เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
คนกล้าคืนถิ่น สมจิตร ดิษฐ์คล้าย หวังสืบสานภูมิปัญญาไทย
คืนไผ่ให้ชุมชน ช่วยคนให้มีกิน ด้วยถ่านไผ่นวัตกรรมใหม่
19 กันยายน 2560
9,247
หากจะกล่าวโทษรูปแบบการศึกษา หรือรูปแบบการสร้างคนในชาติบ้านเราว่า มุ่งเน้นผลิตคนเข้าสู่ระบบลูกจ้างแรงงานมากกว่าการสร้างคนให้กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนตนเอง เปลี่ยนสังคม พัฒนาบ้านเกิด หรือถากถางทางให้ตัวเองเดินก็คงไม่ผิดเกินจริงไปนัก เพราะผลผลิตบัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยของไทยเกือบ 100% มักไหลเข้าสู่ตลาดลูกจ้างแรงงานเป็นหลัก น้อยรายนักที่จะพลิกผันตัวเองไปสู่การเป็นเจ้าคนนายคนได้ตั้งแต่ต้นๆ ชีวิต หรือนี่อาจเป็นค่านิยมของคนในชาติ ที่หากสืบสาวกันมาตั้งแต่รุ่นผู้เฒ่าผู้แก่คนเก่าก่อนมักจะชอบพร่ำพูดกับลูกหลานว่า "ตั้งใจเรียนหนังสือนะลูกนะ เมื่อเรียนจบสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน" ซึ่งในที่นี้อาจตีความหมายถึงการเป็นเจ้าคนนายคนในรูปแบบของการรับข้าราชการที่ดูดีมีความสะดวกสบายกว่าอาชีพชาวนา หรือตาสีตาสาที่ต้องมาตากแดดตัวดำ ทำสวนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยขบจนหลังขดหลังแข็งก็เป็นได้ เพราะค่านิยมทางความคิดของคนรุ่นเก่าก่อนจะมองว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่เหนื่อยยาก คือทั้งเหนื่อยและยากจน ทำเท่าไหร่ก็ไม่รวยเสียที มีแต่หนี้ท่วมตัว แต่ยังพอเอาหัวรอดอยู่ได้ จึงไม่ใคร่มีใครส่งเสริมลูกหลานให้ร่ำเรียนสูงๆ มาเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกร ยิ่งนานวันไปยิ่งจะหาคนสืบทอดมรดกแห่งผืนดินทำกินด้วยการเกษตรยากขึ้นทุกที
สมจิตร ดิษฐ์คล้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช
"จะขอสู้เพื่อตัวเองและคนในบ้านเกิด ผู้คนในถิ่นกำเนิดจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น "



จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ สงขลา พังงา ภูเก็ต ฯ มักจะมีผู้คนและรถราจ๊อกแจ๊กจอแจ รถติดสะสมในชั่วโมงเร่งด่วน ตามเวลาชีวิตของมนุษย์เงินเดือน นั่นเพราะทางเลือกของคนมีความรู้มักอยู่ตามบริษัทน้อยใหญ่ในมุมเมืองเหล่านั้น หลายชีวิตจำต้องดิ้นรนให้มีอยู่มีกินในเมืองใหญ่ โดยเลือกที่จะทิ้งบ้านเกิด ลูก ภรรยา สามี พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ ญาติพี่น้องไว้ในถิ่นเกิด จนลืมเหลียวหลัง และตัดสินใจลงหลักปักฐานในเมืองที่ตนปักหลักทำงาน โดยไม่คิดจะกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนบ้านเกิด ที่อาจจะแร้นแค้น แต่อบอุ่น และสุขใจ อย่างยากจะหาที่ใดให้ได้

ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สมจิตร ดิษฐ์คล้าย สาวแดนใต้ความคิดแหลมคม วัย 49 ปี จากตัวเมืองนครศรีธรรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จะเลือกเดิน ด้วยมีปณิธานอันแน่วแน่แล้วว่า " จะขอสู้เพื่อตัวเองและคนในบ้านเกิด ผู้คนในถิ่นกำเนิดจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น"

