เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
นาทีทองของทุเรียนไทย...ใครฉวยโอกาสไว...คนนั้นรวย !!
(ว่าด้วยเรื่องกลกลวง ลวงโลกของพ่อค้าทุเรียน)
22 พฤษภาคม 2560
1,620
ผลไม้อื่นหลบไป...ทุเรียนมาแล้ว....นาทีนี้อะไรๆ ก็ต้องหลบทางให้พี่ทุเรียนเขาล่ะ ซึ่งพี่ทุเรียนนั้นแจ้งเกิดจากรายการหน้ากากนักร้อง (The Mask Single Thailand 1 / 2560) ที่พอจากลาจอแก้วไปได้ไม่นาน ก็มีน้อง "ทุเรียน" กลับมาครองบัลลังก์ "ราชาแห่งผลไม้" รับไม้ต่อกันในทันที ซึ่งขณะนี้ตีตลาดจีนอย่างคึกคักไม่แพ้พืชผักเมืองหนาวของจีนที่ส่งมาตีตลาดไทยกันเลยเชียว โดยมีรายงานการส่งออกทุเรียนไทยไปจีนเป็นตัวเลขยืนยันจากกรมศุลกากร ในปี พ.ศ.2557 ว่า มีการส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีนสูงถึง 149.95 พันตัน และ ส่งออกในรูปทุเรียนแช่แข็งอีกประมาณ 8.29 พันตัน ปัจจุบันล้งจีนได้เข้ามาซื้อทุเรียนจากชาวสวนไทยแบบให้ราคาดีกว่าตลาดปกติด้วยการทำสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้ากันมากขึ้น ทำให้ราคาขายจากหน้าสวนสูงเอาเรื่องสำหรับเกรดคัด ส่วนเกรดคละหรือตกเกรดส่งออกราคาขายหน้าสวนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 60 บาท/กก.(ราคา ณ จุดรับซื้อ 22-5-60,รักบ้านเกิดคอม) และพ่อค้าแม่ค้าไทย ต่างวิ่งแย่งหาผลผลิตมาขายกันจ้าละหวั่น จนถึงขั้นต้องใช้เส้นสายและหน้าเดิมๆ มาเป็นเครื่องมือในการช่วงชิงผลผลิตทุเรียนไปขายทำเงินกัน เพราะนี่คือช่วงเวลาทองของทุเรียนไทย ที่ใครฉวยโอกาสไวคนนั้นรวย !!
สวนทุเรียนหมอนทอง จ.ปราจีนบุรี




สืบเนื่องมาจากความอยากของผู้บริโภคที่รอกันมานาน และราคาขายช่วงต้นฤดูยังคงสูงอยู่ ใครที่จับจังหวะนี้ได้ก็ทำเงินได้ดีเป็นกอบเป็นกำ ดังจะเห็นได้จากราคาขายที่มาถึงมือผู้บริโภคในตลาด กทม .ย้อนหลังไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วหรือราวปี พ.ศ.2556 จากราคาขายปลีก 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ได้พุ่งแตะหลักเกินร้อยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยต้นฤดูกาล ช่วง เม.ย.-พ.ค. ของปี 2560 นี้ ราคาขายปลีกอยู่ที่ 130-150 บาทต่อกิโลกรัมไปแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปอีกหากควบคุมคุณภาพทุเรียนเกรดตลาดให้ดีขึ้นได้ เชื่อว่าราคานั้นยากจะลงมาเหลือ 3 กิโล 100 เหมือนยางพารา ด้วยมีความต้องการบริโภคสูงขึ้น ตลาดทุเรียนกว้างขวางมาก มีทั้งตลาดแปรรูปและทานผลสด ที่ใครๆ ต่างก็ต้องการลิ้มรสทุเรียนไทย โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ชื่นชอบทุเรียนไทยสายพันธุ์หมอนทองมานาน ดังจะเห็นได้จากปริมาณผลผลิตทุเรียนส่งออกของไทยในแต่ละปีนั้นมีไม่ต่ำกว่าปีละ 7 แสนตันเลยทีเดียว ขนาดประเทศจีนที่ว่าเป็นผู้ทำการส่งออกรายใหญ่ของโลกยังต้องมาวิ่งหาทุเรียนไทยไปส่งออกเป็นหลัก นั่นก็เพราะทุเรียนหมอนทองไทยนั้นยังคงครองใจคนจีนอยู่เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจแพ้ให้กับทุเรียนมาเลเซียที่กำลังมาแรงไปภายในเวลาไม่นานก็เป็นได้ หากยังคุมคุณภาพได้ไม่ดีอย่างที่เป็นอยู่

ทุเรียนจึงกลายเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีความต้องการบริโภคสูงเสมอมา และสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเราได้มากกว่าพันล้านบาทต่อปี นี่จึงเป็นความภาคภูมิใจของผู้ผลิตทุเรียนไทยกับคุณภาพที่ผู้คนทั่วโลกต่างต้องการจะลิ้มรส ซึ่งนอกจากทุเรียนจะครองบัลลังก์ราชาได้อย่างสง่างามข้ามทศวรรษแล้ว ทุเรียนยังถูกจัดให้เป็นผลไม้ที่มีราคาต่อหน่วยสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

แต่ในมีดียังมีแย่ ท่ามกลางคนที่ซื่อสัตย์รักษาคุณภาพก็มักจะมีจอมฉวยโอกาสแฝงตัวอยู่ด้วยเสมอ หากจะเปรียบเทียบคนจำพวกที่จะกล่าวถึงในย่อหน้าถัดไป ก็คงเปรียบได้กับ โรคโคนเน่า-รากเน่าที่คอยบั่นทอนสุขภาพทุเรียนให้เสื่อมโทรมและตายลง ด้วยการฉวยโอกาสหาประโยชน์ใส่ตนได้แบบหน้าซื่อตาใส ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน จนผู้เขียนจำต้องออกมาเปิดโปงว่าด้วยกลกลวง ลวงโลกของพ่อค้าแม่ขายทุเรียนเหล่านี้ เพราะประสบเหตุมากับตัว เพื่อหวังให้ทุกท่านได้มีภูมิไว้ใช้คุ้มกันตัวเอง ไม่ตกเป็นเหยื่อเหมือนที่ผู้เขียนประสบมา
สวนทุเรียนหมอนทอง จ.ปราจีนบุรี




ประสบการณ์แสบทรวงกับชะนีอ่อนย้อมขายในชื่อ "หมอนทองจันทบุรี" ย่านตลาดบางกะปิ


เมื่อวันก่อน (14 พ.ค.60) ผู้เขียนไปทำธุระย่านบางกะปิ ได้มีโอกาสเดินผ่านตลาดบางกะปิยามเย็นท่ามกลางสภาพอากาศครึ้มฟ้า-ครึ้มฝน สายตาก็ไปจับจ้องมองเห็น "ทุเรียนหมอนทอง" ผลไม้สุดโปรด ซึ่งคนขายลงทุนติดโลโก้สัญลักษณ์และชื่อร้านไว้บนแพ็คเกจเมล็ดทุเรียนแกะแพ็คพร้อมทานให้เห็นกันเด่นชัดเลยทีเดียว ด้วยความย่ามใจในคุณภาพของพืชผัก-ผลไม้ที่มาพร้อมกับราคาอันย่อมเยาว์ ของชื่อเสียงตลาดบางกะปิที่มีมายาวนาน หรือ จะเพราะว่าเชื่อคนง่ายก็สุดจะจำได้ ณ ช่วงเวลาที่ความอยากจัดเข้าครอบงำจิตใจในขณะนั้น ผู้เขียนจึงมองข้ามเหตุผลด้านราคาไปอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะเชื่อสนิทใจว่าที่นี่น่ะ "อะไรๆ ก็ถูกและดี" เมื่อมองเห็นทุเรียนหมอนทองแผงติดถนนหลักปักป้ายขายในราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม แล้วยังย้ำชื่อสวนให้มั่นใจอีก จึงปรี่เข้าไปจัดมาเลย 1 ลูกย่อมๆ ในราคา 250 บาท พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจไปคนเดียวว่า "คือดีแท้ได้กินของถูก แถวนี้กิโลละ 80 บาท แถวบ้านย่านลาดพร้าวกิโลละ ตั้ง 130-150 บาท ต่อไปจะวิ่งมาซื้อที่นี่แทนน่าจะดีกว่าประหยัดไปได้เยอะ"

