เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
เปลือยหมดเปลือก กับเคล็ดลับการผลิตทุเรียนเนื้อทอง
เกรดพรีเมี่ยม จากสวนทุเรียนลุงแกละ
24 ตุลาคม 2560
5,400
ไม้ผล เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากที่สุดในบรรดาพืชพรรณที่คนเราปลูกไว้เพื่อหวังผลผลิต ซึ่งหนึ่งในไม้ผลที่จัดว่าต้องการความใส่ใจมากก็คือ ทุเรียน ที่นอกจากจะได้รับฉายานามว่าเป็น "King Of Fruit" แล้ว ทุเรียนยังถูกจัดให้เป็น "ผลไม้ราคาแพงที่สุดในโลก" ด้วยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นทุกๆ ปีได้กลายเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้คนแห่ปลูกทุเรียนกันมากขึ้น แต่การจะทำทุเรียนให้ประสบความสำเร็จจริงๆ จะต้องมีสูตรลับและเทคนิคในการบริหารจัดการเฉพาะตัว แบบที่มีมือเซียนน้อยรายนักจะกล้ายอมเปิดเผยเคล็ดวิธีเหล่านั้น วันนี้ รักบ้านเกิด.คอม มีเคล็ดวิธีการจัดการทุเรียนคุณภาพ จาก "สวนทุเรียนลุงแกละ (สำรวย ทองอ่อน)" ภายใต้การบริหารงานของคนหนุ่มรุ่นลูก โอ๋ นิธิภัทร์ ทองอ่อน เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2560 มาเปลือยให้นำไปปรับใช้กันอย่างหมดเปลือก แบบไม่หวงวิชา หรือ เคล็ดวิธีใดๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ ต่อให้รู้สูตร รู้รายละเอียดที่ให้ไปแบบหมดไส้หมดพุงก็ยากจะทำให้สำเร็จได้ ด้วยเรื่องแบบนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝีมือ ประสบการณ์ และความชำนาญของชาวสวนแต่ละคนมากกว่า ว่าจะนำพาทุเรียนของตนให้รอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครสามารถกำกับให้เป็นไปอย่างใจได้อย่างไร หากต้องเจอลมแรง อากาศร้อน ฝนชุก น้ำท่วม แล้งน้ำ โรค แมลง ราคา ฯลฯ ในแต่ละรอบฤดูกาลผลิต


ความเป็นมาของ "สวนทุเรียนลุงแกละ" : ลุงแกละ หรือ สำรวย ทองอ่อน ผู้จัดการ "สวนทุเรียนลุงแกละ" รุ่นแรก กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า นับตั้งแต่ โอ๋ นิธิภัทร์ ทองอ่อน ลูกชาย กลับมาบริหารจัดการสวน "อะไรๆ ก็ดูดีและแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เลยปล่อยมือให้ลูกชายบริหารจัดการได้เต็มที่ เพราะเชื่อมือว่ามีความเหนือกว่าทั้งในเรื่องความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และกำลังกายที่จะพัฒนาต่อ ยอดงานสวนทุเรียนตรงนี้ไปได้อีกไกล ซึ่งต่างจากสมัยที่ตนทำ ทำไปแบบไม่ค่อยรู้อะไร ปุ๋ยยาไม่ค่อยทั่วถึง เครื่องทุ่นแรงก็ไม่มี และไม่ใช่สิ่งที่ตนถนัด เพราะพื้นเพบ้านเดิมที่อ่างทอง ถนัดแต่การทำนาทำไร่ ไม่เคยทำสวน เมื่อต้องย้ายตามพ่อมาอยู่ในที่ที่พ่อซื้อไว้ที่นี่ เห็นเพื่อนบ้านเขาเริ่มทำสวนทุเรียนกัน ก็อยากทำบ้าง ในปี พ.ศ.2509 จึงลงมือทำสวนทุเรียน ทำทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความถนัด อาศัยถามเพื่อนบ้านที่เขาปลูกกัน ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง จึงถูกหลอกให้ไปปลูกทุเรียนชะนี ที่มีราคาเพียงกิโลกรัมละ 2 - 3 บาท อยู่นานกว่า 20 ปี แบบยกสวน เพราะเขามาบอกว่าชะนีปลูกง่ายไม่ค่อยมีโรค จึงหลงเชื่อ แต่จริงๆ กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ต้องการให้เราเป็นคู่แข่ง เพราะหมอนทองนั้นราคาดีกว่า ต่อมาจึงตัดสินใจตัดยอดชะนีทิ้ง เลี้ยงให้เป็นกิ่งกระโดงขึ้นมาแล้วเสียบยอดหมอนทองเข้าไปใหม่ เลี้ยงตอไปเพียง 3 ปีก็มีผลผลิตหมอนทองจำหน่าย บนพื้นที่ที่ทดลองทำทุเรียนครั้งแรก คือ 5 ไร่ จากนั้นจึงทำการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนผสมกับลองกอง ยางพารา มังคุด เงาะ ขนุน ไปจนเต็มพื้นที่ 50 ไร่ นับจากวันนั้นได้ยึดอาชีพชาวสวนมานาน 45 ปี ก่อนจะมาปล่อยมือให้ลูกชายบริหารจัดการ "สวนทุเรียนลุงแกละ" ในช่วง 5 - 6 ปีให้หลัง ซึ่งพบว่าลูกชายสามารถทำให้ทุเรียนที่ปลูกไว้มีผลผลิตดี และ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเมื่อครั้งที่ตนบริหารจัดการสวน โดยการ ปฏิวัติสวนทุเรียนด้วยเครื่องทุ่นแรงและการจัดการทรงพุ่ม ของลูกชาย"

