เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
เกษตรอินทรีย์ ทำให้โลกดีขึ้นได้....อย่างไร???
24 ธันวาคม 2561
2,050
ต้องยอมรับว่ายุคนี้ "เกษตรอินทรีย์" มาแรงจริง ๆ ทั้งในมุมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น รวมถึงมุมของเกษตรกร และนักธุรกิจเกษตร ที่เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าทั่วไปมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์กันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันต่อกระแสและความต้องการของตลาดโลก
และไม่เพียงแค่เมืองไทยที่ต้องการสินค้าที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมี ตลาดโลกยังมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่มาก ในส่วนของมุมผู้บริโภคนั้น มีมูลค่าการซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกนั้น สูงถึง 3 ล้านล้านบาท โดยตลาดใหญ่ที่สุด คือ ตลาดสหรัฐ มีสัดส่วน 50% รองลงมาเป็นตลาดยุโรป ซึ่งฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากสุดในตลาดยุโรป
และในมุมของผู้ผลิตอย่างเกษตรกร ยืนยันได้ด้วยรายงานการศึกษาฉบับล่าสุด ปี 2018"The World of Organic Agriculture"(เก็บข้อมูล ณ สิ้นปี 2016) โดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM - Organics International) ที่แสดงถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความต้องการของผู้บริโภคต่อสินค้าออร์แกนิคที่กำลังเพิ่มขึ้น มีเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มากขึ้น มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น
เทรนด์การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นเทรนด์ระดับโลก ที่กลายมาเป็นความหวังของการทำเกษตรยุคนี้ไปแล้ว การทำเกษตรอินทรีย์และการผลิตอาหารอินทรีย์นั้นไม่ง่าย และต้องใช้ความมุ่งมั่นและความใส่ใจในรายละเอียดอย่างจริงจัง ต้องได้รับการตรวจสอบย้อนกลับได้จากฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหารโดยหน่วยตรวจรับรองอิสระอาหารอินทรีย์ ที่ต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจนและเข้มงวด กว่าที่จะติดฉลากสินค้าออร์แกนิคบนบรรจุภัณฑ์ได้ จะต้องผลิตขึ้นโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มาจากธรรมชาติ ใช้พลังงานน้อยและคำนึงถึงความเป็นอยู่ของสัตว์ ซึ่งก็เป็นแหล่งที่มาของปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในฟาร์ม เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้จริงอาหารที่กินเข้าไปนั้นไร้สารพิษอย่างแท้จริง

และปัจจัยที่ผู้ผลิต เกษตรอินทรีย์ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิต ผลิตผลเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ และจะนำไปสู่ความสำเร็จของผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดโลก ต้องปฏิบัติให้ได้ดังนี้
"ความเสี่ยงต่อยาฆ่าแมลงต้องเป็นศูนย์"
มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไม่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลงสังเคราะห์ และไม่ให้ใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโฟเสต แต่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลง 20 ชนิดที่ได้จากส่วนประกอบธรรมชาติ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ด้วยเหตุนี้ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต้องลดการแทรกแซงธรรมชาติ โดยการปลูกพืชหมุนเวียนและสร้างความหลากหลายโดยเลือกพืชที่ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรอินทรีย์จึงสามารถจะลดปัญหาโรคพืช และลดความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีลงได้จริง

ยกตัวอย่าง สารประกอบเคมีรุนแรงที่ใช้ในการฆ่าหญ้า อย่าง ไกลโฟเสต ที่พบในขนมปัง ซึ่งจะติดตามเมล็ดข้าวและไปอยู่ในอาหารในที่สุด จากการทดสอบการปนเปื้อนของสารกำจัดแมลงในอาหารพบว่า เกือบ 2 ใน 3 ของขนมปังตรวจพบไกลโฟเสต แต่ผู้ผลิตไกลโฟเสตยังยืนยันว่า"อยู่ในระดับที่ปลอดภัย"ในขณะที่รายงานจากหน่วยงานค้นคว้าวิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อสรุปแล้วว่า ไกลโฟเสต มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสารก่อมะเร็ง รายงานได้ตีพิมพ์ และชี้ให้เห็นว่า ไม่มีระดับปลอดภัยสำหรับไกลโฟเสตในอาหาร เราต้องเอายาฆ่าหญ้าออกจากอาหาร และจากร่างกายของเรา การใช้ไกลโฟเสตและผลิตภัณฑ์ที่มีไกลโฟเสตเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติก่อนการเก็บเกี่ยวเป็นหลักการที่ผิดมหันต์ และเราต้องเรียกร้องให้ยุติการกระทำเช่นนี้ทันที
"หยุดการตัดแต่งพันธุกรรม ก้าวสู่การเป็นออร์แกนิคที่แท้จริง"
ถ้ามาประมวลอุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมที่ผ่านมา ซึ่งได้ประกาศตัวว่าพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะปฏิวัติเกษตรกรรม แก้ปัญหาความหิวโหยในโลกนี้ แต่คำสัญญานั้นไม่เคยเป็นจริง การให้คำสัญญาถึงผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้น ไม่สามารถแม้แต่จะผลิตตัวอย่างที่จะขายได้จริงทางการค้า คำอวดอ้างถึงสายพันธุ์พืชที่ต้านทานแมลงศัตรูพืช ทนต่อการความเสียหาย ทนน้ำท่วม ทนเค็ม ที่สามารถผลิตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน ผ่านเทคนิคการตัดแต่งพันธุกรรม ล้วนแต่ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นจริงเลย