ถึงบ้านก็จัดการในทันทีด้วยความอยากที่สะสมมานานหลายเดือน จึงกัดเข้าไปเต็มแรงด้วยความหวังว่าจะได้เจอเนื้อน้องหมอนนุ่มนิ่ม หวาน มัน ตามคาดหวัง แต่ก็เป็นอันต้องสะดุดกึก ชะงักงัน ด้วยแรงที่ลงไปได้เพียงเสี้ยวเดียวของวงปากอ้ากว้าง ที่ต้องค้างอยู่อย่างนั้น เพราะเหล็กดัดฟันที่ใส่อยู่กระทบเข้ากับเมล็ดทุเรียนเต็มๆ เลยทีเดียว "ทำไมทุเรียนหมอนทองสมัยนี้เมล็ดใหญ่จัง? รึจะกลายพันธุ์? ไม่เป็นไรลองดูอีกคำ" อื้อหือ...นี่มันไม่ใช่หมอนทองแล้วล่ะ เมื่อสงสัยจึงนำเมล็ดทุเรียนที่ทานค้างอยู่มาพิจารณา จึงพบว่า เมล็ด ใหญ่มาก(ใส่ไม้ยมก 10 ชั้น) สีเมล็ดและสีเนื้ออ่อนมาก(ใส่ไม้ยมก 10 ชั้น/สีเข้มเฉพาะพูที่เขาเปิดโชว์เนื้อระหว่างรอขาย) รสชาติแย่มาก(ใส่ไม้ยมก 10 ชั้น) นี่มันชะนีอ่อนชัดๆ โดนหลอกแล้วสิเรา เอาไงดี ฟ้องร้องเป็นคดีความเลยดีไหม? แต่หิวนะ ขอกินให้หมดก่อนค่อยว่ากัน...เอิ่ม..(แอบตะกละเล็กน้อยนะคะต้องขออภัย)

เนื้อทุเรียนหมอนทองสุกกำลังกิน
ภาพ : พรทิพย์ พวยอ้วน


สรุป ด้วยความอยากจัดของผู้เขียนในวันนั้น จึงฝืนทานทุเรียนชะนีอ่อนไปจนหมดด้วยความเจ็บใจในความเบาปัญญา ปล่อยให้ความอยากเข้าครอบงำจนไม่ดูอะไรให้ดี บทเรียนที่ได้รับกับตัวเองและอาจจะเกิดกับคนอื่นๆ มาก่อนหน้าเรื่องนี้ จำต้องได้รับการตีแผ่ให้รู้กันไปว่า "กลกลวง ลวงโลกของพ่อค้าทุเรียนในยุคสมัยที่เงินตรามีอิทธิพลมากกว่าจิตใจ" คืออะไร และต้องทำอย่างไรจึงจะรอดจากการถูกหลอกให้เสียเงินแบบที่ผู้เขียนโดนกับตัวเองมาแล้ว อย่างน้อยจะได้มีวิทยายุทธ์ติดตัวเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเอง ก็ในเมื่อ "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ดีที่สุด" ดังนั้น อย่าหวังเลยว่าจะไปพึ่งพาตำรวจหรือข้อกฎหมายได้ตลอด เพราะขนาดมีกฏหมายและ พ.ร.บ.ว่าด้วยการจำหน่ายทุเรียนอ่อน ชนิดที่หากพบการกระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ หรือ ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ก็ยังทำกันได้แบบไม่กลัวเกรงอาญาแผ่นดินหรือท้องไส้คนกินเลยสักนิดแล้วจะไปหวังพึ่งผู้รักษากฎหมายที่งานล้นมือ จนเหนื่อยล้าและตรวจตาไม่ทั่วถึงได้อยู่หรือ? เพราะเรื่องแบบนี้ได้แทรกซึมระบาดไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่ในเขตภูมิภาคหรือจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตทุเรียนเสียเองไปแล้ว นี่จึงเป็นเรื่องน่าเจ็บใจตรงที่ "เราเกิดมาในประเทศที่ทุเรียนมีคุณภาพขนาดทั่วโลกยังต้องการ แต่คนในประเทศนี้กลับได้ทานทุเรียนด้อยคุณภาพ ซ้ำยังถูกคนประเทศเดียวกันหลอกกันเองอีก" จำต้องออกมาปอกเปลือกพ่อค้าแม่ขายจอมฉวยโอกาสเหล่านี้ เผื่อว่าท่านเปาบุ้นจิ้นจะมีจริง ไม่วูบมาวาบไปหรือมาจู่โจมพรวดพราดแล้วเลือนหายไปเหมือนลมมรสุมที่แวะมาเยี่ยมประเทศไทยแค่บางฤดูกาล