ลุงแกละ สำรวย ทองอ่อน กับคู่ชีวิต ป้านัน สุนันทา ทองอ่อน



หากมาพิจารณาถึง สถานการณ์ของทุเรียน แล้วจะพบว่า แหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของโลกอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ที่สุด รองลงมาเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม นอกจากนี้ยังมีการนำทุเรียนไทยไปปลูกต่างถิ่น เช่น ประเทศออสเตรเลียด้วย สำหรับประเทศมาเลเซีย จัดเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย เพราะมีการพัฒนาสายพันธุ์ทุเรียนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะพันธุ์มูซังคิงของมาเลย์ที่กำลังตีตลาดจีน อันเป็นตลาดส่งออกสำคัญคู่กับหมอนทองไทย ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะปลูกทุเรียนกันทั่วทุกภาคของไทยแต่แหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญ ก็ยังคงเป็นภาคตะวันออกและภาคใต้ ครึ่งหนึ่งของผลผลิตมาจากภาคตะวันออก โดยเฉพาะจันทบุรี ปัจจุบันมีการกระจายพื้นที่ปลูกไปทั่วประเทศ เพราะมีแรงจูงใจเรื่องราคาที่สูงขึ้นทุกปี และตลาดมีความต้องการบริโภคทุเรียนต่อเนื่อง ด้านต้นทุนการผลิตทุเรียน ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รายงานไว้ พบว่า ต้นทุนการผลิตทุเรียนพันธุ์หมอนทอง และ ชะนี นั้นตกประมาณไร่ละ 17,800 - 21,500 บาทขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยคิดเป็นต้นทุนผันแปร หรือ ต้นทุนที่ใช้การจัดการปัจจัยการผลิตประมาณ 75% ของต้นทุนการผลิตทั้่งหมด ซึ่งในจำนวนนี้แยกได้เป็นต้นทุนในเรื่องแรงงาน 29% ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก 15% สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และ วัชพืช 37% นอกจากนี้ทุเรียนยังจัดเป็นพืช Product champion ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องรับผิดชอบดูแลการผลิตอย่างครบวงจร เพื่อผลักดันการส่งออกอีกด้วย


สำหรับสายพันธุ์ทุเรียนที่มีแพร่กระจายอยู่ในไทยนั้นมีอยู่หลากสายพันธุ์ หรือ ประมาณ 277 พันธุ์ แบ่งเป็น

- กลุ่มกบ 38 พันธุ์

- กลุ่มลวง 7 พันธุ์

- กลุ่มก้านยาว 7 พันธุ์

- กลุ่มกำปั่น 11 พันธุ์

- กลุ่มทองย้อย 12 พันธุ์

- กลุ่มเบ็ดเตล็ด 47 พันธุ์

ส่วนพันธุ์ที่นิยมปลูกเชิงการค้า หรือ นิยมปลูกกันแพร่หลาย ได้แก่ พันธุ์ชะนี พันธุ์ก้านยาว พันธุ์กระดุมทอง พันธุ์พวงมณี พันธุ์หลงหลินลับแล และ พันธุ์หมอนทอง ซึ่งพันธุ์หมอนทองนิยมปลูกเชิงการค้ามากที่สุด

พันธุ์หมอนทอง : เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มโปร่งรูปฉัตร ใบยาวเรียว ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ดอกสีขาวอมเหลืองเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ(มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน) ออกดอกเป็นช่อ ใน 1 ช่อจะมีดอกประมาณ 3 - 30 ดอก ผลมีขนาดใหญ่ (2 - 4.5 กิโลกรัม) ทรงผลยาว ก้นผลแหลม ไหล่ผลกว้าง เห็นพูได้ชัดเจน เปลือกบาง เนื้อหนา สีเหลืองอ่อน รสสัมผัสหยาบ รสหวานจัด กลิ่นน้อย เมล็ดลีบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค แต่มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ทนทานต่อโรครากเน่า-โคนเน่า

พันธุ์ชะนี : มีทรงพุ่มรูปฉัตรเหมือนหมอนทองแต่ทึบกว่า กิ่งออกถี่ แตกออกเป็นระเบียบ ทรงพุ่มไม่กว้าง ใบเล็กทรงยาว รูปไข่ ปลายใบสอบแหลม ฐานใบมนออกแหลม หรือ มน ผลเป็นรูปทรงกระบอกหรือไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ขนาดปานกลาง พูเห็นชัด ร่องพูไม่ลึก เนื้อละเอียด เหนียวหนึบ สีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อน้อย เมล็ดใหญ่ และ มีกลิ่นแรง มีข้อดีตรงที่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่าได้

พันธุ์ก้านยาว : ทรงพุ่มรูปกรวย กิ่งก้านยาว มีนิสัยชอบทิ้งกิ่ง ใบใหญ่ ปลายใบกว้างสอบลงโคน ปลายใบสอบแหลม ฐานใบเรียวสอบออกแหลม ทรงผมกลมหรือเป็นทรงลิ้นจี่ ไม่มีไหล่ผล ด้านขั้วจะกว้างและเรียวลงไปทางก้นผล ขนาดผลไม่ใหญ่ จุดสังเกตที่เด่นชัดคือก้านผลยาวเห็นชัด เนื้อสีเหลือง บาง ละเอียด เหนียว เมล็ดโต มีเมล็ดมาก รสหวานมัน กลิ่นน้อย เนื้อไม่ค่อยแฉะเละ แม้ว่าจะสุกมากก็ตาม และไม่ทนทานโรครากเน่า-โคนเน่า

พันธุ์กระดุมทอง : ทรงพุ่มโปร่งรูปกรวย ใบใหญ่ป้อมกลางใบ ปลายใบเรียวแหลมยาว ฐานใบกลมกว้างและสั้น ผลกลมเล็ก ร่องพูลึกคล้ายผลฟักทอง เปลือกค่อนข้างบาง หนามเล็กและถี่ เนื้อบางสีเหลืองเข้ม รสหวานจัด ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า