ขณะที่ต้นทุนที่เกษตรกรต้องจ่ายเพื่อใช้ยาฆ่าแมลงอันตรายมากขึ้นๆ อุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมยังกีดกันเกษตรกรจากการเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ต้องซื้อจากบริษัทแทน เพราะนอกจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว แต่มันยังส่งผลต่อเกษตรกรที่ไม่ได้ใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรมแต่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนด้วย
"ความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงก็สำคัญ"
สัตว์เลี้ยงอินทรีย์จะต้องไม่มีการให้ยา ใช้สารปฏิชีวนะ และยาถ่ายพยาธิ และต้องเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ มีพื้นที่ว่างที่มีสัดส่วนเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและการติดโรคได้ เลี้ยงด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติ ปลอดจีเอ็มโอ ต้องมีทุ่งหญ้าหรือแปลงพืชอาหารสัตว์ที่เป็นอินทรีย์ ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ ห้ามใช้สารเคมีกำจัดแมลง
"เกษตรอินทรีย์ ต้องดีกับทุกชีวิตในระบบนิเวศ"
ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต้องเป็นบ้านสำหรับผึ้ง นก และผีเสื้อ เกษตรกรเกษตรอินทรีย์ก็เหมือนมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลสรรพสัตว์โดยการจัดการดูแลระบบนิเวศถิ่นที่อยู่ของเหล่าสัตว์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉลี่ย พืช แมลง และนก ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกหลากหลายสายพันธุ์ด้วย

เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่าง ผึ้ง ที่เป็นสัตว์ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระบบนิเวศเกษตรอินทรีย์ได้ดีที่สุด เพราะผึ้งมีหน้าที่ผสมเกสรทั้งผักและผลไม้ ซึ่งพืชหลายๆชนิดไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ถ้าไม่มีผึ้งหรือตัวช่วยผสมเกสร ไม่เพียงเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และผึ้งคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์บนโลกใบนี้ ครึ่งทศวรรษหลังผึ้งถูกทำร้ายด้วยยาฆ่าแมลง โรคภัยและการสูญเสียถิ่นที่อยู่ เห็นได้จากจำนวนผึ้งที่ลดลงมาก แต่การทำเกษตรอินทรีย์และเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาของเราให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการช่วยสร้างถิ่นที่อยู่สำหรับนักผสมเกสรเหล่านี้
"โลกจะดีขึ้นได้ ด้วยเกษตรอินทรีย์"
เกษตรอินทรีย์ เหมือนการจับมือเป็นมิตรกับธรรมชาติ ต้องไม่มีการฝืนธรรมชาติ ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำเกษตรทั่วไป หรือ ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำและสุขภาพของดิน ขณะเดียวกัน การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้พึ่งพาปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีกำจัดแมลง ย่อมช่วยลดการปนเปื้อนในน้ำและดินได้ ที่สำคัญยังส่งผลต่ออากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีได้อีกด้วย

เกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมาก การทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยช่วยเพิ่มการสะสมคาร์บอนในดิน โดยลดการใช้ปุ๋ยแร่ธาตุ ดินที่ดีจะดูดซับคาร์บอนไว้มากกว่า 3 เท่าของบรรยากาศ และมากกว่า 5 เท่าของป่าไม้ ถ้าฟาร์มทั้งประเทศเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้เกือบเท่าๆกับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ 1 ล้านคัน เลยทีเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว คนทั่วไปมักคิดว่า อาหารออร์แกนิคมีราคาแพง แต่ในความเป็นจริงอาหารออร์แกนิคไม่ได้แพงกว่าเสมอไป เพราะปัญหาใหญ่ของอาหารที่วางขายทั่วไป คือ ต้นทุนที่แท้จริงของอาหารไม่ได้ถูกแสดงอยู่ในราคาสินค้า ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ อาหารที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีที่ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษ หรือทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะในผู้คน อาจจะดูราคาถูกในร้านค้า แต่ราคาจริงที่เราต้องจ่ายจริงๆ แล้วแพงกว่านั้นมาก ดังนั้น การลงทุนเปลี่ยนมากินอาหารออร์แกนิค ไม่ใช่จะแค่ได้ทุนคืนเป็นสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้ช่วยสร้างสังคมเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อโลกด้วย
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ : สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) / iform.bio / salika
:https://pixabay.com
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×