เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง ทำเกษตรอย่างมีหลักคิด พลิกชีวิตด้วยโอกาสที่วิ่งเข้ามา
20 กันยายน 2560
3,842
โอกาสไม่ได้วิ่งเข้ามาหาคนเราบ่อยๆ ดังนั้นหากมีโอกาสให้รีบคว้าไว้ เพราะไม่แน่ว่ามันอาจไม่วิ่งกลับมาหาเราเป็นครั้งที่สองหรือเข้ามาบ่อยครั้งเกินไป ซึ่งโอกาสที่ ณ นพชัย มองเห็นในวันนั้นได้กลายมาเป็นอาชีพสุดรัก ที่สร้างรายได้ให้ในแบบที่มนุษย์เงินเดือนหาตัวเลขนี้ได้ภายใน 1 ปี แต่ ณ นพชัย กลับสร้างรายได้แบบนี้ได้ภายใน 1 เดือน!!
 
ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง จังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ประสบสุขสำเร็จจากการเลือกทำในสิ่งที่รัก



ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง หรือ โต้ง เกษตรกรหนุ่มหล่อมาดเข้ม จากจังหวัดสุพรรณบุรี พ่วงความรู้ระดับปริญญาตรี ด้านสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตสุวรรณภูมิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล็งเห็นถึงคุณสมบัติพิเศษของไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ด้วยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น จึงสนใจนำมาทดลองเลี้ยงขยายผลจนประสบความสำเร็จ กล่าวว่า "ผมเริ่มต้นจากความชอบเรื่องการเกษตรส่วนหนึ่งและมีประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์มาก่อนด้วย นอกจากนี้ยังเรียนจบมาด้านสัตวบาลโดยตรง จึงมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะมาปรับปรุงพัฒนาต่อยอดเพื่อทำเป็นอาชีพ จนมาเจอไก่พันธุ์หนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้ทำการทดลองวิจัยไว้ โดย อาจารย์สุชาติ ผู้เป็นเจ้าของโครงการวิจัยได้ให้ความรู้ว่า ไก่ตะเภาทองเป็นไก่พื้นเมือง ที่มีถิ่นกำเนิดอาศัยอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่มีใครให้ความใส่ใจมาก จึงมีการผสมข้ามกับไก่บ้านไม่เหลือพันธุ์แท้ ลักษณะพันธุ์รุ่นถัดๆ มาจึงเพี้ยนไป อาจารย์สุชาติ จึงนำไก่ลูกผสมตะเภาทองที่มีอยู่ในเมืองไทยมาผสมกลับกับไก่พันธุ์สามเหลืองจากประเทศจีน จนได้เป็นไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน"


ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์



คนที่ประสบความสำเร็จมักมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น :หลังการพูดคุยกัน ก็ได้เห็นว่าไก่พันธุ์นี้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง คือ เนื้อไม่เหนียว กระดูกร่อน ไขมันน้อย แตกต่างจากพันธุ์อื่นๆ เพราะรสชาติเนื้อดี กระดูกล่อน หนังกรอบ ถ้าไปเลี้ยงไก่ทั่วๆ ไป ก็จะไม่ได้แบบนี้ ผมจึงนำงานวิจัยจากอาจารย์มาต่อยอด โดยเริ่มจากการทดลองเลี้ยงในปริมาณที่ไม่มากก่อน เพราะเห็นโอกาสที่จะต่อยอดทำเงินได้ในอนาคต พอเริ่มเลี้ยงก็ได้เห็นข้อดีว่าเป็นไก่ที่โตง่าย กินง่าย เลี้ยงง่าย ก็เริ่มตัดสินใจที่จะเลี้ยงในเชิงธุรกิจ เพราะถ้าไปเลี้ยงไก่พันธุ์อื่นก็จะไม่ได้ลักษณะแบบไก่พันธุ์นี้ ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานอื่นๆ จากนั้นจึงจัดตั้งเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ขึ้นมา จนกลายมาเป็นฟาร์มไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์แบบครบวงจร ทั้งฟักไข่ จำหน่ายลูกพันธุ์ขนาดเล็ก และยังจำหน่ายไก่สดเพื่อใช้ประกอบอาหารอีกด้วย โดยในพื้นที่ 1 ตารางเมตร จะเลี้ยงไก่ได้ 4 - 5 ตัว เมื่อเลี้ยงจนไก่มีอายุได้ประมาณ 4 เดือน ใกล้จำหน่ายได้ ไก่ตัวผู้จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 - 2.3 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.7 - 1.8 กิโลกรัม ซึ่งแม้จะดูว่ามีน้ำหนักไม่มากตามคุณลักษณะของไก่สายพันธุ์นี้ แต่ถ้าเลี้ยงจนได้อายุครบกำหนด จะได้ไก่เนื้อแน่น เนื้อที่อกเต็ม จัดว่าเป็นไก่ที่มีโครงสร้างดี ซึ่งไก่สดแปรรูปพร้อมปรุงอาหาร ราคาจำนหน่ายจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-170 บาท โดยขายได้ 1,000 - 2,000 ตัวต่อเดือน ส่วนลูกไก่จะขายได้ 4,000 - 5,0000 ตัวต่อเดือน