ผลผลิตทุเรียนคุณภาพจากสวนทุเรียนลุงแกละ



"สวนทุเรียนลุงแกละ" ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 80 %,พันธุ์ชะนี 10 %,พันธุ์พวงมณี และ พันธุ์ก้านยาวอย่างละ 5% บนพื้นที่ที่มีทั้งดินลูกรังและดินร่วนปนทรายทั้งหมด 50 ไร่ แบ่งเป็นให้ผลผลิตแล้ว 30 ไร่(ประมาณ 400 ต้น) และ ยังไม่ให้ผลผลิต 20 ไร่(300 กว่าต้น) บางส่วนเป็นพันธุ์หมอนทองบนต้นตอชะนี มีตั้งแต่ต้นอายุ 1 ปี จนถึง 50 ปี โดยปลูกแบบผสมผสานกันไป ทั้งนี้เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียน และ เป็นการจัดการคุณภาพผลผลิตทุเรียนตามภูมิปัญญาโบราณอันทำให้ผลผลิตที่ได้จากสวนนี้มีความแตกต่างจากที่อื่น นั่นคือ ทุเรียนหมอนทองที่ผลิตได้มีเนื้อสีเหลืองทองสวย ด้วยที่สวนจะปลูกทุเรียนพวงมณี แซมไว้ในแปลงหมอนทองในอัตรา 1 ต้นต่อพื้นที่ 2 - 3 ไร่ เพื่ออาศัยละอองเกสรตัวผู้ของทุเรียนพันธุ์พวงมณีที่มีความโดดเด่นคือ สามารถปลิวไปกับลมหรือแพร่กระจายพันธุ์ได้ดี ทำให้ละอองเกสรตัวผู้ของพันธุ์พวงมณีปลิวไปผสมกับเกสรตัวเมียของพันธุ์หมอนทองได้ทั่วถึงทั้งสวน ผลที่ได้จึงทำให้เนื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองในสวนที่ได้รับการผสมเกสรจากพันธุ์พวงมณีมีสีเหลืองทองไปทางพวงมณี แต่รสชาติและเอกลักษณ์อื่นๆ ยังคงเป็นหมอนทองเช่นเดิม จนคนที่มีโอกาสได้มาชิม ชม ช็อปทุเรียนจากสวนแห่งนี้ต่างเรียกขานกันตามเอกลักษณ์ของทุเรียนหมอนทองที่นี่ว่า "ทุเรียนเนื้อทองลุงแกละ" และถ้าอยากได้ทรงลูกสวย ให้ปลูกพันธุ์กระดุมแซมไว้กลางแปลงพันธุ์หมอนทองในอัตรา 1 ต่อทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 200 ต้น จะทำให้ได้ผลหมอนทองที่มีรูปทรงสวย

นอกจาก"ทุเรียนเนื้อทองลุงแกละ" แล้ว สวนแห่งนี้ยังมีเอกลักษณ์ที่ชวนจำด้วยการนำเครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องพ่นยาแอร์บัส รถนั่งตัดหญ้าและรถกระเช้า มาใช้การจัดการสวนควบคู่ไปกับการจัดแต่งทรงพุ่มทุเรียนให้มีความสูงไม่เกิน 7 เมตร เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานภายในสวนซึ่งละเอียดอ่อน และลดปัญหาเรื่องแรงงานภาคการเกษตรหายากขึ้นในแต่ละวัน ได้อย่างดีอีกด้วย

โอ๋ นิธิภัทร์ ทองอ่อน ทายาทหนุ่มแห่ง "สวนทุเรียนลุงแกละ" ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เรื่อง การบริหารจัดการ "สวนทุเรียนลุงแกละ"
ใช้รถแม็คโค 2 คันในการรื้อถอนต้นไม้เก่าออก เพื่อเตรียมแปลงปลูกทุเรียน



การเตรียมดิน : ในการปรับพื้นที่ปลูกที่เป็นสวนยางและผลไม้อื่นเดิม จะใช้รถแม็คโค 2 คันในการรื้อถอนต้นไม้เก่าออก เพื่อเตรียมแปลงปลูกทุเรียน โดยคันแรกจะขุดตอยางและต้นไม้อื่นออกให้หมด แล้วให้แม็คโคอีกคันตามจกดินหลังคันที่ขุดตอ ก็จะเป็นการปรับพลิกหน้าดินได้ในครั้งเดียว แล้วใช้ผาน 7 ไถดะและไถแปร 4 รอบ วิธีนี้จะทำให้ได้หน้าดินถึง 50 เซนติเมตร จากนั้นเตรียมขึ้นแปลงปลูก ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งแบบวางแนวราบ เหมาะสำหรับพื้นที่ลาดเอียง ระบายน้ำดี,พูนโคนแบบกระทะคว่ำ วิธีนี้รากอาจถูกจำกัดหากินได้ไม่ไกลจำต้องขยายโคนให้ปีละ 1 - 2 ครั้ง เมื่อเริ่มให้ผลผลิตจึงหยุดขยายโคน เป็นวิธีที่ช่วยเรื่องการระบายน้ำได้ดี ปลูกโดยไม่ต้องขุดหลุม ใช้วางต้นแล้วขุดดินขึ้นมากลบ ปรับแต่งโคกให้ลาดเอียงทรงกระทะคว่ำ และพนมร่องหรือการยกร่องปลูกแบบมันสำปะหลัง ซึ่งทางสวนจะใช้วิธีการปลูกแบบพนมร่องมากกว่าแบบอื่น เพราะสะดวกต่อการนำรถนั่งตัดหญ้าเข้าไปจัดการ หากเป็นการปลูกแบบยกโคก จะต้องใช้เครื่องตัดหญ้าแบบร่อนเหวี่ยงที่โคนต้นด้วย เพราะรถเข้าไม่ถึงจึงเป็นการเสียเวลา การพูนโคนจะมีข้อเสียคือ โคกจะเล็กกว่าต้นทุเรียนในทุกๆ ปี ทำให้รากทุเรียนถูกจำกัดอยู่แค่เพียงในวงโคก หรือแผ่ขยายหากินได้ไม่เต็มที่ จึงขัดต่อธรรมชาติของทุเรียนที่จะแผ่รากหากินบนผิวดินมากกว่าลงลึกไปด้านล่าง การยกโคกจึงทำให้รากต้องพุ่งลงหากินด้านล่างแทน ต้นทุเรียนจึงเติบโตไม่ดี

หมายเหตุ :

- การเตรียมแปลงปลูกที่ดี ควรมุ่งเน้นเรื่องการทำทางระบายน้ำในแปลงปลูกให้ดีด้วย เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องโรครากเน่า โคนเน่า

- ดินลูกรังจะควบคุมการออกดอกได้ดีกว่าดินร่วนปนทราย แต่จะเปลืองน้ำช่วงทำลูก - เป็นลูก เพราะดินแห้งเร็ว ผลผลิตที่ได้จากดินลูกรัง จะไม่เด่นเท่าดินร่วนปนทรายหรือดินปึก เนื้อทุเรียนที่ได้จะสวกไม่หนึบ ละเอียดเหมือนดินร่วนปนทรายหรือดินปึก แต่ถ้าไว้ครบกำหนด รสชาติจะดีเช่นกัน



