เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
โควิดควบแล้ง...วิกฤติเกษตรกรไทยปี 63
15 เมษายน 2563
1,219
แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ยังคงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะกินเวลามาหลายเดือนแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ในขณะที่รัฐบาลไทยนั้นได้งัดทุกมาตรการออกมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจรวมถึงภาคการเกษตรให้ได้มากที่สุด
จากการสำรวจเสาหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย พบว่า ภาคการส่งออกและภาคการผลิตมีสัดส่วนประมาณ 40 % ต่อจีดีพี เจอปัญหาสะสมตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีน กดดันเศรษฐกิจโลกจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีก มีสัดส่วน 50 % ต่อจีดีพี เจอผลกระทบหนักสุดจากพิษโควิด-19

ดังนั้นเราจะเห็นได้ จะเหลือเพียงภาคการเกษตร แม้จะมีสัดส่วนอยู่เพียง 10 % แต่มีจำนวนคนที่เกี่ยวข้องมากที่สุด แต่ด้วยหลายมาตรการที่ออกมาเพื่อรณรงค์ให้ผู้คนอยู่บ้านให้มากที่สุด ทำให้ส่งผลกระทบต่อการขายในส่วนของห้างร้านต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นช่วงที่เกษตรกร ต้องเจอกับปัญหาหนักอย่าง ภัยแล้ง
ภัยแล้งปี 63 เข้าขั้นรุนแรง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกมาประเมินผลกระทบในเบื้องต้นเกี่ยวกับภัยแล้วใน 2563 ว่าอาจจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000 - 19,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.10 - 0.11 % ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน อาจจะทำให้ฤดูแล้งลากยาวไปจนนอกฤดู จะทำให้กระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ

บวกกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้จีนประกาศปิดด่านขนส่งสินค้าสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งเส้นทางการค้าผ่านแดนจากเวียดนามไปจีนก็หยุดทำการชั่วคราว ทำให้ผู้นำเข้าผลไม้ยกเลิกและชะลอคำสั่งซื้อผลไม้จากไทย

เห็นได้จากการส่งออกผลไม้ทั้งหมดจากไทย ในเดือนมกราคม ที่ปรับตัวลดลงกว่า 46.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะฉุดรั้งการส่งออกผลไม้ไปจีนตลอดทั้งปี 2563 ให้อยู่ในระดับ 45,500 - 48,100 ล้านบาท หดตัวในช่วง -30 ถึง -25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

นอกจากผลไม้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ยังเป็นพืชฤดูแล้งที่ได้รับผลกระทบ จากผลผลิตเสียหายหนักที่สุด ซึ่งอาจช่วยผลักดันราคาในฤดูแล้งของพืชกลุ่มนี้ให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น แต่ด้วยผลผลิตที่ลดลง จะเป็นปัจจัยที่ฉุดรายได้เกษตรกรในช่วงนี้ และนอกจากภัยแล้งจะกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศแล้วยังส่งผลต่อเนื่องถึงภาคการส่งออกที่อาจจะขาดแคลนผลผลิตเพื่อการส่งออก ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ความต้องการในตลาดโลกชะลอตัวลงอีกด้วย
ชาวสวนกระทบหนักเจอภัยแล้ง
ในขณะที่เกษตรกรและชาวสวนผลไม้ ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ลดลงก็ยังพอได้รับอานิสงส์จากพายุฝนฟ้าคะนองแต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น ๆ ทำให้มีเกษตรกรบางกลุ่มออกมาประท้วงการบริหารจัดการน้ำของทางจังหวัด ซึ่งผลไม้บางชนิดอย่างทุเรียนมีความจำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมากในการขยายเนื้อและพู หากไม่สามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ จะส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย

นอกจากสถานการณ์ภัยแล้งที่ต้องเผชิญ ชาวสวนต้องเจอกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบการส่งออก รวมถึงธุรกิจบุฟเฟต์ผลไม้ ซึ่งโดยปกติจะต้องมีการจัด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป สืบเนื่องจากมาตรการการรวมกันของคนหมู่มาก Social distancing เพื่อช่วยลดการระบาดของโควิด-19 จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อการระบายสินค้าในภาคการเกษตรอย่างเห็นได้ชัด

และถึงแม้ว่าในช่วงนี้ การขายออนไลน์ของเกษตรกรกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญ ที่จะช่วยลดผลกระทบจากโควิด-19 แต่ก็ยังต้องมาเจอกับกฎระเบียบใหม่ในการขนส่งสินค้า ที่มีการงดขนส่งสินค้าที่เป็นของสด จึงเกิดข้อจำกัดในการกระจ่ายสินค้าในบางประเภท นี่ก็เป็นโจทย์หนึ่งที่ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

ส่วนภาพรวมการทำงานของภาครัฐ ที่ได้ออกมาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ทั้งในเรื่องของภัยแล้ง และโควิด-19 เราจะเห็นว่าน้ำหนักจะเทไปในส่วนของโควิด-19 เป็นส่วนมาก เนื่องจากมุมมองของหลายภาคส่วนมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของประชาชน จึงต้องรีบคลี่คลายปัญหาโดยด่วน

แต่ในทุก ๆ ปัญหา เราทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข ให้ความร่วมมือ ในช่วงที่เราต้องเจอวิกฤติหนักในสองรูปแบบ ยิ่งต้องวางแผนอย่างรัดกุม ที่สำคัญทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอบคุณ : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย / มติชนออนไลน์
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
23-32°C
นครราชสีมา
25-32°C
ชลบุรี
27-30°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×