ทุเรียนหมอนทองเกรดตลาดและทุเรียนชะนีไข่(อ่อน)

ว่าด้วยเรื่องกลกลวง ลวงโลกของพ่อค้าแม่ขายทุเรียนไทยในประเทศ


ก่อนอื่นต้องจำให้ขึ้นใจไว้เลยว่า พ่อค้าหัวใส ใจกลวงโบ๋ จะนิยมนำ "ทุเรียนชะนี" มาย้อมขายในนาม "ทุเรียนหมอนทอง" เพราะคุณลักษณะภายนอกใกล้เคียงกันมาก หากเรามีสายตาที่สามารถมองเห็นไปถึงลักษณะของเมล็ด รสชาติ สี พู เสี้ยนเนื้อและอื่นๆ ที่อยู่ภายในได้ คงไม่ต้องมานั่งเจ็บใจเหมือนที่ผู้เขียนเป็นอยู่ แต่ด้วยความที่เราไม่สามารถมองทะลุเข้าไปข้างในได้นี่เอง ทำให้ต้องมาปวดหัวกับการแยกแยะเปลือกนอก ที่ขนาดคนเก่งๆ ยังดูพลาดกันมาแล้ว ซึ่ง ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงแค่พันธุ์หมอนทองกับพันธุ์ชะนี อันเป็นพันธุ์ตลาดนิยม หาทานได้ง่าย ราคาไม่เกินคนธรรมดาจะเอื้อมถึง เพียงเท่านั้น โดยก่อนจะไปรับรู้เกี่ยวกับขบวนการขายทุเรียนเกรดตลาดในประเทศเรา ก็ขอนำเสนอหลักการสังเกตุทุเรียน ชะนี กับ หมอนทอง แบบง่ายๆ ไว้ใช้เป็นเครื่องมือแยกแยะทุเรียน 2 ชนิดนี้ออกจากกันได้แค่ปราดตามอง ว่าควรพิจารณาแยกแยะอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียรู้พ่อค้าแม่ขายไร้คุณธรรม จึงจัดทำเป็นตารางเปรียบเทียบมาให้ ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบลักษณะภายนอกของทุเรียนหมอนทองและทุเรียนชะนีที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า


