เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
เรื่องมหัศจรรย์เกี่ยวกับไผ่
16 สิงหาคม 2560
628
ไผ่ (Bamboo) เป็นพืชที่อยู่คู่สังคมมนุษย์มาช้านาน มีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอาหารการกินและเป็นไม้ใช้สอยหลากหลาย ทั้งยังเป็นพืชที่สร้างความอัศจรรย์ใจได้แบบไม่คาดคิด จากประโยชน์รอบทิศและลักษณะนิสัยของความเป็นไผ่ พืชที่หลายประเทศ โดยเฉพาะในเขตอาเซียนรู้จักกันดี ซึ่งต่อไปนี้เป็นแง่มุมที่น่ารู้เกี่ยวกับไผ่
เรื่องมหัศจรรย์เกี่ยวกับไผ่



1.ไผ่(Bamboo) เป็นต้นหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไผ่ถูกจัดไว้ในตระกูลเดียวกันกับหญ้า(Graminea) ไผ่ จึงเป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งบนโลกนี้มีไผ่ 111 สกุล 1,447 ชนิด โดยชนิดที่มีการนำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด คือ สกุลไผ่ตง (Dendrocalamus Nees) รองลงมา คือ สกุลไผ่ป่า (Bambusa Schreber) สกุลไผ่รวก (Thyrsostachys Gamble) สกุลไผ่ไร่ (Gigantochloa Kurz) และสกุลไผ่ข้าวหลาม (Cephalostachyum Munro)

2. ไผ่ นำไปใช้เป็นสิ่งที่แข็งและอ่อนได้ ในด้านที่แข็งมีการนำไปใช้ในงานเสาเข็ม,กั้นผนัง,ทำพื้นนั่ง ก่อสร้างบ้านเรือน ฯลฯ ส่วนด้านที่อ่อน ก็อ่อนจนสามารถนำไปจักสานเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น สุ่มไก่ ชะลอม ตะกร้า และทำให้อ่อนได้มากสุดขนาดที่นำไปใช้ผูกมัดอย่างตอก(ใช้มัดข้าวต้มมัด)ได้ด้วย ฯลฯ

3. ไผ่ เป็นไม้ที่ดูเปราะบางแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อผ่านความร้อน ตามธรรมชาติของไผ่เมื่อโดนลมจะลู่ไปตามลมและโอนเอนไปมา จึงดูไม่ค่อยแข็งแกร่งเหมือนไม้ชนิดอื่นแต่จริงๆ แล้วต้นไผ่นั้นมีความแข็งแกร่งมาก เมื่อนำต้นไปผ่านความร้อน โดยการต้มหรือปิ้งไฟจะได้เนื้อไม้ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า และใช้งานได้ยาวนานขึ้น ซึ่งการปิ้งไฟจะใช้อุณหภูมิ 120 - 130 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที และอาจมีการปิ้งซ้ำเพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง ส่วนการต้มจะต้มในน้ำผสมโซดาไฟ 10.3 กรัม ด้วยความร้อนที่อ่อนกว่าปิ้งนานประมาณ 15 นาที
4. ไผ่ ทำให้ดินดีที่ไหนมีไผ่เติบโตดี ที่นั่นมักมีดินดี อาจเพราะไผ่ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ หรืออาจเพราะการปลูกไผ่นั้นทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากการทับถมของใบก็เป็นได้เช่นกัน การนำดินขุยไผ่หรือดินที่ได้จากการทับถมจากใบไผ่ในสวนไปปลูกพืชชนิดอื่น มักพบว่าทำให้พืชนั้นๆ เติบโตงอกงามดี

5.ไผ่ ออกดอกแล้วจะตาย พืชอื่นๆ เมื่อออกดอกแล้วมักจะได้กินผล และสามารถเติบโตให้ผลไปได้อีกนานหลายรอบปี แต่กับไผ่ถ้าเมื่อไหร่ที่ออกดอก นอกจากจะไม่ได้กินผลแล้ว นั่นยังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไผ่กอนั้นหมดอายุขัย กำลังจะตายในเวลาไม่นานอีกด้วย ต้นไผ่ที่ได้จากการเพาะเมล็ดจึงมีอายุยืนนานกว่าต้นที่ได้จากกิ่งชำหรือเหง้า

6. ไผ่ ออกดอกได้เพียงครั้งเดียว ตลอดอายุของไผ่จะออกดอกแค่ครั้งเดียว เมื่อไผ่มีอายุได้ประมาณ 30 ปี(บางพันธุ์ 50-60 ปี) หรือเมื่อไผ่ใกล้หมดอายุขัย จากนั้นไผ่จะมีอาการ ตายขุย ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ในทางร้าย โดยมีความเชื่อว่าบ้านใดไผ่ออกดอกหรือตายขุย จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น ต้องเร่งทำบุญสะเดาะเคราะห์ในทันที

7. ไผ่ เป็นต้นไม้ของนักปราชญ์ คนจีนมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับไผ่มาช้านาน จนไผ่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อว่าเป็น ต้นไม้ของนักปราชญ์ จากความที่ต้นไผ่มีข้อแข็ง ซึ่งหมายถึง ความมีหลักการไม่ลู่ไปตามลม และในข้อปล้องไผ่นั้นกลวง เปรียบได้กับความใจกว้างของคน การกลัดเข็มกลัดรูปข้อปล้องไผ่ของคนจีน จึงสื่อถึงความมีสติปัญญาดี แข็งแรง ซื่อสัตย์และอดทน

