เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ฝนหลวง...เกิดจากอะไร???
12 พฤศจิกายน 2561
473
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 นับตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการคิดค้น วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวงจนประสบความสำเร็จ และช่วยให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาได้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติ โดยกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง
"ฝนหลวงทำอย่างไร"???
การทำฝนหลวง เป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ซึ่งต้องใช้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมาก ๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม นั่นคือ เมื่อมวลอากาศ ร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง อุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอจะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จนเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำขึ้นบนแกนกลั่นตัวจนกลายเป็นฝนตกลงมา ดังนั้น สารเคมีดังกล่าว จึงประกอบด้วยสูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้น กลไกการหมุนเวียนของ บรรยากาศสูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อกระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 : ก่อกวน
การก่อกวนหรือก่อเมฆเป็นการโปรยสารสูตรแกน (เกลือแป้ง) ไปดูดความชื้นจากอากาศให้ เกิดเป็นเม็ดน้ําเพื่อเร่งให้เมฆก่อตัวเร็วขึ้น และมีปริมาณน้ํามากขึ้นบริเวณต้นลมของพื้นที่เป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 2 : เลี้ยงให้อ้วน
การเลี้ยงให้อ้วน เป็นการโปรยสารสูตรร้อน (แคลเซียมคลอไรด์) เข้าสู่ยอดเมฆ เพื่อเร่งการ เจริญเติบโตของเมฆและเม็ดน้ําในก้อนเมฆ ทําให้เมฆหนาแน่นมากขึ้นก่อนจะลอยถึงเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 3 : การโจมตีแบบแซนด์วิช
การโจมตีแบบแซนด์วิช เป็นการโปรยสารสูตรแกน (เกลือแป้ง) บริเวณไหล่เมฆ และโปรยสูตรเย็น (ยูเรีย) ชิดฐานเมฆ เพื่อเร่งให้เมฆตกเป็นฝนขณะที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่เป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 4 : การเสริมการโจมตี
การเสริมการโจมตีเป็นการโปรยสารสูตรเย็น (เกล็ดน้ําแข็งแห้ง) บริเวณต่ํากว่าฐานเมฆ ประมาณ 1,000 ฟุต เพื่อลดความร้อนของอากาศ ลดการระเหยของน้ํา ทําให้ฝนตกถึงพื้นดินมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 : การโจมตีแบบพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์
การโจมตีแบบพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ เป็นการโจมตีเมฆเย็นที่มียอดสูงกว่า 20,000 ฟุต ด้วยการ ยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ที่ยอดเมฆ ทําให้เกิดผลึกน้ําแข็งและรวมตัวกันเป็นเมฆใหญ่ตกลงมาละลายเป็นน้ําฝน
ขั้นตอนที่ 6 : การโจมตีแบบซุปเปอร์แซนด์วิช
การโจมตีแบบซุปเปอร์แซนด์วิช เป็นการโจมตีเมฆเย็นที่มียอดสูงกว่า 20,000 ฟุต โดย ประสานการโปรยสารในขั้นตอนที่ 3, 4 และ 5 พร้อมกัน บังคับให้ปริมาณน้ําในก้อนเมฆตกลงมาเป็นฝนให้มากที่สุด

"น้ำฝนที่เกิดจากการทำฝนหลวง ดื่มได้หรือไม่"
น้ำฝนที่เกิดจากการทําฝนหลวงสามารถดื่มได้แน่นอน ได้มีการตรวจวิเคราะห์แล้วว่ามีความบริสุทธิ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ําดื่มน้ําใช้ขององค์การอนามัยโลก เช่นเดียวกับน้ําฝนธรรมชาติไม่มีอันตรายต่อคน สัตว์ และพืช
"สารฝนหลวง องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เกิดฝน"
สารฝนหลวงที่ใช้ทำฝนหลวงในปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 7 ชนิด บางชนิดมีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี (hygroscopic substances) บางชนิดมีคุณมบัติเป็นแกนกลั่นตัว(CCN)ของความชื้นในบรรยากาศ บางชนิดสามารถคายความร้อนออกมาเพื่อกระตุ้น หรือ เสริมการก่อตัวและ เจริญเติบโตของเมฆ บางชนิดสามารถดูดดึงความร้อนทำให้อุณหภูมิของอากาศหรือเมฆเย็นตัวลง เร่งการกลั่นตัวของไอน้ำและเสริมความหนาแน่น ของเมฆจนเกิดเป็นฝน การเลือกใช้สารฝนหลวงแต่ละชนิด จึงพิจารณาคุณสมบัติที่กล่าวข้างต้นกับสภาวะของเมฆหรือบรรยากาศในแต่ละวันเป็นสำคัญ สารฝนหลวงที่ใช้แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ สารฝนหลวงสูตรร้อน สารฝนหลวงสูตรร้อน และสารฝนหลวงสูตรสร้างแกนกลั่นตัวของอากาศ
สารฝนหลวงสูตรร้อน
สารฝนหลวงสูตรร้อนมีคุณสมบัติเมื่อดูดซับความชื้นในอากาศ หรือทำปฏิกิริยากับน้ำ ทำใหอุณหภูมิสูงขึ้น ใช้ในสภาพผงละเอียด สารฝนหลวงสูตรร้อนที่ ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิด คือ
1. สูตร6 แคลเซียมคลอไรด์(Calcium Chloride)
2. สูตร8 แคลเซียมอ๊อกไซด์(Calcium Oxide)


