตุอาหารที่สำคัญให้กับพืช ตัวอย่างของแบคทีเรียที่เรารู้จักคุ้นหูกันดี เช่น บาซิลลัสทูริงจิเอนซิส หรือเรียกสั้นๆ ว่าเชื่อบีที เชื้อแลคโตบาซิลลัส จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (โฟโต้ทรอปฟิคแบคทีเรีย) จุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติกและกรดอะซิติก เชื้อไรโซเบียม ฯลฯ จุลินทรีย์ กลุ่มที่เป็นเชื้อรา (Funji) จุลินทรีย์กลุ่มเชื้อรามักจะพบในกองปุ๋ยหมักเสมอ มักจะพบเติบโตในช่วงแรกๆ ของการหมักกองปุ๋ย และจะพบบริเวณด้านนอกผิวของกองปุ๋ยหมักเป็นจำนวนมาก เมื่อกองปุ๋ยหมักมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 65 องศาเซลเซียส จะไม่พบเชื้อรา แต่จะพบเชื้อแบคทีเรียแทน เชื่อราจะมีประโยชน์ในการย่อยสลายเศษวัสดุอินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักให้มีขนาดเล็กลงในระยะแรกๆ ของการหมักปุ๋ย จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อราแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือยีสต์ (Yeasts) และราเส้นใย จุลินทรีย์เชื้อรา กลุ่มยีสต์ (Yeasts) ยีสต์ เป็นเชื้อราซึ่งมีลักษณะการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพเซลล์เดียว แทนที่จะเจริญเติบโตเป็นเส้นใยเหมือนเชื้อราอื่นๆ ทั่วไป ถึงแม้ยีสต์บางชนิดจะสร้างเส้นใยบ้างแต่ก็ไม่เด่นชัด การเพิ่มจำนวนจะอาศัยการแบ่งตัวหรือแตกหน่อไม่อาศัยเพศ มีรูปร่างกลมเมื่ออายุน้อย และรูปร่างรีเมื่ออายุมาก มีขนาดที่ใหญ่กว่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ทำให้เกิดกระบวนการหมักโดยจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และคาร์บอนไดออกไซด์ ปกติยีสต์จะอยู่ที่ผิวหน้าของวัสดุที่หมัก โดยจะเป็นฟองที่ลอยเป็นฝ้าอยู่ที่ผิวของน้ำหมัก นอกจากนี้ยีสต์ยังผลิตวิตามิน และฮอร์โมนในระหว่างกระบวนการหมักด้วย และยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในค่าความเป็นกรดสูงระหว่าง 4.0 - 6.5 ซึ่งที่ค่าความเป็นกรด-ด่างขนาดนี้นั้น จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเสีย จะเจริญเติบโตไม่ได้ ดังนั้นในการหมักเมื่อเกิดกลิ่นแอลกฮอล์ขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่าขบวนการหมักมีคุณภาพและเป็นการหมักที่สมบูรณ์ จุลินทรียเชื้อรา กลุ่มที่เป็นราเส้นใย จะมีการดำรงชีวิตแบบหลายเซลล์ โดยส่วนใหญ่มีลักษณะการเจิญเติบโตเป็นเส้นใย ซึ่งอาจจะมีผนังกั้น หรือไม่มีก็ได้ เชื้อรากลุ่มนี้เป็นจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันมากในด้านขนาดและรูปร่าง อาศัยการสืบพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ ซึ่งมีทั้งสปอร์ที่อาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ พบเห็นอยู่ที่ริมผิวหน้าของน้ำหมักหรือปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์แอคติโนมัยชิท เป็นจุลินทรีย์จำพวกเซลล์เดียว ที่มีลักษณะคล้ายคลึงทั้งแบคที่เรียและเชื้อรา โดยมีขนาดเล็กคล้ายแบคทีเรีย แต่มีการเจริญเติบโตเป็นเส้ยใย และสร้างสปอร์คล้ายเชื้อรา มีเส้นใยที่ยาวเรียวและอาจจะแตกสาขาออกไป ส่วนของเส้นใยที่สัมผัสกับอากาศแห้งจะมีการเปลี่ยนรูปไปเป็นสปอร์ ซึ่งใช้ในการแพร่พันธุ์เช่นเดียวกันกับเชื้อรา มีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าแบคทีเรียและเชื้อรา การเจริญเติบโตจะต้องอาศัยอากาศและออกซิเจนในอุณหภูมิ 65-75 องศาเซสเซียส