ย้อนไปเมื่อ 31 ปีก่อน สมจิตร วัย 18 ปี เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินตามกระแสสังคม นั่นคือมุ่งมั่นตั้งใจเรียน จบประถม เข้ามัธยมต้น ต่อมัธยมปลาย สุดท้ายก็สอบ Entrant เพื่อเข้าเรียนต่อในระบบของมหาวิทยาลัย ซึ่งสมจิตร ในวัยนั้น Ent ไม่ติดในคณะของมหาวิทยาลัยที่คาดหวัง จึงเบนทิศเข้าสู่อ้อมอกพ่อขุนรามคำแหง ในคณะที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนกันนั่นคือ คณะบัญชี ที่มีแต่ตัวเลขและมีความเครียดสะสมรออยู่ในสายการทำงาน ชนิดที่ว่าหากมีใครเก็บสถิติอาชีพของผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งจากการทำงาน ก็คงมีคนทำงานแผนกบัญชี ติด 1 ใน 10 ของโพลสำรวจ แบบไล่เลี่ยมากับฝ่ายบุคคล การเงิน ก็เป็นได้ เพราะต้องหมกมุ่นครุ่นเครียด กับบัญชีบริษัทที่หาความใสสะอาดได้ยากจนเหน็ดเหนื่อยใจไปตามๆ กัน แม้ว่าจะเป็นสายอาชีพที่ยากจะว่างงานได้นาน มีแต่บริษัทน้อยใหญ่ต้องการตัว และรับจ๊อบเสริม จนถึงทำเงินแบบ Go Inter ได้สบายๆ ก็ตาม แต่กลับเป็นอาชีพที่ค่อยๆ กัดกร่อนลดทอนความสุขออกไปจากใจคนทำงานได้อย่างมากมาย

"หลบหนีมาจากงานบัญชีที่มีแต่ความเครียด มาสู่การทำเกษตร แล้วจึงได้ค้นพบว่ายิ่งทำเกษตรยิ่ง Happy เพราะได้ผ่อนคลาย ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ ทั้งยังได้นำไผ่คืนถิ่นกำเนิด และได้แนวทางสร้างอาชีพใหม่ให้ผู้คนให้ระแวกบ้านเกิด ด้วยผลิตผลจากไผ่ที่เตรียมจะแปรรูปขายไกลถึงต่างแดน"

สมจิตร ดิษฐ์คล้าย กับการ Share แนวคิดเกี่ยวกับการทำสวนไผ่ในงานสัมมนารักบ้านเกิด


จุดเปลี่ยนของชีวิต : จากการทำงานสำนักงานบัญชีมาตั้งแต่อายุ 22 ปี จนมีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานสายนี้ ก็ผันตัวมาเปิดบริษัท เมืองทองการบัญชีและภาษีอากร จำกัด อยู่ที่ เลขที่ 668/54-55 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โทร.08-6971-2665 รวมเป็นระยะเวลายาวนานถึง 27 ปี ก็มาถึงจุดที่ชีวิตเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำ เพราะต้องอยู่กับความเครียดมาตลอด ในปี พ.ศ.2558 จึงคิดจะมองหาอาชีพใหม่ที่ทำแล้วไม่ต้องมานั่งคร่ำเครียดเหมือนการบัญชี หันหน้าปรึกษากับน้องชายซึ่งมีความรู้ระดับด็อกเตอร์ด้านวิศวะพลังงานมาจากต่างประเทศ ว่าเราน่าจะมาหาหนทางทำงานที่สร้างเงิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ตัวเองในแบบที่ไม่ต้องมาเครียดและกดดันแบบนี้กันดีไหม? จะทำอะไรดีให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชุมชนด้วย ก็มาตกผลึกที่การเกษตร เพราะเห็นว่ามีที่มรดกของพ่ออยู่แปลงหนึ่ง 12 ไร่ ในตัวเมืองติดเทศบาล ท่ามกลางหมู่บ้านจัดสรร ที่เกือบขายทิ้งให้กับนายทุนไปหลายรอบ เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี ถ้าขายที่ตรงนั้นก็จะได้เงินดีมาก ซึ่งเม็ดเงินนั้นล่อใจมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายเห็นว่าเป็นมรดกจากพ่อ จึงไม่ได้ขายจริงจังสักที จนมาคิดกันว่า "ทำไมเราไม่เอาความรู้ความสามารถที่เรียนมากลับไปพัฒนาตรงนั้น คือ กลับไปทำอะไรให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับบ้านเกิดของตนเอง" จากนั้น ได้ทำการวางแผน หาข้อมูล เพิ่มเติมความรู้ คำนวณต้นทุนที่มี ก็ได้บทสรุปว่า น่าจะทำเป็นสวนไผ่และขายผลผลิตจากไผ่ โดยมุ่งเน้นไปที่ถ่านนวัตกรรมใหม่ที่มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร และจะผลิตน้ำไผ่เพื่อสุขภาพ เป็นการสืบสานภูมิปัญญาไทยโบราณไว้ไม่ให้สูญหายด้วย