8. ไผ่ เป็นต้นไม้แห่งความปลอดภัย หากย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว คนไทยวิถีชนบท จะใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับไผ่หนามหรือไผ่ป่า(ไผ่สุก)มากกว่าไผ่พันธุ์อื่นๆ และยังไม่รู้จักพันธุ์ไผ่ที่นิยมปลูกกันอยู่ในปัจจุบันจนเกิดธรรมเนียมความเชื่อว่าไผ่หนาม สามารถใช้ป้องกันภูติผีต่างๆ ที่จะเข้ามารังควานผู้คนได้ เช่น การใช้หนามไผ่สะไว้รอบบ้านที่มีหญิงท้องแก่ใกล้คลอดหรือกำลังคลอด เป็นการป้องกันผีกระสือเข้ามากินรกเด็กแรกเกิด หรือ การเดินลากหนามไผ่รอบอาณาบริเวณที่อยู่อาศัยหรือสถานที่พักค้างอ้างแรม พร้อมกับการบริกรรมคาถากำกับ จะกลายเป็นเกราะป้องกันภัยจากภูติผี หรือ โจรขโมยได้ นอกจากนี้ กอไผ่หนามยังกลายเป็น Safe House ชั้นเยี่ยมของเหล่าสัตว์พิษน้อยใหญ่อีกด้วย เช่น แม่งูจงอางมักเลือกวางไข่ไว้กลางกอไผ่หนามเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามารบกวนไข่ และสัตว์ประเภท ต่อ แตน ผึ้ง เองก็นิยมเลือกทำรังที่ต้นไผ่หนามมากกว่าต้นไม้อื่น ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกัน

9. ไผ่ เป็นพืชให้เนื้อไม้ที่คนเราทานเนื้อไม้ได้ ไผ่เป็นไม้ยืนต้นที่ให้เนื้อไม้เพียงชนิดเดียวที่มนุษย์เราสามารถทานต้นแบบเป็นเรื่องเป็นราวได้ และนิยมทานกันอย่างแพร่หลาย โดยต้นที่นำมาทานจะเป็นต้นอ่อนไผ่ หรือ ที่เรียกกันว่า "หน่อไม้" นำไปประกอบอาหารคาวได้หลากหลายเมนู
10. ไผ่ เป็นพืชพิษที่กินได้ ไผ่เป็นแหล่งอาหารที่มีสารพิษชนิดที่สามารถทำให้มนุษย์ตายได้ แต่ผู้คนกลับนิยมทาน โดยไม่เกรงกลัวอันตรายจากสารพิษชื่อ ไซยาไนต์* ซึ่งเป็นตัวทำให้หน่อไม้มีรสขม พบมีอยู่มากในหน่อไม้ สามารถทำให้เจือจางหรือหายไปได้ด้วยความร้อน

การต้มหน่อไม้กับน้ำแล้วเททิ้ง จึงเป็นการทำลายสารพิษดังกล่าวให้เจือจางลงไปอยู่ในระดับที่ร่างกายรับได้ จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่คนเราไม่ควรได้รับสารไซยาไนต์เกินวันละ 3 มิลลิกรัม จากรายงานเรื่องการบริโภคอาหารของคนไทย ทำให้ทราบว่าคนไทยมีพฤติกรรมชอบทานหน่อไม้มากถึงวันละกว่า 2 ขีด ทำให้ร่างกายได้รับไซยาไนต์สูงถึง 5.44 มิลลิกรัม ซึ่งเกินมาตรฐานความปลอดภัยและเกิดอันตรายต่อตนเอง การต้มหน่อไม้นาน 30 นาที จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับอันตรายจากสารพิษดังกล่าว เพราะช่วงเวลานานขนาดนี้ จะทำให้ไซยาไนต์หายไปได้หมดไม่มีเหลือ

-------------
**คนที่ได้รับไซยาไนต์เข้าไปในปริมาณเล็กน้อย จะมีอาการปวดหัว หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ มึนงง หมดสติ หากได้รับมากกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะส่งผลทำให้เสียชีวิต เนื่องจากไซยาไนต์เข้าไปจับกับธาตุเหล็กในกระแสเลือด ทำให้ธาตุเหล็กไม่สามารถพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เซลล์สมองจึงหยุดทำงาน จึงตายด้วยอาการเหมือนขาดอากาศหายใจ
11. ไผ่ ทานดิบแล้วอันตราย ทานสุกกลับกลายอร่อยลิ้น การทานต้นอ่อนไผ่(หน่อไม้)ในขณะดิบจะทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย แต่ถ้านำไปผ่านความร้อนแล้วทาน จะกลับกลายเป็นความอร่อยลิ้นไปโดยปริยาย

12. ไผ่ เป็นพืชที่ให้ทั้งสารพิษและขับสารพิษ หน่อไม้ดิบ คือ แหล่งสารพิษที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ แต่ในอีกด้านก็เป็นแหล่งอาหารที่มีเส้นใยสูง มีสรรพคุณช่วยขับสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ออกจากร่างกายได้ด้วยเช่นกัน คนที่ทานหน่อไม้เป็นประจำจะขับถ่ายคล่อง ไม่ท้องผูก จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

เรื่อง/ภาพโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
22-29°C
นครราชสีมา
23-31°C
ชลบุรี
24-30°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×