เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ประกิต โพธิ์ศรี กับการหยัดยืนในอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพสุดท้ายของชีวิต

22 กันยายน 2560
4,541
"การพัฒนาเชิงอนุรักษ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงและเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และการท่องเที่ยงเชิงเกษตรแบบเต็มตัว รวมถึงเปิดรับนักศึกษาฝึกงาน ให้ได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้อย่างเต็มที่ก็เพื่อให้พวกเขาได้เกิดความภูมิใจในอาชีพเกษตรกร เพื่อย้ำเตือนให้คนรุ่นใหม่เลือกเรียนเกษตรด้วยใจรัก ไม่ใช้เลือกเรียนเพราะไม่รู้จะไปเรียนอะไร และได้ซึมซับเกียรติที่เกิดในอาชีพการงานนี้ ซึ่งเกษตรกรเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถไปพูดกับใครได้อย่างเต็มปากว่าผมเป็นเกษตรกร อันเป็นอาชีพหลักของบ้านเรา"
ประกิต โพธิ์ศรี จังหวัดระยอง
จาก 15 ปีในอาชีพพนักงานบริษัท สู่การยืนหยัดในอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพสุดท้าย



ประกิต โพธิ์ศรี เกษตรกรหนุ่มใหญ่ใจดี ดีกรีวิศวะ จากจังหวัดระยอง มาจากครอบครัวเกษตรกร มีชีวิตตามแบบแผนสังคมทั่วไป มุ่งมั่นตั้งใจเรียน เพื่อหวังจะได้เป็นเจ้าคนนายคนตามที่พ่อแม่พร่ำสอน หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ เข้าทำงานในบริษัทเอกชนในระบบลงเวลาเข้าออก เช้า-เย็น อยู่นานหลายปี จนมีครอบครัวและได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไว้อยู่อาศัย ทำให้มีโอกาสได้ไปเดินในตลาดต้นไม้ เพื่อหาต้นไม้มาใช้ตกแต่งบริเวณบ้านให้สวยงาม ระหว่างเดินหาซื้อพันธุ์ไม้ได้ถูกชะตากับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งมีความงามอันเป็นเอกลักษณ์แปลกตาจึงซื้อมาทดลองปลูกเลี้ยงภายในบริเวณบ้านและขยายพันธุ์เรื่อยมา จนเกิดความชำนาญในการเลี้ยงมากขึ้น จึงลองส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงเข้าประกวด ผลปรากฏว่าได้รับรางวัล จากความสุขที่ได้รับจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงในวันนั้นจึงเป็นที่มาของการปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้อย่างจริงจังในวันนี้



