เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
พริก...ซ่อนอะไรไว้บ้าง
13 พฤษภาคม 2563
2,147
ภาพใต้ความเผ็ดจี๊ด...ซ่อนประโยชน์ไว้อย่างมากมาย เพราะในพริกมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติจำพวกอัลคาลอยด์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ทนทานต่อความร้อนและความเย็น ดังนั้นการต้มให้สุกหรือแช่แข็งก็ไม่มีผลทำให้ความเผ็ดสูญเสียไป
แหล่งที่อยู่ของแคปไซซินในพริกก็คือ ภายในผล หรือภายในเม็ดพริก ส่วนใหญ่จะอยู่ในเยื่อแกนกลาง สีขาว หรือเรียกกันว่า รก (placenta) เปลือกและเมล็ดของพริกจะมีสารแคปไซซินน้อยมาก ซึ่งคนทั่วไปมักคิดว่าเมล็ดของพริกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด



ปริมาณของแคปไซซินที่มีอยู่ในพริก เรียงตามลำดับคือ พริกขี้หนู พริกเหลือง พริกชี้ฟ้า พริกหยวก และพริกหวาน
คุณสมบัติที่ดีของแคปไซซินคือสามารถละลายได้ดีในไขมัน น้ำมัน และแอลกอฮอล์คนไทยเราคุ้นเคยกับการดื่มน้ำหลังกินอาหารเผ็ดๆ แต่น้ำเพียงช่วยลดอาการแสบร้อนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยลดความเผ็ดลงเพราะคุณค่าของพริกไม่ได้อยู่ที่ความเผ็ดอย่างเดียว สีของพริก ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีส้ม และสีแดงของผล คือสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา
"พริกซ่อนประโยชน์ไว้อย่างมากมาก"

จากการศึกษาเรื่องพริกทั้งอดีตและปัจจุบันพบว่า พริกมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้


1. บรรเทาอาการไข้หวัดและช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกช่วยลดน้ำมูก หรือสิ่งกีดขวางระบบการหายใจอันเนื่องจากเป็นไข้หวัด ไซนัสหรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาหารไอ

2. ลดการอุดตันของหลอดเลือด การอุดตันของหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจล้มเหลว หรือการเสียชีวิตจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การกินพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากโรคทั้ง 2 ชนิด ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดี ลดความดัน ทั้งนี้เพราะสารจำพวกบีต้าแคโรทีนและวิตามินซีช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง เพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

3. ลดปริมาณสารโคเลสเตอรอล แคปไซซินช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein)ขึ้นทำให้ปริมาณ ของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ

4. ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง พริกเป็นพืชที่มีวิตามินซีสูง การกินอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารวิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์ร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ทำการหยุดยั้งบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ สารบีต้าแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอดและในช่องปาก เพราะคนที่กินผักที่มีสารบีต้าแคโรทีนน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่กินผักที่มีบีต้าแคโรทีนสูงถึง 7 เท่าสารบีต้าแคโรทีนมีคุณสมบัติช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง

5. บรรเทาอาการเจ็บปวด มนุษย์ใช้พริกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดมานานแล้ว เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง ปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้งใช้ทาบรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคัน และอาการผื่นแดงที่เกิดบนผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด โรคเกาต์หรือโรคข้อต่ออักเสบ

6. อารมณ์แจ่มใส สารแคปไซซินช่วยเสริมสร้างอารมณ์สดชื่น เนื่องจากสารนี้มีการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน คือบรรเทาอาการเจ็บปวด ทำให้อารมณ์แจ่มใส

7. ป้องกันตัว ประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีสเปรย์ป้องกันตัวยี่ห้อหนึ่ง มีพริกเป็นส่วนประกอบสำคัญสเปรย์ที่กล่าวถึงนี้ไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าฉีดเข้าตาโดยตรงอาจจะทำให้มองไม่เห็นประมาณ 2-3นาทีระยะเวลาที่ยาวนาน ไม่ได้ทำให้ความเผ็ดของพริกจางหายไป ในขณะเดียวกันมีการค้นพบสรรพคุณทางการแพทย์ของพริกที่สามารถนำมาปรุงเป็นตำรับยารักษาอาการต่างๆ ที่เกิดกับร่างกายของคนเรา
"พริก...กับสารเคมีตกค้างที่ซ่อนอยู่"

นอกจากประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ พริกยังซ่อนสารพิษตกค้าง ไว้อย่างมากมายด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันการทำสวนพริกในบ้านเรา บางแห่งยังคงมีการใช้สารเคมี ออร์กาโนคลอรีน, ออร์กาโนฟอสเฟต, คาร์บาเมต, กลุ่มไพรีทรัม/สารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ หากเข้าไปสะสมในร่างกาย ย่อมเป็นอันตรายต่อระบบสมอง ประสาท ทำให้ความจำเสื่อม สมาธิสั้น เป็นพิษต่อตับและไต รบกวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และกระทบต่อต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) แต่หากเกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ก็จะสร้างความอุ่นใจให้ผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง

เพราะฉะนั้นก่อนจะนำพริกมารับประทาน ควรล้างเพื่อลดสารพิษ ด้วยการแช่น้ำ 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านถูไปมานาน 2 นาที หรือแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5% ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร นาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เพียงแค่นี้ก็ปลอดภัยจากอันตรายของสารพิษที่ตกค้างอยู่พริก และทำให้เราได้รับประโยชน์ที่อยู่อย่างแน่นอน
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ : สสส.
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
27-30°C
เชียงใหม่
23-26°C
นครราชสีมา
25-31°C
ชลบุรี
27-30°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×