การเตรียมต้นพันธุ์และการปลูก : ในการปลูกจะใช้ต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่เสียบยอดบนต้นตอชะนี เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโรครากเน่า-โคนเน่า โดยต้นพันธุ์ที่ใช้มีอายุ 3 - 4 เดือน ปลูกลงในหลุมที่ขุดหลุมให้มีความกว้าง x ลึก เพียงครึ่งตุ้มของต้นกล้าทุเรียน โดยไม่ต้องปรับสภาพดิน เนื่องจากพื้นที่นั้นมีสภาพดินดีอยู่แล้ว ใช้เพียงปุ๋ยสูตรเสมอรองก้นหลุมกลบด้วยดินบางๆ ก่อนนำกล้าทุเรียนลงปลูก ในอัตรา 2 - 3 ขีดต่อหลุม โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้น x ระหว่างแถว คือ 7 x 8 ,9 x 9 จะได้จำนวนต้นประมาณ 22 - 24 ต้นต่อไร่ หากใช้ระยะปลูกที่ 10 x 10 เมตร จะได้ ประมาณ 18 - 20 ต้นต่อไร่ การเลือกใช้ระยะปลูกขึ้นอยู่กับสภาพแปลงปลูก ต้องมีการพรางแสงด้วยแสลนหรือทางมะพร้าวหรือปลูกแซมสวนกล้วย เพื่อใช้ร่มเงาจากกล้วยบังแสงให้ทุเรียนปลูกใหม่ในการพยุงต้นเพื่อการเติบโต แต่ถ้าปลูกในหน้าฝนต้นกล้าทุเรียนจะตั้งตัวได้เร็ว และไม่ต้องทำการพรางแสง เพราะจะไม่โดนแสงแดดมาก แล้วพูนโคนกลบต้นตามแนวที่วางไว้ การยกโคกต้องกว้างและไม่สูง ซึ่งจะไม่ทำทุกปี จะทำแค่ช่วงแรกตอนวางแนวปลูกเท่านั้น ทั้งนี้ ก่อนปลูกจะต้องวางแนวปลูก เตรียมแปลง และระบบน้ำให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะนำต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูกได้

น้ำ : เรื่องแหล่งน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการเพาะปลูกทุเรียน เพราะทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำเยอะ จึงขาดน้ำไม่ได้ การจัดการเรื่องแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของทุเรียนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะช่วงติดผล หากขาดน้ำจะทำให้ผลเสียหายหรือหลุดร่วง ดังนั้น หากมีพื้นที่ปลูก 20 ไร่ต้องจัดให้มีแหล่งน้ำขั้นต่ำ 3 ไร่ขึ้นไปจึงจะพอ การวางระบบน้ำในสวนควรใช้ระบบมินิสปริงเกอร์ ที่จะสามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและดีกว่า ติดตั้งห่างจากโคนต้น 1 เมตร ใช้ 1 - 2 หัวต่อต้น ด้วยแรงดันจากปั๊ม 2 ตัว ซึ่ง การให้น้ำเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สำหรับทุเรียน เพราะส่งผลต่อการออกดอก หรือ บังคับดอกนอกฤดู

การให้น้ำ :

- สภาพอากาศปกติ ให้ทุกๆ 2 วัน นาน 30 นาที

- สภาพอากาศร้อน/แห้งแล้ง ให้วันเว้นวัน นาน 30 นาที
การให้น้ำทุเรียนในระยะต่าง เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะส่งผลต่อการออกดอกและคุณภาพผลผลิต



การให้ปุ๋ย : การให้ปุ๋ย ใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15,16-16-16 และ 17-17-17 ยืนพื้นเพื่อการบำรุงต้น ใบ ดอก ผล ตามปกติ จะเริ่มให้ปุ๋ยก่อนตัดแต่งกิ่งประมาณ 1 สัปดาห์ และ หลังการตัดแต่งกิ่งทุกๆ 15วัน

- อายุต้นหลังปลูก - 1 ปี ให้ปุ๋ยเคมีอัตรา 200 - 300 กรัมต่อต้น ทุก 20 วัน ผสมกับปุ๋ยคอก(มูลโค) อัตรา 10 กิโลกรัม รอบทรงพุ่ม

- ปีที่ 2 - 3 ให้ปุ๋ยเคมีอัตรา 400 - 500 กรัม ต่อต้น ทุก 15 วัน ผสมกับปุ๋ยคอก(มูลโค) อัตรา 10 กิโลกรัม รอบทรงพุ่ม

- ปีที่ 4 - 9 ทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิต ให้ปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัมต่อต้น ทุก 15 วัน ผสมกับปุ๋ยคอก(มูลโค) อัตรา 20 กิโลกรัม รอบทรงพุ่ม

- ปีที่ 10 เป็นต้น ให้ปุ๋ยเคมีในอัตรา 1 - 1.5 กิโลกรัมต่อต้น ทุก 15 วัน ผสมกับปุ๋ยคอก(มูลโค) อัตรา 20 กิโลกรัม รอบทรงพุ่ม

คำแนะนำเรื่องการใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม :

- ก่อนทุเรียนออกดอกประมาณ 45 - 60 วัน จะหยุดการให้ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยคอกจะทำให้ต้นทุเรียนเฝือใบ

- เมื่อทุเรียนจะเข้าดอกให้ปรับสูตรปุ๋ยจากสูตรเสมมอมาเป็นปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น ทุก 15 วัน

- หลังตัดแต่งผลตั้งแต่ระยะไข่ไก่มาจะปรับสูตรปุ๋ยเป็นสูตร 12-12-17 ทุก 10 วัน ให้ในอัตรา 700 - 800 กรัม ต่อต้น ไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยว

- เทคนิคการจัดการปุ๋ย เพื่อให้ได้ผลผลิตทุเรียนคุณภาพดี คือ ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย 1 เดือน จะหยุดให้ปุ๋ย เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมปุ๋ยในผลมาก เพราะถ้าหากมีการสะสมปุ๋ยในผลมากจะทำให้เนื้อทุเรียนที่ได้ไม่อร่อย