จุดเริ่มต้นในงานเกษตรกรรม : ก่อนจะยึดเป็นอาชีพหลักอย่างในปัจจุบันนั้นเริ่มมาจากการทำเป็นงานอดิเรกที่ชอบแบบ Part time เมื่อเริ่มหาต้นไม้มาปลูกที่บ้าน เช่น กล้วยไม้ ได้ไปเจอกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ขายตามตลาดต้นไม้ทั่วไป จึงไปซื้อมาเพาะเลี้ยงและได้ศึกษาเกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนี้มากขึ้น จึงทำให้รู้ว่าเป็นไม้เฉพาะถิ่นบ้านเราที่กำลังจะสูญพันธุ์ การเลี้ยงจึงเป็นแบบเชิงอนุรักษ์พันธุ์ เพราะมีแรงบันดาลใจว่าจะอนุรักษ์ไว้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำเป็นอาชีพ การเลี้ยงในช่วงเริ่มต้นจึงเริ่มจากการฝึกเพาะขยายพันธุ์และนำไปแจกจ่ายให้คนทั่วไป แต่แจกแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาเอาไปเลี้ยงแบบทิ้งขว้าง ทำให้ตาย เนื่องจากเป็นของฟรี ซึ่งของฟรีนี้วางไว้ใครเห็นใครก็หยิบแต่ไม่ใส่ใจ เลยกลับมาคิดว่า เราตั้งใจเลี้ยงมาตั้งปีครึ่งกว่าจะโต พอมาวางแจก เขาเอาไปทำตาย ก็รู้สึกเสียดาย จึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีอยู่ตามหัวไร่ปลายนาบ้านเราได้เข้าไปอยู่ในบ้านคน เพราะถ้าไปอยู่ตามบ้านคนได้นี่จะไม่สูญพันธุ์แน่นอน แต่ถ้าเราไปอนุรักษ์ไว้ตามสถานที่อุทยาน ถ้าวันหนึ่งเกิดมีมูลค่าขึ้นมาก็อาจจะตายหรือโดยขโมยได้ จึงมีความคิดถึงวิธีการที่จะทำให้คนเอาไปเลี้ยงในบ้านได้เลี้ยงเป็น แรกๆ เมื่อแจกฟรีไม่สำเร็จ จึงคิดทำคู่มือเกี่ยวกับการดูแลแนบไปพร้อมกับต้นไม้ที่แจก แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน เพราะมาพบทีหลังว่าคู่มือที่ตั้งใจทำแจกไป ถูกทิ้งขว้างอีก จึงเปลี่ยนใหม่เปลี่ยนเป็นมาขายเลย เริ่มจากต้นละ 20 บาท ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเงินไม่เยอะ แต่ก็มีมูลค่าทางจิตใจมาก จึงมองว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นการขาย การแลกเปลี่ยนกันด้วยเงินนี่ เราจะสามารถคัดกรองคนได้แล้วนะว่า เราจะได้คนที่เขาสนใจต้นไม้นี้จริงๆ ซึ่งพบว่าวิธีนี้ประสบความสำเร็จดี แม้จะเริ่มเพียงต้นละ 20 บาทซึ่งดูน้อยแต่เมื่อเป็น 20 บาทคูณร้อยต้นพันต้นมูลค่าก็จะเยอะขึ้น จากนั้นมีพ่อค้าที่ต้องการจะนำไปขายมาติดต่อขอซื้อไปขายกลายเป็นตลาดการค้าขาย ขึ้นมาและได้พัฒนาผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ จนมีตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับ จึงผันตัวเองออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักเป็นอาชีพหลัก


หม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยๆ จากสวน Rayong Smile Plant


สำหรับใประเทศไทยนั้นเราจะมีหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เป็นสายพันธุ์แท้อยู่มากกว่า 8 สายพันธุ์ จากเมื่อก่อนมีนักวิทยาศาสตร์ไปสำรวจว่ามีเพียง 8 สายพันธุ์แท้ ก็จะมีพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจเพิ่มขึ้นในระยะหลังๆ นี้ ส่วนต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์แท้ในบ้านเรานั้นจะมีโทนสีเดียวตามภูมิภาคทั่วไป จึงนำมาปรับปรุงให้เกิดสีสันตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งส่วนหนึ่งได้มาจากการไปดูงานต่างประเทศของสมาคมเกี่ยวกับพืชกินแมลง (Carnivorous plant) ในระดับสากล จึงนำสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาผสมกับพันธุ์ไทยที่มีจุดแข็ง คือมีความคงทน และมีความเด่นชัดที่ต่างจากของต่างประเทศชัดเจน อย่างของต่างประเทศส่วนใหญ่หม้อจะเป็นทรงกระบอก สีไม่ค่อยสด มีขนาดใหญ่ ยาว แต่ของไทย หม้อจะเป็นทรงกลมเน้นไปทางน่ารักมากกว่า จึงผสมกันเกิดเป็นเฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเราขึ้นมา โดยจะมีทรงกลม สีสด เป็นจุดเด่นในการพัฒนาสายพันธุ์ ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาต่อรุ่นประมาณ 3 ปี ก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 18 - 19 ปีแล้ว พอได้ต้นพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะพิเศษมาแล้วก็จะเอามาตั้งต้นพัฒนาต่อยอดขึ้นไป ทำให้เรายืนอยู่ในระดับแนวหน้าของการพัฒนาสายพันธุ์ซึ่งเรายังคงเอกลักษณ์ของสายพันธุ์เราไว้เพื่อพัฒนาต่อไปได้อีกในอนาคต ซึ่งผลผลิตที่ผลิตได้จะส่งขายที่ตลาดต่างประเทศในโซนเอเซีย เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นมีความเหมาะสมต่อการปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงค่อนข้างมาก ทำให้มีราคาขายที่ต่างออกไปด้วย โดยราคาขายที่ต่ำสุดจะอยู่ที่ต้นละ 40 บาท ไปจนถึงต้นละเป็นหลักหมื่น หลักแสน ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้า