แนวคิดเรื่องสวนไผ่ ทำไมต้องเป็นไผ่ : "เดิมพื้นที่ตรงนี้คือสวนผลไม้ มีทุเรียน มังคุด ลางสาด เงาะผสมผสานไป และแทบจะไม่ค่อยได้ขาย เพราะไม่มีคนจัดการดูแล พอไม่มีคนดูแลทุกอย่างก็จะหายหมด ทั้งคนทั้งกระรอกเข้ามาช่วยจัดการ ก็เลยมาคิดว่าเราจะทำอะไรที่ไม่ต้องมาดูแลมากดี เอาแบบที่สามารถทนน้ำท่วมได้ในระดับหนึ่งด้วย และคิดว่าถ้าเราปลูกกล้วยปลูกอะไรนี่คงจะตายหมดหากเจอกับน้ำท่วม ก็มาคิดถึงพืชทีมีความคงทนและไม่ต้องดูแลเยอะอย่างไผ่ จึงตัดสินใจปลูกไผ่พันธุ์กิมซุงแซมแบบแบ่งโซนกับไม้ผลจำนวน กว่า 4,000 ต้น เพราะต้องการให้มีร่มไม้เพื่อให้ไผ่โตก่อนสัก 1 ปี จึงจะตัดไม้อื่นแล้วทำเป็นสวนไผ่เต็มพื้นที่ เนื่องจากไผ่กิมซุงนั้นเป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย โตเร็ว ออกหน่อดี ดูแลเพียง 1 ปีก็น่าจะนำมาแปรรูปทำผลผลิตที่คิดไว้ได้"

หลังคิดคำนวณแล้วพบว่า การปลูกไผ่ 1 ต้นนั้นใช้งบประมาณเบื้องต้นเพียงต้นละ 40 กว่าบาท จึงวางแนวปลูกไผ่และจัดการระบบน้ำ ทำร่องน้ำ ติดตั้งระบบสปริงเกอร์เต็มพื้นที่ แม้ทางใต้จะมีฝนตกบ่อยเพียงใดก็ไม่ชะล่าใจจนมองข้ามระบบน้ำ เพราะสภาวะขาดน้ำนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเนื่องจากน้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของพืช จึงลงทุนระบบน้ำเต็มที่ ส่วนเรื่องปุ๋ยนั้นถือว่าเป็นความโชคดีมาก ที่พื้นที่ติดกันเลี้ยงหมูกับวัว จึงทำให้มีปุ๋ยฟรีมาใช้ในการบำรุงไผ่


นวัตกรรมถ่านไผ่คือหัวใจของความหวังในการสร้างอาชีพเพื่อชุมชน : ด้วยความรู้ที่น้องชายมีความรู้เกี่ยวกับพลังงาน ทำให้สามารถวางระบบและสร้างเตาเผาถ่านที่ให้ความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียสได้โดยไม่ต้องไม่จ้างใคร ซึ่งความร้อนในระดับนี้จะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถ่านที่ได้จึงมีคุณภาพดีกว่าการเผาแบบทั่วไป และจะได้คุณสมบัติเด่น ดังนี้

1.เป็นถ่านที่ "จุดติดง่าย" สามารถใช้ไฟแช็คจุดกับก้อนถ่านได้โดยไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิงอย่างอื่นนำ

2. เป็นถ่านที่ "ไร้ควัน-ไร้เถ้า" จึงสามารถใช้ได้ทุกที่ แม้แต่ในพื้นที่จำกัด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งและไม่ทำให้สกปรกเลอะเทอะ

3. เป็นถ่านที่ "ไม่ดำ" ปกติถ่านทั่วไปจะมีสีดำ แต่ถ่านที่จะผลิตนั้น ใช้นวัตรกรรมการเคลือบสีเข้ามาช่วยเพื่อให้ถ่านมีสีอื่น เช่น สีทอง สีเงิน