การจัดแต่งทรงพุ่มทุเรียน : ด้วยความที่ทุเรียนเป็นไม้ผลที่มีความสูงได้ 25 - 50 เมตร(แล้วแต่พันธุ์) หากปล่อยให้ต้นเติบโตตามธรรมชาติจะยากต่อการจัดการดูแล เช่น การพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน สารกำจัดโรคแมลง และ การจัดการผล ดังนั้น การจัดการทรงพุ่ม จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำสวนทุเรียน เพื่อควบคุมทรงพุ่มให้ไม่กว้างหรือสูงเกินไป ที่สวนจะเลี้ยงไว้ที่ความสูง 5 - 7 เมตรเพื่อให้ง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นไปดูแลผล การตัดแต่งกิ่งจะเริ่มเมื่อต้นมีอายุได้ 1 - 1.5 ปี เน้นการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เลี้ยงแบบต้นเดี่ยว ควบคุมทรงพุ่มให้เตี้ยด้วยการตัดยอด ในครั้งแรกที่ตัดแต่งต้องกำหนด กิ่งหลักไว้ 7 - 10 กิ่ง แบบสลับฟันปลา ห่างกัน 10 - 15 เซนติเมตร เลือกไว้ตามตำแหน่งที่เหมาะสมและตามความสมบูรณ์ของกิ่งที่ต้องการจะเลี้ยงไว้เป็นกิ่งหลัก แล้วลิดกิ่งกระโดง(กิ่งที่เกิดในทรงพุ่ม) ,กิ่งมุมแคบ , กิ่งซ้อน หรือ กิ่งมุมกว้างเกินไปออก ด้วยกรรไกรตัดแต่งกิ่งอันใหญ่ จากนั้นตัดแต่งปลายกิ่งรอบทรงพุ่มคลุมทรงเป็นแบบฝาชีคว่ำ เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต ต้องมีกิ่งหลักเป็น 12 - 20 กิ่ง โดยกิ่งหลักกิ่งแรกจะต้องอยู่สูงจากพื้นดิน 1 เมตร จากนั้นจะทำการตัดแต่งกิ่งคลุมทรงพุ่มปีละครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ทุกๆ ครั้งหลังตัดแต่งกิ่งเสร็จจะล้างต้นด้วยการฉีดพ่น Metalaxyl ในอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร(ฉีดพ่นได้ 100 - 120 ต้น) ให้ทั่วทรงพุ่มเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลายพืชทางบาดแผล

โอ๋ นิธิภัทร์ ทองอ่อน ดูแลเอาใจใส่ทุเรียนทุกต้นยิ่งกว่าแฟนของตัวเอง



การตัดแต่งดอกและไว้ผล : ในช่วงฤดูออกดอกปกติ ทุเรียนจะมีดอกออกมาเรื่อยๆ ดอกทุเรียนออกเป็นช่อมีตั้งแต่ 3 - 30 ดอกต่อช่อ และออกเป็นรุ่นๆ ตลอดความยาวใต้ท้องกิ่ง จึงต้องหมั่นสอยออก บางต้นให้ดอกได้ถึงสามรุ่น บางต้นผลเท่าไข่ไก่แล้วยังมีดอกออกตามมา การทำทุเรียนจำต้องเลือกไว้ดอกต่อต้นแค่รุ่นเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการผลผลิต เพราะถ้าไว้หลายรุ่นแล้วจะให้อาหารยาก ไปจนถึงทำให้ต้นโทรม การเลือกไว้ช่อดอก ไม่ว่าจะเป็นการทำดอกก่อนฤดู ในฤดู และ หลังฤดู จะเลือกไว้เพียง 5 - 7 ช่อดอกต่อกิ่ง การตัดแต่งครั้งแรกจะเริ่มในระยะมะเขือพวงเล็ก

- การตัดแต่งครั้งที่ 1 จะเป็นการตัดแต่งช่อดอกในระยะมะเขือพวงเล็กที่อยู่ติดกับโคนต้นออก จะเริ่มไว้ช่อดอกแรกให้ห่างจากต้น 50 เซนติเมตร และ เลือกไว้เพียง 5 - 7 ช่อดอกต่อกิ่ง แต่ละช่อห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร

- การตัดแต่งครั้งที่ 2 จะตัดแต่งในระยะผลเท่าไข่ไก่ ซึ่งในระยะนี้ 1 พวงดอกจะติดผลได้ประมาณ 10 - 20 ผล การตัดแต่งครั้งนี้จะคัดเลือกผลที่ไม่สวย หรือ บิดเบี้ยวออก รอบนี้จะเอาผลที่ติดอยู่ในช่อออกให้เหลือไว้ประมาณ 3 - 4 ผล ต่อช่อ แล้วปล่อยเลี้ยงไว้สักระยะหนึ่ง การไว้ผลในรอบนี้ต้องไว้ให้มากกว่าจำนวนที่คาดว่าจะได้เก็บเกี่ยว 20%

- การตัดแต่งครั้งที่ 3 จะตัดแต่งในช่วง 20 วันหลังจากระยะผลเท่าไข่ไก่ - กระป๋องนม ช่วงนี้ทุเรียนจะแตกใบอ่อนออกมา ต้องคอยหมั่นสังเกตุ เพราะทุเรียนจะรักใบมากกว่าผล หากมีใบต้นจะสลัดผลทิ้ง ระยะนี้จึงตัดแต่งขาดไม่ได้ การแต่งผลช่วงนี้ต้องดูใบทุเรียนด้วย เพราะทุเรียนจะเลือกผลที่แข็งแรงไว้ ถ้าผลไหนสู้ไม่ไหวจะร่วงลงไป การตัดแต่งในระยะนี้ จำต้องทำหลังผ่านการแตกใบอ่อนไปแล้ว ซึ่งระยะนี้จะใช้ เทคนิคการส่งใบเพื่อประครองผล/ลดการหลุดร่วงของผล ด้วยการให้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 อัตรา 300 กรัมผสมปุ๋ยสูตรเสมอ(15-15-15) อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น ทางดินภายในบริเวณทรงพุ่ม ห่างจากต้น 50 เซนติเมตร และเร่งใบให้แก่เร็วขึ้นเพื่อให้ผ่านช่วงเวลาที่ต้นจะสลัดผลทิ้งไปโดยเร็ว ด้วยการให้ปุ๋ย แมกนีเซียม ทางใบในอัตรา 1. 5 - 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เมื่อใบที่แตกมาเป็นใบแก่ จึงจะทำการตัดแต่งผลในรอบนี้ให้เหลือเพียง 3 - 4 ผล ต่อช่อ