ลักษณะของเชื้อแอคโนมัยชิที่พบบนกองปุ๋ยหมักจะเจริญเติบโตเป็นกลุ่ม เห็นเป็นจุดสีขาวคล้ายๆ ผงปูนหลังจากที่อุณหภูมิของกองปุ๋ยสูงขึ้นมาก เชื้อแอคโนมัยชิทนี้มีบทบาทที่สำคัญในการย่อยอินทรีย์สาร เช่น เซลลูโลส ลิกนิน ไคติน และโปรตีน ที่อยู่ในกองปุ๋ยหมักขณะที่อุณหภูมิสูง จุลินทรีย์ที่เป็น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน แตกต่างจากจุลินทรีย์ชนิดอื่น ตรงที่มีคลอโรฟิลล์ มักเห็นเซลล์เป็นสีเขียว มีลักษณะเซลล์เหมือนแบคทีเรีย สาหร่ายพวกนี้ไม่มีคลอโรพลาสต์ ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงกระจายอยู่ทั่วไปในเซลล์ เจริญเติบโตได้ดีในนาข้าว สามารถตรึงไนโตเจนจากอากาศได้ถึงประมาณ 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ มักอาศัยพึ่งพาอยู่กับแหนแดง ซึ่งเป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กๆ ทำให้แหนแดงเป็ยปุ๋ยพืชสดอย่างดีในนาข้าว จุลินทรีย์ โปรโตซัว (Protozoa) โปรโตซัว เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กที่จัดได้ว่ามีความสำคัญมากในระบบนิเวศ อาศัยอยู่ในน้ำ ในดิน หรือเป็นปรสิต ชนิดที่เป็นปรสิตบางชนิดอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของปลวก เพื่อช่วยย่อยเนื้อไม้ จุลินทรีย์โปรโตซัวมีความสำคัญมากเพราะสามารถย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันจึงมีเกษตรกรนำเอาจาวปลวก มาหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อนำไปย่อยสลายฟางข้าวในนาและทำปุ๋ยหมัก
26 มีนาคม 2562
2,025
จะเห็นได้ว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นไม่ใช้เรื่องเกินความสามารถของเกษตรกรไทย และการทำเกษตรอินทรีย์ นั้นจะได้ผลผลิตน้อยในระยะแรกเท่านั้น เมื่อดินเริ่มฟื้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแล้ว ผลผลิตจะสูงขึ้น แถมยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้ดีอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้บรรลุผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ลองปฏิบัติตาม 8 ขั้นตอนนี้ดูนะคะ 1. ลดมลพิษด้วยการเลิกใช้สารเคมี ทั้ง ยาฆ่าแมลง 2. รักษาสภาพโครงสร้างของดินด้วยการไถพรวนระยะเริ่มแรก และลดการไถพรวนเมื่อปลูกไปนาน ๆ 3. คลุมดินด้วยใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง วัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อรักษาความชื้นของดิน 4. ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด เพื่อบำรุงรักษาแร่ธาตุที่จำเป็นแก่พืชในดิน 5. เติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ให้แก่พืชผักและหน้าดิน 6. มีการเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วย เช่น เทคนิคการปลูก การดูแลเอาใจใส่ การขยาย พันธุ์ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การให้น้ำตลอดจนการเก็บเกี่ยว 7. มีการปลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าแห้งแล้งทำให้โครงสร้างของดิน 8. มีการป้องกันศัตรูพืช โดยใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ ยาสูบ โล่ติ๊น และ พืชสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น
20 มีนาคม 2562
835