นอกจากนี้ที่สวนยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจรและรับนักศึกษาเข้ามาฝึกงานด้านการเกษตร เพื่อหาประสบการณ์เกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนี้ด้วย ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้ามาดูงาน ศึกษาการปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหรือหาซื้อต้นไปประดับตกแต่งบ้านควบคู่ไปด้วย

หม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยๆ จากสวน Rayong Smile Plant


"การจะประสบความสำเร็จได้จะต้องเน้นที่คุณภาพของสินค้าหรือสิ่งที่เราทำและคิดนำ
คิดให้ต่างจากคนอื่นไปก่อนหนึ่งก้าว จึงจะทำให้เรายังคงอยู่ได้ในกระแสการเกษตรแบบนี้ได้"


เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ : เน้นการทำตลาดแบบคุณภาพและก้าวนำ มีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ อาจจะด้วยต้นหม้อข้าวหม้อแกงนี้มีจุดแข็งอยู่ที่การเพาะเลี้ยงน้อย ตลาดจึงกว้างมาก ในประเทศส่วนใหญ่จะทำเป็นระบบฟาร์ม ขายส่งเสียส่วนใหญ่ ประมาณ 80% ตลาดจะอยู่ในกรุงเทพ แถวตลิ่งชัน บางบัวทอง เป็นคำสั่งซื้อรายสัปดาห์ ส่วนที่ถามว่าขายได้อย่างไร ก็จะใช้วิธีถามกลับว่าของคุณคุณภาพพอมั้ย ถ้ามีคุณภาพพอก็ขายได้ ส่วนใหญ่จะเจอคนถามเรื่องสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ว่าทำแล้วขายใคร ขายที่ไหน อย่างไร ถ้าของดีจริงอย่างไรก็ขายได้ไม่ต้องกังวล สุดท้ายคนก็จะมองหามาตรฐานหาตลาด แต่ไม่ได้มองเลยว่าตัวเองผลิตสินค้าออกมามีคุณภาพดีพอกับตลาดหรือไม่ ถ้าทำได้คุณภาพ ก็ขายได้แน่นอน ยกตัวอย่างว่าทำไมเกษตรกรไทยถึงวิ่งหามาตรฐานมากมายเพื่อมารับรองตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นออร์แกนิค ไทฟอม มากมาย แต่ถามว่าสิ่งที่เราวิ่งหามาตรฐานนั้นวิ่งหาไปทำไม มาตรฐานมีไว้ทำอะไร เขาเอาไว้รับรองตัวสินค้าของเรา