สำหรับสิ่งที่ต้องเรียนรู้และท่องจำให้ขึ้นใจในบทตอนต่อไปก็คือ การเลือกดูทุเรียนสุกแก่ กับ ทุเรียนอ่อนต้องสังเกตอย่างไร สืบเนื่องมาจากทุเรียนตลาดทั่วไปจะเป็นการซื้อขายแบบเหมาซื้อยกสวน เกษตรกรแค่ติดต่อพ่อค้าให้มาตีราคาเหมาซื้อกันไป ก็จะได้รับเงินก้อนไปนอนกอดหรือใช้จ่ายได้สบายใจไทยบ้าน โดยทุเรียนที่เก็บเหมาสวนขายหรือที่เรียกว่า"ทุเรียนเกรดตลาด" นั้นความสุกแก่จะอยู่ที่ 50- 60% จัดว่ายังไม่สุกแก่พร้อมทาน เพื่อให้เก็บรักษาหรือวางจำหน่ายได้ยาวนานขึ้นและน้ำหนักไม่สูญหายไปมาก ไม่เหมือนกับการเก็บทุเรียนที่ความสุกแก่ประมาณ 80-90% ที่ควรจะทำกัน หากเป็นความสุกแก่โดยธรรมชาติประมาณนี้ เมื่อตัดออกจากต้นแล้วนำมาวางไว้ประมาณ 4-5 คืน(หมอนทอง)หรือ 1-2 วัน(ชะนี) ก็จะสุกแก่พร้อมทาน แบบ เนื้อแห้ง ไม่แฉะ กลิ่นไม่ฉุน หวานมันอร่อย เนียนนุ่มละมุนลิ้น ชนิดที่ทานกันปีนี้ฟินกันไปจนถึงปีหน้าได้เลยล่ะ การตัดทุเรียนที่ความสุกแก่ 80-90% นี้้ จะทำให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักไปได้ประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตั้งต้นที่ตัดมาจากสวน อันเกิดจากกระบวนการหายใจและคายน้ำระหว่างการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลของผลทุเรียน ซึ่งแน่ละว่าคนเป็นพ่อค้าแม่ขายไม่มีใครยอมขาดทุนเป็นแน่ การตัดทุเรียนที่ความสุก 80-90% นี้จึงพบเห็นได้แต่ทุเรียนสวน ที่เจ้าของจะดูแลเอาใจใส่ในคุณภาพผลผลิต และมีระบบจองซื้อขายกันตั้งแต่อยู่บนต้นเพียงเท่านั้น ส่วนทุเรียนที่เราๆ ท่านๆ ทานกันอยู่ทั่วไปนั้นเป็น "ทุเรียนเกรดตลาด" ที่คุณภาพด้อยกว่าทุเรียนสวนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ดังนั้นการซื้อทุเรียนในยุคนี้มาทาน จึงเหมือนกับการเสี่ยงดวงซื้อล็อตเตอรี่ ที่เสียเงินซื้อมาในราคาแพงแล้ว ยังต้องมานั่งลุ้นกันอีกว่า ที่ซื้อมานี่คือ หมอนทองแน่แท้หรือไม่ หรือ อ่อน-แก่กันอีกด้วย

นอกจากผู้บริโภคในยุคนี้จำต้องเก่งแยกแยะลักษณะภายนอก - ภายในของทุเรียนพันธุ์ตลาดที่เห็นได้แล้ว อีกเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการสังเกต ความสุกแก่พร้อมทานของทุเรียนให้เป็น ชนิดที่สามารถเลือกเองได้เลยโดยไม่ต้องรอให้พ่อค้าแม่ขายหยิบให้ ซึ่งจะขอกล่าวถึงจุดที่สังเกตง่ายสุดเลยก็คือ ตรงส่วนที่เรียกว่า "ปลิง" ของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง โดย

ทุเรียนแก่ : ปลิงจะต้องบวมอูมชัดเจน

- ปลิงร้าว = เนื้อเริ่มสุกห่าม

- ปลิงหลุด = สุกกำลังกิน

- ขั้วผลสากมือ เริ่มมีสีน้ำตาลปน(น้ำตาลปนเขียว)

- ปลายหนามเริ่มแห้ง เป็นสีน้ำตาล

ทุเรียนอ่อน :