ฟาร์มสุข ของ ณ นพชัย ผิวเกลี้ยงในวันนี้



"จากคำถามที่มีเข้ามามากว่าการเลี้ยงไก่ตะเภาทองนั้นต้นทุนสูงไหม? ก็นำมาสู่การคิดวิเคราะห์ว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนของเราลดลง โดยการเลี้ยงไก่นั้นต้นทุนจะสูงหรือไม่สูงขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะลดต้นทุนอย่างไร จะหาอะไรให้ไก่กินได้บ้าง หลังจากที่เลี้ยงมาในรูปแบบของผมเอง ทำให้ได้ไก่คุณภาพเนื้อดีไม่แตกต่างจากการเลี้ยงแบบใช้อาหาร 100 % เอกลักษณ์ของไก่ตะเภาทองก็ยังคงอยู่ ที่สำคัญคือคนที่เอารูปแบบผมไปเลี้ยงนี้จะมีต้นทุนที่ถูกมาก แต่มีคุณภาพดี จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงในปัจจุบัน"



จุดเริ่มต้นในงานเกษตรกรรม : แรกเริ่มที่เลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ก็มีหลายเสียงทักมาเหมือนกันว่าจะเลี้ยงรอดหรือต้นทุนมันเยอะนะ โดยเฉพาะเรื่องค่าอาหารจะทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำลง ซึ่งการเลี้ยงไก่มี 2 รูปแบบ คือ เลี้ยง แบบอุตสาหกรรมทั่วไปกับเลี้ยงแบบชาวบ้าน จึงมาคิดรูปแบบการเลี้ยงใหม่ ไม่ชอบไปนั่งดูไก่ทั้งวัน ชอบรูปแบบธรรมชาติ จึงปล่อยไก่เลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยกั้นบริเวณให้เขามีที่กิน ที่นอน และ มีพื้นที่คุ้ยเขี่ย ให้ไก่ได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ จึงมีความสุขกับการเลี้ยงไก่แบบนี้ ต่อมาเริ่มคิดว่าเราจะดูแลไก่เราอย่างไรเอาแบบที่ไม่ต้องมาป้อนน้ำ ป้อนยา ฉีดวัคซีนกันทั้งวัน ก็มาได้ไอเดียว่า ตอนนี้กระแสรักสุขภาพกำลังมา เราจะทำอย่างไรให้ต้นทุนเราต่ำลงได้ ลองเลี้ยงแบบลดอาหารข้นลง ลดการยาปฏิชีวนะลง แล้วเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่ใช้ยาปฏิชีวนะและหัวอาหารแบบ 100% ดูดีมั้ย? จึงเริ่มลดหัวอาหารและยาปฏิชีวนะลง 10% ก่อน แล้วใช้พืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และหาง่ายในท้องถิ่นมาเลี้ยงแทน เช่น ใบเตยที่เป็นส่วนเหลือจากตลาด โดยเอาไก่ตะเภาทองไปแลกกับใบเตย จากนั้นนำใบเตยมาให้ไก่กิน เพื่อเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่คุณภาพ แล้วมาลองคิดดูว่ามันมีตัวไหนอีกหรือไม่ที่จะนำมาเสริมการเลี้ยงเพื่อให้ได้คุณภาพเนื้อดีขึ้น เนื่องจากเราใช้อาหารน้อยลง การเกิดเนื้อไก่หรือการสร้างกล้ามเนื้อไก่ก็จะน้อยลง ก็เลยมาใช้เป็นข้าวงอก ซึ่งมีที่มาจากครอบครัวทำนา ช่วงนั้นราคาข้าวตก จึงลดการปลูกข้าวลง ข้าวงอกที่เตรียมหว่านทำนาจึงเหลือ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ จึงนำมาโยนๆ ให้ไก่กินแบบไม่คิดอะไร ปรากฏว่าไก่ไม่กินหัวอาหารข้นเลย กลับวิ่งมากินข้าวที่โยนให้ วิ่งมากินแบบมีความสุขมาก ผมก็รู้สึกตื่นเต้น จึงกลับมานั่งคิดว่า จะทำอย่างไรให้ข้าวมีโปรตีนสูงขึ้น จึงทำการทดลอง ทำเป็นข้าวเปลือกงอกที่อายุ 1,2,3 และ 4 วัน จากนั้นเอาข้าวงอกนี้ไปเข้าแล็ปตรวจสอบ ปรากฎว่าข้าวงอกที่อายุ 4 วันมีโปรตีนสูงกว่าข้าวเปลือกธรรรมดาเกือบ 2 % นี่จึงเป็นที่มาในการใช้ใบเตยและข้าวงอกในการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเป็นส่วนเสริม ส่วนต่อมาจะใช้เป็นพืชผักตามฤดูกาล เนื่องจากผมส่งเสริมเกษตรกรในเครือของผมให้เน้นใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น กล้วย ผลไม้ต่างๆ มาลดต้นทุนค่าอาหาร




เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ : ช่วงแรกของการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ก็จะเน้นทำแบบส่งเสริมให้เกษตรกรเอาไปเลี้ยงไว้เป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน โดยทั่วไปเขาจะคิดว่าเลี้ยงแล้วจะขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ผมก็จะย้ำว่าว่า ต้นทุนถ้าประหยัดได้ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นกำไรขึ้นอยู่กับตัวเกษตรกรเอง อย่างน้อยเท่าที่ผมทำมานี่ก็ไม่ขาดทุน แล้วยังจะได้แหล่งอาหารคุณภาพดีทานในครอบครัวด้วยราคาที่คุมได้ จากนั้นจึงค่อยขายและส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงดูในส่วนของผู้เลี้ยง เราส่งเสริมให้เกษตรกรไปเลี้ยง แล้วตลาดจะวิ่งเข้ามาแบบปากต่อปาก ปัจจุบันนี้มีคนสนใจเลี้ยงจนไม่สามารถผลิตลูกไก่ได้ทันตามความต้องการ จำต้องตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ขึ้นมาในเขตนครปฐม สุพรรณ ราชบุรี กาญจนบุรี เพื่อมาตอบโจทย์ผู้บริโภค หรือคนที่ไม่มีโอกาสเลี้ยง ที่ทำงานในเมืองก็เริ่มวิ่งหาบริโภคกันมากขึ้น แม้จะเน้นการขายตรงมากกว่า แต่การทำตลาดบนรูปแบบของเฟสบุ้คก็จำเป็น เพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารโดยตรงถึงผู้บริโภค


ข้อเสนอแนะถึงคนรุ่นหลัง : อาชีพเกษตรกรรมต้องอาศัยพื้นฐานจากความชอบและใจรัก ถึงจะทำงานออกมาได้ดี เพราะบางเรื่องรายละเอียดของงานไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ถ้าเราทำงานออฟฟิศ แดดก็จะไม่มี ไม่ค่อยได้สัมผัสกับแดดกับลม พอมาทำเกษตรก็อาจจะต้องสัมผัสแดดมากขึ้น ชีวิตจึงไม่ค่อยสบายเหมือนเดิม มันจึงต้องมาจากใจที่รักในอาชีพนี้จริงๆ แล้วจะทำในสิ่งที่รักออกมาได้ดี.



เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง "ฟาร์มไก่ตะเภาทอง จังหวัดสุพรรณบุรี" โทร.06-3897-9263,08-3090-6629
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
25-34°C
เชียงใหม่
18-31°C
นครราชสีมา
20-33°C
ชลบุรี
24-33°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
26-30°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×