4. เป็นถ่านที่ "เผาไหม้บริสุทธิ์" หรือ ถ่านนวัตกรรมใหม่ อันเกิดจากเตาเผาความร้อนสูงที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะแบบไม่มีใครเหมือน จึงลดการเกิดสารก่อมะเร็ง ใช้ทำอาหาร ดับกลิ่นอับ สูบบารกู่ ฯลฯ ได้ดี ถ่านที่ได้จึงมีเกรดสูงกว่าถ่านไผ่ทั่วไป

ในส่วนถ่านนี้จะปั้นแบรนด์ส่งจำหน่ายต่างประเทศ โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่คนสูบบารกู่ เช่น ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ปากีสถาน เพราะเหมาะต่อการสูบบารกู่มาก ซึ่งระหว่างที่รอต้นไผ่โตพอที่จะนำมาทำเป็นถ่าน ได้มีการนำไผ่จากที่อื่นมาทำการทดลองวิจัยจนสำเร็จแล้ว ตอนนี้จึงรอแค่ต้นไผ่โตพอที่จะนำมาผลิตถ่านได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าปีหน้าจะได้เกิดแบรนด์ และทำตลาดถ่านตามแผนงานต่อไป

สวนไผ่กิมซุงที่เริ่มให้ผลผลิตแรก คือ ชาใบไผ่


ปลูกไผ่เพื่อคงพืชในถิ่นเกิด : ในอดีตอันยาวไกลกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการปลูกไผ่กันเยอะมาก อาจเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม มีฝนตกชุกและเป็นสภาพอากาศแบบร้อนชื้นในแบบที่ไผ่ชอบ จึงทำให้ไผ่เติบโตดี แพร่กระจายพันธุ์ได้เร็ว เกือบทุกบ้านอย่างน้อยจะต้องมีไผ่ขึ้นเติบโตในพื้นที่ โดยไผ่พันธุ์ที่พบมากก็คือพันธุ์ไผ่ตง แต่ด้วยความที่วิถีชีวิตการกินอยู่ของคนใต้นั้นไม่ค่อยสัมพันกับไผ่เหมือนคนทางภาคอีสาน ที่มีการนำไผ่มาเป็นไม้ใช้สอยหลากหลายทั้งจักสาน ทำเครื่องเรือน ทำเครื่องดนตรี ฯลฯ และ ยังนิยมทานหน่อไม้ในหลากหลายเมนู ไผ่จึงค่อยๆ ร่อยหร๋อหดหลายไปจากบ้านเรือนและผืนดินของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจวบเหมาะกับชีวิตผู้คนมีความต้องการใช้สอยเงินทองมากขึ้น และมีพืชตัวใหม่ที่ชื่อว่ายางพาราเกิดขึ้นมา เมื่อมีคนไปส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในพื้นที่ ไผ่จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาและหัวใจของลูกหลานชาวใต้ชนิดที่ว่า แทบจะไม่มีใครนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานนี้ มีต้นไผ่ขึ้นเต็มพื้นที่หรือเป็นแผ่นดินที่ไผ่ชอบก่อเกิด ไหนจะมีกระแสไม้ผล เช่น มังคุด ลองกอง ทุเรียนเข้ามาแย่งสัดส่วนพื้นที่ไปอีก ไผ่จึงไม่ใช่พืชที่คนถิ่นนี้จะคิดถึงในแง่ของการทำเงิน การหันมาทำสวนไผ่ครั้งนี้จึงมีความหวังว่าไผ่จะกลายมาเป็นพืชที่คนในท้องถิ่นให้ความสนใจอีกครั้งหนึ่ง และสามารถทำเงินให้ได้ทุกวันโดยไม่ต้องมานั่งรอกรีดยางเหมือนการปลูกยางพารา ที่พอฝนตกมาก็ออกกรีดไม่ได้

ภูมิปัญญาไทยกับการใช้ไผ่รักษาโรค : ทั้งๆ ที่มีความจริงเกี่ยวกับการใช้ไผ่รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านที่ว่า "ความจริงแล้วคนสมัยก่อน ถ้าปวดท้องเป็นนิ่วนี่ไม่มีวิ่งหาหมอ เขาจะเอาลำไผ่จากต้นกลางอ่อนกลางแก่ มาตัดเป็นท่อนแล้วไปต้มกับน้ำแค่พอท่วมให้เดือด จิบทานแทนน้ำ จะแก้และป้องกันโรคนิ่วได้ผลดีมาก แต่พอมีหมอเข้ามาก็ไม่มีใครมานั่งต้มไผ่ดื่มกันอีกเลย"