"เราจะวิ่งให้คนอื่นมารับรองสินค้าที่เราผลิตมากับมือตนเองเพื่ออะไร ทั้งที่ตนเองรู้อยู่ว่าทำอะไร สามารถรับรองตัวเราเองได้ ใช้ Human Standard อย่างเกษตรกรในญี่ปุ่น ที่วางขายได้โดยไม่ต้องมีมาตรฐานอะไรมารองรับมากมาย แต่ทำไมคนญี่ปุ่นซื้อสินค้าเกษตรที่คนญี่ปุ่นผลิตมากกว่าที่คนประเทศอื่นผลิต นั่นเพราะเขามั่นใจในคนของประเทศเขา เขามั่นใจในเกษตรกรของเขา ซึ่งสิ่งที่ผมจะฝากถึงทุกคนในเรื่องการตลาดก็คือ ไม่ต้องไปกังวล เพียงแค่เราสร้างความมั่นใจเชื่อใจในการทำการเกษตรของเรา ใส่ใจในคุณภาพสินค้าแล้วสิ่งนั้นจะเป็นตัวการันตรี เป็นตัวที่ทำให้คนวิ่งมาหาสินค้าของเรา โดยที่เราไม่ต้องมาวิ่งให้ใครรับรองสินค้าของเรา ความปลอดภัย เชื่อใจ ใส่ใจสินค้าก่อนถึงมือผู้บริโภคจึงสำคัญมาก"





ข้อเสนอแนะถึงคนรุ่นหลัง :ในฐานะมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่ทำงานบริษัทมา 15 ปี เต็มๆ คือ เข้าในวันที่ 1 พ.ค.ออกวันที่ 1 พ.ค. แล้วออกมาทำอาชีพเกษตรเต็มตัว ในช่วงของ 5 ปีแรก จากที่เคยเป็นภูมิแพ้ก็หายด้วยอาชีพนี้ งานนี้ถึงจะหนักบ้างเหนื่อยบ้างแต่มันก็เป็นเหมือนการได้ดูแลร่างกายเราไปในตัวด้วย ทำให้ภูมิแพ้ที่เป็นอยู่หายไปตอนไหนก็ยังไม่รู้ตัว แต่อาชีพเกษตรกรนั้นโลกไม่สวยนัก จะต้องอยู่ให้ได้ด้วยใจรัก ถ้าโลกสวยมองว่าต้องมาเดินติ๊งหน่อง ทอดน่อง แล้วต้นไม้จะงอกงามสวยอย่างที่เราคิด เราก็จะเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง แต่ถ้าเรามั่นใจว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำแล้วภาคภูมิใจ เราก็จะทำมันออกมาได้ดี "ผมนี้เป็นลูกเกษตรกรเดินตามกระแสสังคมมานาน พ่อแม่อยากให้เรียนหนังสือจะได้จบมาเป็นเจ้าคนนายคน แต่สุดท้าย เรียนหนังสือมาหลายปี ทำงานบริษัททมาก็ตั้งนาน ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคนหรอกครับ ได้เป็นก็แค่ลูกจ้างคนหนึ่ง แต่ก็มีความภูมิใจในอาชีพพนักงานบริษัทที่เคยทำ เพราะเป็นมหาลัยชีวิตที่ดี" แล้ววันนึงพอมาถามตัวเองแบบตรงๆ ก่อนที่จะมาเป็นอาชีพเกษตรกรนี้ว่า ใจเรารักหรือเปล่า? นับตั้งแต่วันที่ก้าวเดินออกมาจากความเป็นลูกจ้าง แม้เงินเดือนที่เราได้ตอนนั้นจะสูงพอสมควร แต่วันนี้ที่ผมเดินออกมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ผมก็ไม่เสียดายเลยกับเงินตรงนั้น เพราะอยู่ตรงนี้ผมภูมิใจผมได้แบ่งปัน ได้คุยกับคนอาชีพเดียวกัน ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมรักแล้วรู้สึกดี ซึ่งตอนนี้ผมบอกได้เลยว่าอาชีพเกษตรกรจะเป็นอาชีพสุดท้ายของชีวิตผม เพราะอาชีพเกษตรกรไม่ได้สวยงามขนาดนั้น...แต่สวยงามมากกว่านั้น!! ถ้าเรารู้จักกับอาชีพนี้อย่างลึกซึ้ง.

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- ประกิต โพธิ์ศรี "Rayong Smile Plants" จังหวัดระยอง โทร.09-9154-2609
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
23-26°C
นครราชสีมา
24-29°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×