- ปลิงเรียบสนิทแน่น จับแล้วไม่สากมือ

- ขั้วผลสีเขียว,เรียบเนียน



วิธีดูที่ปลิงนี้ จะชี้ขาดชะตาทุเรียนแต่ละลูกได้แม่นยำกว่าวิธีไหนๆ แต่จะว่าไปก็เป็นวิธีที่เหมาะแก่ชาวสวนมากกว่าชาวเมืองหรือผู้บริโภค เพราะทุเรียนเกรดตลาดสมัยนี้ดูที่ปลิงกันไม่ได้แล้ว (เดี๋ยวจะบอกเหตุผลว่าทำไมในย่อหน้าต่อไป) จำต้องมาฝึกทักษะทางหูกันให้คล่องด้วยการเคาะฟังเสียงเอาแทน ไม่ว่าจะใช้ไม้เคาะหรือใช้นิ้วดีด หากเคาะลงไปบนเปลือกแล้วมีเสียงหลวมๆ ที่จับเสียงสะท้อนออกมาได้ "ปุ๊ๆ" แสดงว่าลูกนี้สุกพร้อมทาน ทุเรียนลูกนี้มีช่องว่างเกิดขึ้นในพู ซึ่งเกิดจากการคลายน้ำออก เนื้อจึงหดลง อยู่ในความสุกกำลังกิน และด้วยความที่ทุเรียนในระยะสุกกำลังกินจะไม่มีกลิ่นหอมออกมา ถ้าอยากทานแบบอร่อยๆ ไม่ปลาร้า ก็อย่าไปพึ่งพาจมูกในการเลือกทุเรียนเลยจะดีกับตัวเราเองมากกว่า หากดีดที่เปลือกทุเรียน แล้วเสียงสะท้อนกลับมาออกแนวแน่น ๆ ทึบๆ หรือ จับเสียงสะท้อนออกมาได้ "แป๊กๆ หรือ ตึ๊บๆ" นี่คือ ทุเรียนดิบ หรือ อ่อน หรือ ยังไม่พร้อมทาน และสุดท้ายถ้าเริ่มมีกลิ่นโชย แสดงว่าเนื้อนิ่มเป็นปลาร้าไปแล้ว ควรนำไปกวนหรือแปรรูปเป็นอย่างอื่นจะดีกว่าทานสดให้เสียอารมณ์



ทุเรียนหมอนทอง สวยๆ สดๆ จากต้น ตัดในขณะที่ความสุกแก่ 50-60%

ขบวนการผลิตทุเรียนเกรดตลาด ที่เอื้อต่อพ่อค้าแม่ขาย


สำหรับขบวนการผลิตทุเรียนเกรดตลาดนั้น คนขายจะเริ่มจากการเก็บทุเรียนที่ความสุกแก่ 50-60% ซึ่งถ้าตามหลักพฤษศาสตร์ของทุเรียนก็คือ เก็บกันตอนที่ยังดิบหรือไม่แก่พร้อมสุกนั่นเอง เพื่อไม่ให้เกิดการคายน้ำได้มาก น้ำหนักไม่หาย เก็บขายได้นาน ฟันเงินได้ดี จากนั้นจะนำผลทุเรียนมาตัดขั้วให้ดูเสมือนว่าปลิงหลุดแล้ว (ปลิงทุเรียนจะปริแยกออกหรือหลุดเองที่ความสุกแก่พร้อมทาน) โดยจะตัดชิดแนวปลิงให้มากที่สุด แล้วป้ายน้ำยาเร่งสุก ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีส่วนผสมหลายอย่าง ที่ผสมผงขมิ้นเข้าไปด้วย (พอใครถามจะบอกว่าเป็นขมิ้นแบบข้างๆ ตัวถลอกกันไป) แล้วนำไปจุ่มในสารเร่งสุกอีกครั้งหนึ่ง โดยสารเร่งสุกที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือ สารในกลุ่ม Ethylene เพราะอะไรทำไมต้องใช้สารเร่งสุก? เพราะทุเรียนที่เก็บมานั้นยังดิบอยู่หรือยังไม่สุกแก่พอที่จะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้เอง และ ตามธรรมชาติของทุเรียนถ้าไม่แก่ก็จะไม่สุก จึงต้องใช้สารเร่งสุกเข้ามาช่วย จากนั้นจึงนำไปวางขายให้เราๆ ท่านๆ ตาดำๆ แต่กำแบงก์แดงๆ แบบสุดจะกลั้นความอยากไว้ได้ไหว ได้ซื้อหาไปทานกันจนกลายเป็นธรรมเนียมฮิตติดปากคนทานทุเรียนเกรดตลาดไปแล้วว่า "ขอเนื้อกรอบนอกนุ่มในนะคะ/ครับ" เพราะถ้าทานแบบสุกเนื้อจะออกเละๆ แหยะๆ ขมขื่นลิ้นจนสุดจะทนทานได้หมดลูก ความนิยมทานแบบกรุบกรอบหรือกรอบนอกนุ่มในจึงกลายเป็นทางออกของผู้บริโภคไปโดยปริยาย เนื่องจากเนื้อสัมผัสที่ได้ชิมนั้นอยู่ในขั้นที่ลิ้นรับรสแล้วบอกว่าอร่อยสุดแล้ว