อีกประโยชน์ของไผ่ที่เด่นดัง คือ "น้ำไผ่" ที่ทุกคนต้องการ เพราะจัดเป็นของดีที่หายาก และได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์จากธรรมชาติ มีสรรพคุณอันโดดเด่นด้านการช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และสลายนิ่วได้ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ "น้ำไผ่" จึงได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สำหรับกรรมวิธีในการผลิตนั้นมีเคล็ดลับแตกต่างกันออกไป แต่หลักๆ แล้วจะมีวิธีการเก็บน้ำไผ่คล้ายๆ การกรีดยางพารา คือ ต้องออกไปเจาะหรือตัดยอดตอนดึกๆ แล้วไปเก็บเอาตอนเช้า หากแช่เย็นไว้จะมีอายุอยู่ได้เพียง 6 ชั่วโมง ต่อมาได้มีงานวิจัยจากนักวิชาการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้ามาสนับสนุน ทำให้น้ำไผ่กลายเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นเพราะมีผลวิจัยมาสนับสนุนสรรพคุณดังกล่าวว่าเป็นจริง และยังมีวิธีการเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในน้ำไผ่เพื่อช่วยยืดอายุให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน 2 - 3 วัน จึงเอื้อต่อธุรกิจที่คิดจะทำยิ่งขึ้น "สำหรับน้ำไผ่นั้นสามารถผลิตได้จากไผ่ทุกสายพันธุ์ แต่กับไผ่กิมซุงนี้เพียง 1 - 1 ปีครึ่ง ก็สามารถผลิตน้ำไผ่ได้แล้ว ไผ่พันธุ์นี้จึงเหมาะต่อการทำเป็นธุรกิจการค้า ในขณะที่บางพันธุ์ใช้เวลานาน 3 - 4 ปี ซึ่งนานเกินไปสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ ด้านการผลิตน้ำไผ่ที่คิดไว้ จะไม่เน้นเชิงปริมาณ แต่จะทำแบบพอเพียง เรามีแค่ 12 ไร่ตรงนี้ ก็ไม่คิดจะขยายพื้นที่เพิ่มเติม เพราะเน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าปริมาณ"

จากสวนไผ่ธรรมดาสู่หลักคิดที่ไม่ธรรมดา :"หลังเปลี่ยนวิถีการทำมาหากินมาเป็นเกษตรกรอีกภาคส่วนตรงนี้ มีความสุขและสนุกมาก แค่เราเริ่มลงมือทำนู่นนี่นั่น ชาวบ้านก็ให้ความสนใจแล้ว จึงมีความรู้สึกว่าหากปั้นแบรนด์ได้สำเร็จ อย่างน้อยๆ ชุมชนตรงนี้จะมีช่องทางทำเงินเพิ่มเติม ไม่ใช่รอแต่กรีดยางพาราอย่างเดียว พอราคาตกฝนตกออกกรีดยางไม่ได้ก็เริ่มท้อ ถ้าหากสามารถสร้างอาชีพ สร้างงานให้เขามีมูลค่าเพิ่มตรงนี้ได้ โดยมีเราเป็นคนนำร่อง แล้วสำเร็จก็จะขยายผลต่อไป โดยไม่เน้นการสร้างหนี้เพิ่ม แค่ไปส่งเสริมให้พวกเขามาทดลองทำตามๆ กันไป ปลูกไผ่แซมสวนยางไว้แล้วเอามาขายที่เรา เพื่อมาทดลองดูกันว่าทำอย่างนี้แล้วจะพออยู่กันได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าอยู่กันได้กับไผ่ นี่ก็เป็นความสุขสำเร็จของเรามากๆ แล้วที่ได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้นำความรู้ที่มีมาช่วยคนในชุมชน"

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- สมจิตร ดิษฐ์คล้าย บริษัท เมืองทองการบัญชีและภาษีอากร จำกัด เลขที่ 668/54-55 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โทร.08-6971-2665
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
23-26°C
นครราชสีมา
24-29°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×