มะเขือพวงอยู่คู่กับคนไทยเรามานาน ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงเนื้อ แกงเขียวหวาน แกงป่า และน้ำพริกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกุ้งสด และหลายคนก็สามารถที่จะทานสด ๆ เป็นผักเคียงได้อย่างสบายเลยซึ่งถือว่าดีมาก ๆ ถ้ากินได้ เพราะนอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณสามารถต้านโรคต่างๆ ได้ด้วย ของดีคู่บ้านเรา หาทานง่าย สรรพคุณล้นเหลือ น่าเสียดายแย่ ถ้าจะเขี่ยเจ้ามะเขือพวงอันจิ๋วนี้ออกจากอาหารถ้วยโปรด ใครที่ไม่เคยกินหรือไม่ชอบ ลองหันมาทานดูนะคะ จิ๋วแต่แจ๋ว ประโยชน์เยอะจริง ๆ เลยหละค่ะ
12 มีนาคม 2562
2,384
รักบ้านเกิดอยากจะเห็นพี่น้องชาวนาสุขภาพดี หันมาทำนาอินทรีย์กันนะคะ เพราะการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะสร้างระบบนิเวศน์ให้กลับคืนสู่ความสมดุลทางธรรมชาติแล้ว จะมีส่วนช่วยให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค การนำเอาพืชท้องถิ่นซึ่งมีคุณสมบัติทางด้านสมุนไพรที่เป็นประโยชน์มาผ่านกระบวนการหมักแล้วนำไปฉีดพ่นในนาข้าวเพื่อป้องกันและขับไล่แมลงแทนการใช้สารเคมีกำจัด จะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรทำนาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาโรคและแมลงอีกต่อไป เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้สารเคมีได้มากขึ้น มีสุขภาพดี ผลผลิตข้าวที่ได้จึงปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบัน พอเราเตรียมวัสดุและวัตถุดิบต่าง ๆ ครบแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการหมักกันเลยค่ะ ขั้นตอนและวิธีการหมักพืชสมุนไพร 1. นำเอาพริกขี้หนูสด ตระไคร้หอมสด กระเทียมไทย(แกะกลีบ) มาทุบให้พอแตกแล้วใส่เตรียมลงไว้ในถังหมัก 2. ใส่ใบสะเดาสดลงในถังหมักเป็นส่วนสุดท้าย 3. ละลายกากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายแดงกับน้ำส้มควันไม้ตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วเทลงไปในถังหมัก 4. เติมน้ำสะอาดให้พอท่วมวัตถุดิบสมุนไพร 5. ใช้ไม้คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันเป็นขั้นตอนสุดท้าย แล้วปิดฝาถังหมักให้สนิท ตั้งเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมักอย่างน้อย 7 วันขึ้นไปจึงจะสามารถนำไปใช้งานได้ การนำน้ำหมักสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ - ใช้เพื่อป้องกันแมลงในนาข้าว : โดยกรองเอาเฉพาะน้ำหมักสมุนไพร 20-30 ซีซี. ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นในนาข้าวช่วงเย็น อย่างน้อย 5-7 วัน/ครั้ง - ใช้เพื่อขับไล่แมลงในนาข้าว : โดยกรองเอาเฉพาะน้ำหมักสมุนไพร 30-40 ซีซี. ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงนา 2-3 วัน/ครั้ง เมื่อพบการระบาดของแมลงศัตรูข้าว แล้วหยุดฉีดพ่นเมื่อไม่พบการระบาด
5 มีนาคม 2562
1,046
สำหรับใครที่ปลูกไม้ผล ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง ฝรั่ง มะนาว รวมไปถึงไม้ผลชนิดอื่น ๆ ลองนำสูตรการทำปุ๋ยหมักหยวกกล้วยที่จะช่วย ให้ไม้ผลมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และสวยน่ารับประทาน ก่อนการเก็บเกี่ยว ไปใช้กันดู ทำง่าย ใช้ง่าย ไปดูเลย... ส่วนผสม 1. หยวกกล้วย จำนวน 15 กก. 2. กากน้ำตาล จำนวน 5 กก. 3. โยเกิร์ต รสธรรมชาติ จำนวน 1 ถ้วย วิธีการทำ นำแกนกล้วย (หยวก) มาสับให้ละเอียดแล้วนำกากน้ำตาลมาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นให้นำ โยเกิร์ตมาเทใส่ลงไปและทำการหมักไว้ 7 วัน ก็นำมาใช้ได้ การนำไปใช้ ใช้ในอัตรา 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือช่วงเวลาเย็น ช่วงติดผล จะทำให้ได้ผลผลิตผลใหญ่ มีน้ำหนักดี ผิวสวย "ไม่เชื่อลองดู"