ทุเรียนสวนเกรดคุณภาพขายในราคาตลาด ตัดที่ความสุกแก่ 80-90%
ภาพ : พรทิพย์ พวยอ้วน


กรรมจึงมาตกอยู่กับผู้บริโภคแบบต้องทนกล้ำกลืนฝืนรับทุเรียนเกรดตลาดคุณภาพต่ำแบบนี้กันต่อไป เพราะยากที่ใครจะปฏิเสธความอร่อยยั่วน้ำลายของทุเรียนหมอนทองไทยที่เคยได้ลิ้มรสไปได้ หรือไม่ก็หันไปใช้บริการทุเรียนสวน ที่เปิดจองกันตั้งแต่บนต้น คัดสรรคุณภาพมาให้ถูกปากถูกใจลูกค้า ในราคาสูงกว่าตลาด ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ไปแทน การค้าทุเรียนไทยในวันนี้ จึงไม่หมือนเมื่อครั้งวันวาน แม้จะล่วงผ่านกาลเวลามานานปีผู้เขียนก็ยังจำได้ดีว่า สมัยเป็นเด็กน้อยวัย 5 ขวบ ทุเรียนผลไม้สุดโปรดที่พ่อแม่หิ้วมาให้ทานจากตลาดแต่ละรอบนั้น เนื้อจะมีสีเหลืองอิ่มยั่วน้ำลาย สุกแห้ง ไม่แฉะ(แหยะ) ให้ความสุกแบบหวาน มัน อร่อยมากกว่าในวันนี้ ซึ่งน่าจะเกิดจากการเก็บขายกันที่ความสุกแก่กำลังทาน และจำหน่ายกันด้วยน้ำใจใสซื่อ มากกว่าการมุ่งหวังกอบโกยเงินทองเพียงอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่ผู้เขียนทานหมดจะรีบนำเมล็ดไปปลูกในกระถางหลังบ้าน เพื่อหวังกินผลตามประสาเด็กช่างฝันทันที แล้วไม่กี่วันถัดมาผู้เขียนจะพบว่าเมล็ดที่เพาะแบบไม่ประสีประสาในวันนั้นงอกเป็นต้นอ่อนได้ทุกครั้งที่ฝังลงดิน(แม้จะไม่โตจนได้ชิมลูกก็เถอะ) ช่างต่างจากเมล็ดทุเรียนที่เห็นในวันนี้ ที่ขนาดเยื่อหุ้มเมล็ดแข็งๆ ยังไม่มีโอกาสได้เป็น แล้วจะเห็นต้นอ่อนจากเมล็ดทุเรียนที่ซื้อมาจากท้องตลาดในวันนี้ได้อย่างไร ช่างน่าอเนจอนาถใจจนต้องมานั่งไว้อาลัยให้แก่คุณภาพทุเรียนไทยที่ด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย...

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
23-30°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-28°C
ชลบุรี
23-30°C
นครศรีธรรมราช
25-30°C
ภูเก็ต
25-30°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×