เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
เมื่อ ปลูกกล้วย (อาจ) ไม่ได้ง่ายเหมือน ปอกกล้วย....
21 ตุลาคม 2563
1,254
ทำเกษตรเพื่อลดภาระภาษี ปลูกไม่ดีมีสิทธิ์เสียเงิน 2 ต่อ
วิกฤตโควิด 19 ทำให้ภาครัฐออกมาตรการบรรเทาภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในปีพ.ศ. 2563 ให้ประชาชนชำระเพียง 10% ของอัตราภาษีที่คำนวณได้ และในกรณีที่เจ้าของที่ดินเป็นบุคคลธรรมดายังมีสิทธิ์ลดหย่อนไปได้ถึงปี พ.ศ. 2565 เลยทีเดียว ระยะเวลา 3 ปีนี้จึงถือเป็นช่วงเตรียมการของเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ที่ดินทำประโยชน์ใดๆ ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีปลูกพืชแบบง่ายๆ เช่น กล้วย หรือมะนาว บนที่ดินของตนไว้ก่อน เนื่องจากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมมีเพดานภาษีต่ำที่สุดในบรรดาการใช้ประโยชน์จากที่ดินประเภทอื่นๆ


แต่ทั้งนี้ การปลูกพืชให้เข้าข่ายใช้ที่ดินไปเพื่อการเกษตรนั้นก็มีข้อกำหนดและ "ข้อควรระวัง" ที่ต้องย้ำเตือนกันไว้ หากเจ้าของที่ดินไม่อยากเสียเงินสองเด้ง คือ เสียเงินไปกับต้นพันธุ์ที่ปลูกไป และเสียภาษีในอัตราเดิม คือ ที่ดินที่ยังคงถือว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ดี


สิ่งแรกที่ควรพิจารณา หากต้องการลดภาระภาษีที่ดินโดยใช้วิธีทำเกษตร คือ กฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ตามประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ซึ่งได้ระบุความหมายของการใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการเกษตรไว้อย่างกว้างๆ แต่ใจความสำคัญอยู่ที่ รายละเอียดในเอกสารแนบท้ายประกาศ ซึ่งระบุชนิดและจำนวนของทั้งพืชและสัตว์ ว่าจะต้องปลูกต้นไม้กี่ต้นหรือเลี้ยงสัตว์กี่ตัว ในพื้นที่ 1 ไร่ จึงจะถือว่าเป็นการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร โดยตัวเลขนี้ก็อิงกับหลักการในการขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเรื่องพื้นที่รกร้างว่างเปล่าและพื้นที่เพื่อการเกษตร ที่ประกาศลงในพระราชกิจจานุเบกษา พร้อมเอกสารแนบท้ายดังกล่าวมาข้างต้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายถกเถียงกัน แต่สุดท้ายในการพิจารณาว่าที่ดินเข้าข่ายพื้นที่เพื่อการเกษตรหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ "วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ประเมิน" ตัวอย่างเช่น เอกสารแนบท้ายกำหนดไว้ว่าการปลูกกล้วยน้ำว้าเชิงเดี่ยว ต้องมีจำนวน 200 ต้น/ ไร่ แต่หากเกษตรกรมีความจำเป็นต้องเว้นแนวคันข้างพื้นที่หรือทำทางเดินระหว่างแปลง ซึ่งทำให้จำนวนต้นที่ปลูกได้ในไร่ลดลง อาจเหลือเพียง 120 -170 ต้นต่อไร่ กรณีนี้ ในการประเมินว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินเท่านั้น
ข้อต่อไปที่ลืมเสียมิได้ หลังจากเจ้าของที่ลงมือปลูกพืชลงบนที่ดิน ด้วยจุดประสงค์เพื่อลดภาระภาษี ก็คือ การดูแลจัดการพื้นที่หลังการปลูกนั่นเอง เพราะหากไม่ดูแลพื้นที่ ปล่อยหญ้าขึ้นแข่งกับต้นไม้ เช่นนี้ก็ไม่เข้าข่ายที่ดินเพื่อการเกษตร แต่เป็นที่ดินรกร้างและไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นเดิม นอกจากนี้การดูแลยังหมายรวมถึง การรดน้ำ ดูแลต้นไม้ที่ปลูกบนที่ดินให้เจริญงอกงามตามสมควร ไม่ใช่ว่าปลูกไว้ 100 ต้น แต่แห้งเหี่ยว เฉาตายไปเสีย 50 ต้น อย่างนี้เห็นทีคงไม่ผ่านเกณฑ์การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นแน่


กล่าวโดยสรุป คือ หากต้องการจัดการที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อลดภาระภาษีนั้น นอกจากจะต้องปลูกตามเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดแล้วยังต้องมีการ "จัดการ" ที่เหมาะสมเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรอีกด้วย และขอฝากข้อคิดไว้อีกสักหน่อยว่า หากเลือกชนิดพืชที่ปลูกได้ดี มี "ตลาด" นอกจากเจ้าของที่ดินจะเสียภาษีได้ถูกลงแล้ว ยังได้ดอกผลจากพืชที่ปลูกไว้อีกด้วย อย่าลืมว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ เช่น อาหารการกิน มีแนวโน้มอยู่รอดมากกว่าธุรกิจอื่นๆเสมอ
หากสนใจแปลงที่ดินว่างเปล่าให้เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร ปรึกษาทีมงานฟูลฟิลด์ เบอร์โทรศัพท์ 094-3129966
ในวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00-17.00 น.

*ผู้ถือครองที่ดินสามารถเข้าไปดูราคาประเมินที่ดินของตนได้ที่เว็บไซต์ของกรมธนารักษ์ www.propety.treachery.go.th *

    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
20-28°C
เชียงใหม่
17-26°C
นครราชสีมา
16-25°C
ชลบุรี
20-27°C
นครศรีธรรมราช
23-28°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×