- การตัดแต่งครั้งที่ 4 จะตัดแต่งในระยะกระป๋องนม ให้เหลือเพียงช่อละ 1 - 2 ผล ใน 1 กิ่งจะไว้เพียง 3 - 5 ผล 1 ต้นไว้ผลได้ประมาณ 60 ลูก เทคนิคการผลิตทุเรียนให้มีผลใหญ่ สวย คุณภาพดี อยู่ที่การเลือกไว้ผลในช่วงนี้ด้วย หากต้องการผลคุณภาพดี จะต้องเลือกไว้ผลที่ตำแหน่งตรงกลางไปจนถึงปลายกิ่ง เพราะผลที่อยู่ติดต้นมักจะลูกไม่สวย ซึ่งมีผลจากการส่งระยะทางในการส่งอาหารจากใบมาที่ผตำแหน่งนี้ไกลเกินไป และต้องเลือกกิ่งที่จะไว้ลูกตั้งแต่ช่วงกลางต้นขึ้นไป หรือ ถ้าแบ่งลำต้นออกเป็น 5 ส่วน ก็คือ เลือกไว้ลูกช่วงที่ 2 - 3 ของลำต้น จะทำให้ได้ลูกโตสวย และดีกว่าไว้ติดโคน หรือ ยอด การไว้ผลในช่วงนี้จะสัมพันกับความเสี่ยงต่อการเกิดหนอนรัง (หนอนเจาะผลละหุ่ง/Conogethes punctiferalis) หากไว้ผลมากหรือมีผลติดกันจะทำให้เกิดการระบาดของหนอนรัง เพลี้ยแป้งและราดำได้ง่าย การเลือกไว้ผลเพียง 1 ผล จึงเป็นการลดความเสี่ยงได้ดี ซึ่งมีวิธีป้องกันหนอนรังเข้าทำลายผลที่อยู่ที่ติดกันเป็นพวงได้ด้วยการใช้ไม้ขัดผลให้ห่างกัน

ดอกทุเรียนในระยะต่างๆ


การค้ำต้น : การค้ำต้นเป็นการช่วยพยุงกิ่งทุเรียนในช่วงที่ติดผล เพื่อไม่ให้ต้นต้องรับภาระลูกมากนักและเป็นการป้องกันกิ่งฉีกหักเมื่อต้องแบกรับน้ำหนักผล หรือ แม้แต่การขึ้นไปปฏิบัติงานในช่วงที่ต้องตัดแต่งดอกผล โรค แมลง และ เก็บเกี่ยว ซึ่งการค้ำต้นจะทำได้ 2 แบบ คือ

1. การปักหมุด ดึงสลิง เป็นวิธีที่คงทนถาวร ลงทุนครั้งเดียวสามารถอยู่ได้นานหลายปี มีวิธีการคือปักหลักหมุดหล่อฐานปูนให้มีความลึกลงไปในดิน 60 เซนติเมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร สี่มุม แล้วใช้สลิงร้อยในสายยาง(ป้องกันการเกิดริ้วรอยกดทับของลวดสลิง) ดึงยอดลงมาผูกกับหลักทั้งสี่ ส่วนกิ่งก้านด้านในจะใช้เชือกไนล่อนดึงรั้งเข้ามาหาต้น

2. ใช้ไม้ไผ่ปักหลักค้ำยัน เป็นการนำไม้ไผ่มาพาดปลายด้านหนึ่งเข้าหากิ่งที่ต้องการจะค้ำมัดด้วยเชือกฟางให้แน่น แล้วปักปลายอีกด้านลงดินเพียงเล็กน้อย ใน 1 กิ่ง จะใช้ไม้ไผ่ 2 - 3 ลำขนาดความยาวตามความสูงของต้น จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของกิ่งและต้น ใน 1 ต้น จะใช้ประมาณ 7 - 10 ลำ


การโยงผลทุเรียน (เต๊าลูก) : การโยงผลเป็นการป้องกันการหลุดร่วงของผล เมื่อเจอกับสภาพลมแรง การโยงจะใช้เชือกฟาง จำนวน 2 เส้น ต่อผล ช้อนโยงลูกไขว้กันตรงก้นผลไปผูกกับกิ่งเป็นสี่มุม แล้วมัดรวบด้านบนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งชาวสวนทุเรียนจะเรียกการโยงผลนี้ว่า "การเต๊าลูก" จะทำช่วงที่ทุเรียนมีอายุได้ 75 - 90 วันหลังดอกบาน และปล่อยไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยว ซึ่งการเก็บเกี่ยวจะตัดทั้งลูกและเชือกเต๊าออกมาพร้อมกัน


การจัดการโรค - แมลงศัตรูพืช : ศัตรูสำคัญของทุเรียนที่พบในสวน จะมี เพลี้ยไฟ ที่เข้ามาทำลายดอกช่วงหลังดอกบานไปจนถึงหางแย้ ทำให้ผลทุเรียนที่โดนเพลี้ยไฟทำลายมีหนามติดกัน ขายไม่ได้ราคา การป้องกันกำจัดจะใช้อิมิดาคลอพริด ฉีดพ่นทุก 7 วัน ช่วงเป็นหางแย้ ไปจนกว่าลูกจะอยู่ในระยะกระป๋องนม จึงจะปลอดภัยจากเพลี้ยไฟ ในระยะเดียวกันนี้ก็อาจพบว่ามี เพลี้ยแป้ง เข้าทำลายบ้างช่วงออกดอก - ผลอ่อน แต่จะพบน้อยกว่าไรแดงและเพลี้ยไฟ กรณีที่มีการให้น้ำตาลทางด่วนมาก ก็จะพบเพลี้ยแป้งเข้าทำลายมาก การป้องกันกำจัดจะใช้ เมโทมิล ผสม คลอไพริฟอด ฉีดพ่นทุก 7 วัน ถัดจากนี้ไปจะพบว่ามี หนอนรังหรือหนอนเจาะผล(Conogethes punctiferalis)เข้ามาทำลายผลในระยะนี้ การไว้ลูกให้ห่างกันจะช่วยป้องกันการเข้าทำลายของหนอนชนิดนี้ได้ เพราะถ้าผลทุเรียนติดกันหนอนจะเข้ามาทำรังได้ง่าย การป้องกันหนอนไม่ให้เข้าเจาะผลทุเรียนที่ติดกัน ทำได้โดยเอาไม้เข้าไปสอดคั่นกลางระหว่างลูกไว้ เพื่อไม่ให้ลูกติดกัน ก็เป็นวิธีป้องกันหนอนอย่างหนึ่ง เมื่อต้นทุเรียนเริ่มมีใบแก่ ศัตรูตัวสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ ไรแดง มักพบแพร่ระบาดในสภาพอากาศของฤดูหนาว การป้องกันกำจัดจะใช้ อิมิดาคลอพริด + ไพริดาเบน หรือ โพรพาร์ไกต์ + ออย เพื่อคุมไข่ ฉีดพ่นคลุมทุก 7 วัน ฉีด หากฉีดพ่นไป 2 ครั้งแล้วยังไม่สามารถควบคุมได้ ต้องเปลี่ยนสารเคมี แมลงศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนอนด้วงหนวดยาว มักพบเข้าทำลายลำต้นเหนือพื้นดินขึ้นไป 1 - 1.5 เมตรหากพบว่ามีการเข้าทำลายต้นทุเรียน จะใช้มีดฟันรอยเจาะให้เป็นแผล เพื่อหาตัวหนอน หากเจอตัวหนอน จะใช้ Metalaxyl ผสมน้ำทาตามรอยแผลทันที หรือ ใช้อะบาแมคตินผสมน้ำในอัตราปกติ ใส่สลิ้งฉีดฝังเข็มเข้าต้นจะทำให้หนอนด้วงตายยกรัง