26 กุมภาพันธ์ 2562
1,377
แน่นอนว่าการเลือกสิ่งที่ดีกว่า ย่อมเกิดผลที่ดีกว่าตามมาอย่างแน่นอน อาหารการกินก็เช่นกัน ในเมื่อเราเป็นหนึ่งคนที่เลือกได้ เราก็ควรเลือกที่จะนำสิ่งดี ๆ เข้าสู่ร่างกายของเรา อาหารที่ปลอดภัยที่ผ่านกระบวนปลูกแบบอินทรีย์ ถือเป็นอาหารที่มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการที่ดี และมีประโยชน์ ที่สำคัญผู้บริโภคอย่างเรายังมีส่วนช่วยผลักดันระบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ให้สามารถขับเคลื่อนได้ ถ้าหากมีคนกินแน่นอนว่าก็ต้องมีคนปลูก ระบบการปลูกแบบอินทรีย์นอกจากจะช่วยให้ระบบนิเวศนั้นอุดมสมบูรณ์ ลดการใช้สารเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง ลดการทำลายหน้าดิน และยังมีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย สุขภาพดีทั้งคนกินและคนปลูก แล้วยังจะมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่เลือกสิ่งที่ดี ๆ ให้กับตัวเราเอง...
15 กุมภาพันธ์ 2562
1,251
ใช้กล้วยสุกงอมที่คิดว่ากินไม่ได้แล้ว ประมาณ 3 - 4 หวี (มีความหวานแบบไม่ต้องใช้กากน้ำตาล) น้ำตาลที่มีอยู่กล้วยงอมจะทำให้น้ำหมักไม่เน่าไม่จำเป็นต้องใช้กากน้ำตาล จากนั้นหั่นพร้อมเปลือกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในถัง เติมน้ำพอท่วมกล้วย แล้วนำแป้งข้าวหมากประมาณ 2 ลูกบดผสมลงไป คนให้เข้ากัน ปิดฝาวางไว้ในที่ร่ม และเปิดคน วันละ 1 รอบ เพื่อเติมออกซิเจน ประมาณ 7 วัน ก็มีธาตุอาหารตามที่พืชต้องการแล้ว แต่ถ้าอยากจะให้สูงกว่านั้น ก็หมักทิ้งไว้ 1 - 2 เดือน การนำมาใช้ สำหรับฉีดพ่นทางใบ ใช้ประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร และฉีดพ่นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืชตามปกติ ส่วนกรณีที่จะเติมธาตุอาหารให้กับดิน ใช้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ระวังอย่าให้โดนใบในขณะที่ใช้ อาจจะทำให้ใบไหม้เนื่องจากมีความเป็นกรดสูง
22 มกราคม 2562
3,808
15 มกราคม 2562
3,137
"น้ำส้มควันไม้" เชื่อว่าหลายท่านรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้นั้น นำมาใช้ทางด้านการเกษตรเรียกได้ว่าแทบจะครอบจักรวาล อย่างเช่น เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช ขับไล่แมลงต่าง ๆ ช่วยในการเร่งการหมักน้ำหมักชีวภาพต่าง ๆ ช่วยบำรุงดิน ช่วยการเจริญเติบโตของพืช และยังสามารถนำไปผสมอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในครัวเรือนได้ ทั้งในเรื่องของการลดกลิ่นเหม็นที่เกิดจากน้ำเน่าเสีย และขยะมูลฝอยต่าง ๆ ไม่เพียงแค่นั้น น้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 500 - 1000 ส่วน แล้วฉีดพ่นผัก ผลไม้ จะช่วยเพิ่มความหวานได้ เพราะน้ำส้มควันไม้จะช่วยลดไนโตรเจนส่วนเกิน กระตุ้นการสันดาปของพืช และเพิ่มระดับน้ำตาลให้กับพืชชนิดที่ให้รสหวาน สำหรับผลไม้ติดผลนั้น ใช้ฉีดพ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว 15 วัน และพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน นี่ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ จากน้ำส้มควันไม้ที่จะช่วยเพิ่มความหวานอย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค
9 มกราคม 2562
1,282
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×