สารฝนหลวงสูตรเย็น
สารฝนหลวงสูตรเย็นมีคุณสมบัติเมื่อดูดซับความชื้นในอากาศ หรือทำปฏิกิริยากับน้ำ ทำให้อุณหภูมิลดลงหรือเย็นลง สารฝนหลวงสูตรเย็นที่ ใช้ในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ
1. สูตร4 ยูเรีย (Urea)
2. สูตร19 แอมโมเนียมไนเตรท (Ammonium Nitrate)
3. สูตร 3 น้ำแข็งแห้ง (Dry Ice)


สารฝนหลวงสูตรสร้างแกนกลั่นตัวของอากาศ
สารฝนหลวงสูตรสร้างแกนกลั่นตัวของอากาศ มีคุณสมบัติเป็นแกนดูดซับความชื้นให้เข้ามาเกาะและกลั่นตัว กลายเป็นเม็ดน้ำจำนวนมาก สารฝนหลวงสูตรแกนกลั่นตัวที่ ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิด คือ
1. สูตร1 เกลือแป้ง (Sodium Chloride)
2. สารฝนหลวง สูตรฝนหลวง ท1
"ประโยชน์ของโครงการฝนหลวง"
เดิมที โครงการฝนหลวง มีเพื่อรับภาระหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน ดังนั้น นอกจากการบรรเทาปัญหาภัยแล้งแล้ว เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการร้องเพื่อขอให้ขยายการบรรเทาความเดือดร้อนที่มาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และภาวะสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ การทำฝนหลวงจึงมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการมีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ดังนี้

ด้านการเกษตร : มีการร้องขอฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงที่เกิดภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งมีผลกระทบต่อแหล่งผลิตทางการเกษตรที่กำลังให้ผลผลิตในพื้นที่ต่าง ๆ

ด้านการอุปโภค บริโภค : การทำฝนหลวงได้ช่วยตอบสนองภาวะความต้องการ น้ำกิน น้ำใช้ ที่ทวีความรุนแรงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากคุณสมบัติของดินในภูมิภาคนี้เป็นดินร่วนปนทรายไม่สามารถอุ้มซับน้ำได้ จึงไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ดีเท่าที่ควร

ด้านการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ : เนื่องจากใต้พื้นดินของภาคอีสานมีแหล่งหินเกลือเป็นจำนวนมากและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง หากยามใดอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางเกิดมีปริมาณน้ำเหลือน้อย ย่อมส่งผลให้น้ำเกิดน้ำกร่อยหรือเค็มได้ ดังนั้น การทำฝนหลวงมีความจำเป็นมากในการช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว

ด้านการเสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทางน้ำ : เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดต่ำลง จนไม่สามารถสัญจรไปมาทางเรือได้ จึงต้องมีการทำฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับบริเวณดังกล่าว เพราะการขนส่งสินค้าทางน้ำเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทางอื่น และการจราจรทางน้ำยังเป็นอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรทางบก ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมาก

ด้านการป้องกันและบำบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม : หากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดน้อยลงเมื่อใด น้ำเค็มจากทะเลอ่าวไทยก็จะไหลหนุนเนื่องเข้าไปแทนที่ทำให้เกิดน้ำกร่อย และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการทำฝนหลวง จึงช่วยบรรเทาภาวะดังกล่าว อีกทั้งการทำฝนหลวงยังช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษอันเกิดจากการระบายน้ำเสียทิ้งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยปริมาณน้ำจากฝนหลวงจะช่วยผลักสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษให้ออกสู่ท้องทะเล ทำให้ภาวะมลพิษจากน้ำเสียเจือจางลง

ด้านการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า : เนื่องจากบ้านเมืองเราเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำมากจนไม่เพียงพอต่อการใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า การทำฝนหลวงจึงมีความสำคัญในด้านดังกล่าวด้วยเช่นกัน เป็นต้น


ทั้งนี้ จากประโยชน์นานัปการของโครงการฝนหลวง อันเกิดจากพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงคำนึงถึงประโยชน์ของราษฎรชาวไทยเสมอมานั้น การขนานนามพระองค์ว่า พระบิดาแห่งฝนหลวง จึงเป็นการแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่จะคงอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน

"การขอฝนเราสามารถขอฝนทางช่องทางไหนได้บ้าง"
กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดช่องทางสําหรับร้องขอฝนไว้ 6 ช่องทางหลัก ได้แก่
1. โทรศัพท์หมายเลข 0 2940 5960-63 ต่อ 604
2. เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร (http://www.royalrain.go.th/royalrain/service)
3. จดหมาย/ตู้ปณ. 57
4. หนังสือราชการถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
5. ตู้รับเรื่องร้องเรียน ณ ที่ตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจําภาค 6.ติดต่อด้วยตนเองณหน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค



ขอขอบคุณ :
http://www.royalrain.go.th (กรมฝนหลวงและการบินเกษตร)
http://www.thairoyalrain.in.th
https://sites.google.com/site/thekhnoloyisansnthes1
https://hilight.kapook.com/view/78415
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
21-29°C
เชียงใหม่
20-24°C
นครราชสีมา
18-27°C
ชลบุรี
22-31°C
นครศรีธรรมราช
24-27°C
ภูเก็ต
25-28°C
perdsorb
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×