ป้องกันกำจัดโรครากเน่า - โคนเน่าด้วยวิธีการขูดโคนและฝังเข็ม


การค้ำกิ่งและเต๊าลูกทุเรียน


เทคนิคการปลูกทุเรียนให้ได้ผลผลิตภายใน 4 ปี : ในการปลูกทุเรียนให้ได้ผลเร็วนั้นต้องดูแลเอาใมจใส่อย่างใกล้ชิด บำรุงปุ๋ยให้ถึงตามอัตราและระเวลาดังกล่าวมาข้างต้น ร่วมกับการหมั่นตัดแต่งหญ้าในสวนให้โล่งเตียน ตัดแต่งกิ่ง คุมยอดไม่ให้สูงเกินน 5 - 7 เมตร จัดการทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อให้พืชได้สังเคราะห์แสงเต็มที่ เน้นที่การตัดแต่งยอดควบคุมความสูง เพราะถ้าปล่อยให้ต้นสูงไปเรื่อย ๆ จะได้ลำต้นเล็ก จากการที่พืชส่งอาหารไปเลี้ยงยอดหมด แต่ที่ทำที่หยุดการเติบโตทางยอด โดยในช่วงปีที่ 1 - 3 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของการจัดการทรงพุ่ม เมื่อต้นอายุได้ 1 ปี จะไว้ต้นที่ความสูงเพียง 1 เมตร จากพื้นดิน กิ่งก้านของต้นช่วงนี้ยังไม่ใหญ่ แต่จะมีกิ่งน้ำค้าง กิ่งกระโดง อยู่มาก ให้ริดออกให้หมด เพื่อที่อาหารจะได้ถูกส่งไปเลี้ยงกิ่งหลักและต้นได้เต็มที่ ต้นอายุที่ 2 ปี จะเริ่มแต่งกิ่งล่างสุดออก จะไว้กิ่งหลักแรก ให้มีความสูงจากพื้นดินไม่ต่ำกว่า 1 เมตร หรือ แล้วแต่ความสูงที่ต้องการ แล้วตัดแต่งกิ่งไม่สำคัญออกอีกรอบ ปีที่ 3 จะตัดยอดออกอีกครั้ง ที่ความสูงของต้นจากพื้นดิน 4 เมตร ซึ่งตอนนี้ต้นทุเรียนจะสูงจากพื้นดิน ประมาณ 5 - 5.5 เมตร เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ก็จะเริ่มติดผล ทุกครั้งก่อนและหลังตัดแต่งทรงพุ่ม จะต้องให้ปุ๋ยทุกครั้ง การให้ปุ๋ยทุเรียนต้นเล็ก เน้นให้ที่บริเวณรอบทรงพุ่ม เพื่อล่อรากให้ออกไปกินอาหาร จึงทำให้รากโตดี การจัดแต่งทรงพุ่มทุกครั้งจะทำให้ได้ขนาดต้นที่ใหญ่ขึ้นแต่ทรงพุ่มเท่าเดิม และต้องคอยคุมรัศมีของทรงพุ่มไม่ให้ชนกัน เพื่อให้ดูเป็นระเบียบและง่ายต่อการใช้เครื่องจักรเข้าไปจัดการ


การสุกแก่ : การดูความพร้อมว่าทุเรียนที่ปลูกไว้สุกแก่เมื่อไหร่นั้น จะใช้การจดบันทึกวันที่ดอกทุเรียนบานเป็นรุ่นๆ แล้วนับวันไปตามอายุของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ สำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทองจะสุกแก่ที่ 120 วัน หลังดอกบาน ความสุกแก่ตรงนี้จะอยู่ที่ 90% ขึ้นไป ถ้าปล่อยไว้เกิน 120 - 125 วัน จะเริ่มสุกงอมพร้อมร่วง หรือ ถ้าจะเก็บให้อ่อนกว่านั้นก็นับร่นวันลงมา อย่างถ้ามีล้งจีนมาตัดก็จะตัดผลกันที่อายุ 105 - 110 วัน ซึ่งทุเรียนที่นำมาทอดแปรรูปก็จะใช้ความสุกแก่ประมาณนี้เช่นกัน ส่วนทุเรียนพันธุ์ชะนีจะสุกแก่ที่ 100 - 110 เรื่องการสุกแก่ของทุเรียนนั้นค่อนข้างนิ่งตายตัวจึงไม่ยากต่อการจัดการ แค่รู้วันดอกบานก็จะรู้วันเก็บเกี่ยวเตรียมทำตลาดได้เลย สำหรับการสังเกตุลักษณะภายนอกของทุเรียนแก่ ก็ให้ดูที่ปลายหนาม เพราะปลายหนามจะเริ่มแห้ง - เหี่ยวเป็นสีน้ำตาล ขั้วตรงผลแข็งและสากปลิงอวบ ปูด ขึ้นมาให้เห็นชัด การตัดขายของทางสวนจะอยู่ที่ความสุกแก่ 90 % หากขายออนไลน์ จะอยู่ที่ 95 % เมื่อไปถึงมือลูกค้าก็จะสุกพอดี

อาการของทุเรียนที่เป็นโรค



การเก็บเกี่ยว : การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บทีเดียวทั้งแปลง โดยแบ่งเป็น 2 มีด มีดแรก เน้นเก็บลูกหัวๆ ที่มีลูกสวยและสุกแก่เต็มที่ก่อน ผ่านไป 7 วัน จึงลงมีดสอง ในรอบนี้จะรูดเก็บหมดทั้งต้น ซึ่งราคาจำหน่ายในมีดแรกกับมีดสองจะเท่ากัน ตามสัญญาที่เราทำกับคู่ค้า (กรณีตัดล้ง) การเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีตัดแล้วโยนลงมาให้คนรับ ช่วงนี้จึงต้องใช้แรงงานเยอะเพราะต้องรีบตัดให้ทันกำหนดเวลา

การบ่มทุเรียน : ทางสวนเคยเจอปัญหาว่าลูกค้าซื้อทุเรียนไปแล้ว บอกว่าทุเรียนอ่อนไม่พร้อมทาน เพราะใจร้อนรีบแกะ จึงอยากแนะนำว่าหากเป็นทุเรียนที่ซื้อหาทั่วไปตามท้องตลาดนั้นจะสุกแก่พร้อมทานเพราะมีการป้ายตัวยา ชื่อ อิทิฟอน ที่ขั้วผลเพื่อเร่งให้สุก แต่ถ้าซื้อจากสวนไปโดยตรงจะเป็นการสุกแก่ตามธรรมชาติไม่มีการใช้น้ำยาเร่ง จำต้องปล่อยให้ทุเรียนสุกแก่ด้วยการบ่มตามธรมชาติ นั่นคือ ใช้ผ้าคลุมทุเรียนไว้ในสภาพอุณภูมิห้องปกติ แล้วรอ 5 - 7 วันทุเรียนจึงจะสุกพร้อมทานแบบกรอบนอกนุ่มใน หากอยู่ในสภาพอากาศเย็นเช่นในห้องแอร์จะสุกช้าออกไป แต่ถ้าอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนเพียง 3 วันก็สุกแล้ว

เทคนิคการฟื้นต้นทุเรียนหลังเก็บเกี่ยว : หลังเก็บผลจากออกจากต้นหมดทุกครั้ง จะให้น้ำต้นเต็มที่ในทันที โดยจะให้น้ำนาน 30 นาทีตามสภาพอากาศแบบวันเว้นวันหรือวันเว้นสองวัน เพื่อให้ต้นฟื้นตัว ทุกครั้งเพื่อเป็นการฟื้นต้นและป้องกันต้นโทรม หลังการให้น้ำครั้งแรก จะพักต้น 10 วัน แล้วบำรุงต้นอายุ 7 ปี ขึ้นไป ด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ ในอัตรา 1.5 - 2 กิโลกรัม ผสม ยูเรีย 300 กรัม ต่อต้น หากต้นอายุต่ำกว่า 7 ปี จะให้ปุ๋ยในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น โรยรอบทรงพุ่มหลังตัดลูก หลังใส่ปุ๋ย 15 - 20 วัน จะตัดแต่งกิ่งควบคุมทรงพุ่ม แล้วให้ปุ๋ยในอัตราเดิมเหมือนตอนก่อนตัดแต่งอีกครั้งหนึ่ง ดูแลไปจนเริ่มมีใบแรก ใบเริ่มเพสลาด จึงเริ่มดูแลเรื่องการฝังเข็มป้องกันโรครากเน่า - โคนเน่า แล้วรดน้ำใส่ปุ๋ยตามอัตราข้างต้นที่กล่าวมา ไปเรื่อยๆ จนได้ใบ 2 ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 45 - 50 วัน แล้วจะเข้าสู่รอบของการทำนอกฤดู(หลังเก็บผลแล้ว 90 -100 วันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)

ทำสาวต้นทุเรียนด้วยวิธีการบอนราก : เมื่อปลูกทุเรียนไปนานๆ หรือ ในต้นทุเรียนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ต้นจะเริ่มโทรม จึงนำมาสู่การทำสาวให้ต้นฟื้นตัวใหม่อีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการตัดยอดทิ้งให้เหลือต้นสูงเพียงแค่ 4- 5 เมตร จากพื้นดิน แล้วเล็มแต่งกิ่งรอบทรงพุ่ม แต่ที่สวนทุเรียนลุงแกละ จะใช้วิธีการบอนรากที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวควบคู่ไปด้วย โดยการบอนรากนี้จะใช้รถแม็คโคขุดตัดรากแขนงรอบโคนต้น แล้วกลับหน้าดินเพื่อฟื้นต้นทุเรียนใหม่ จากนั้นจะใส่ปูนขาว ปรับสภาพดิน รอบทรงพุ่มต้นละ 2 กิโลกรัม รดน้ำตาม แล้วฉีดพ่นฮิวมิก 5 ลิตร ต่อ น้ำ 1,000 ลิตร และ เมทาแลคซิล 3 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร (ตามอัตรานี้จะฉีดพ่นต้นทุเรียนได้ประมาณ 40 ต้น) จะทำให้ทุเรียนมีการเติบโตทางใบที่ดีกว่าการทำสาวด้วยวิธีการตัดยอดเพียงอย่างเดียว

ต้นทุเรียนอายุ 33 ปีที่สวนทุเรียนลุงแกละ ยังคงมีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมให้ผลผลิตได้เต็มที่



ปฏิวัติสวนทุเรียนด้วยเครื่องทุ่นแรงและการจัดการทรงพุ่ม

พบกับการทำทุเรียนนอกฤดูและหลังฤดูจากสวนทุเรียนลุงแกละได้ในเร็วๆ นี้


เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
โอ๋ นิธิภัทร์ ทองอ่อน Yong Smart Farmer จังหวัดระยอง และ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2560
"สวนทุเรียนลุงแกละ" บ้านเลขที่ 117 หมู่ 6 ตำบลวังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โทร.06-3251-6563
Facebookpage : "สวนทุเรียนลุงแกละ"
Facebookpage : "สวนทุเรียนลุงแกละ"
https://www.facebook.com/aoh.nipat/
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
23-28°C
เชียงใหม่
22-29°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
23-28°C
นครศรีธรรมราช
23-29°C
ภูเก็ต
25-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×