เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
"เข้าไว ออกไว ไม่เจ็บ" คาถานำทำสวนเลมอน
16 พฤษภาคม 2561
1,459
มนุษย์เงินเดือนหรือพนักงานออฟฟิศร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้างไปชั่วชีวิต หลายคนจึงมองหาอาชีพเสริมกันไว้ เพื่อเตรียมพัฒนาต่อยอดมาเป็นอาชีพหลัก "คุณวัชระ จันทร์เมือง" ก็เคยเป็นนายธนาคาร ทำงานเข้าเก้าโมงเช้า ออกห้าโมงเย็นเหมือนคนอื่นๆ แต่เมื่อเห็นความไม่มั่นคงของงานออฟฟิศ บวกกับความเบื่อหน่ายในวงจรชีวิตแบบเดิมๆ เขาจึงเลือกเส้นทางใหม่สายเกษตร และ "เลมอน" หรือมะนาวฝรั่งคือ พืชที่เขาสนใจ
มองให้ไกลแล้วไปให้ถึง

"ผมไม่เคยคลุกคลีกับวงการเกษตร" คุณวัชระกล่าวพร้อมรอยยิ้ม แต่ทีมงานรักบ้านเกิดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะหากทอดสายตามองไปยังพื้นที่กว่า 10 ไร่ของ "สามชุกเลมอนฟาร์ม" ที่เต็มไปด้วยเลมอนหรือมะนาวฝรั่งหลายสายพันธุ์แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของจะเริ่มจาก 0

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2556-2557 หรือราว 3 ปีที่แล้ว คุณวัชระ จันทร์เมือง เจ้าของสามชุกเลมอนฟาร์ม ได้หันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือน และเลือกเดินบนเส้นทางสายเกษตร ด้วยเหตุผลผลักคือ "กระแส" ซึ่งกระแสหรือ "เทรนด์" ก็เกิดจากการศึกษาและการดูตลาด โดยอาศัยประสบการณ์ด้านธุรกิจและการธนาคารซึ่งเขาสั่งสมมา เป็นอาวุธเพื่อกรุยทางสู่เส้นทางสายเกษตรอย่างเต็มตัว "แผนธุรกิจ คือ ทำตัว (สินค้าหรือพืช) ที่มันเป็นกระแส ถ้าเราลงมาแล้วเราบริหารจัดการได้ มันจะ "ไว" ครับ ในเรื่องธุรกิจนะ "ไว" คือ เข้าไว ออกไว ไม่เจ็บ"

คุณวัชระเริ่มต้นด้วยการทำสวนมะนาวไทย หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Lime (ไลม์) ลูกกลมๆ เล็กๆ เพราะช่วงนั้นมะนาวกำลังเป็นที่นิยม เรียกว่ากระแสกำลังมา แต่ไม่ได้เน้นหนักที่การขาย ผลมะนาว แต่เน้นการขายกิ่งพันธุ์มะนาวมากกว่า

"ผมเน้นขายกิ่งพันธุ์ 80% ขายผล 20% ซึ่งถือเป็นจำนวนกิ่งพันธุ์ที่ขายออกไปได้เยอะ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ในช่วงนั้นเป็นมนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศที่อยากทำเกษตรเป็นอาชีพเสริม ผมจึงมองว่าไม่นานตลาดมะนาวจะตันเพราะคนแห่มาทำกันเยอะ"

"ตอนลงมะนาว เราก็เริ่มทำการตลาดบนโซเชียล เราต้องมองต่อว่าเราจะไปอย่างไร เราประเมินแล้วว่า เราขายวันละ 3,000 กิ่งเนี่ย ปีหนึ่งๆกิ่งพันธุ์ออกไปจากเราเท่าไหร่ นี่แค่เฉพาะสวนเรานะ แล้วคนอีกเท่าไหร่ที่ลงมาทำแบบนี้ ยังไงตลาดก็ต้องตัน ผมก็เลยวางแผนล่วงหน้า 1ปี ศึกษาเรื่องเลมอนต่อ นำต้นพันธุ์เข้ามา(จากต่างประเทศ) ขยายรอ พอถึงเวลา ปั้นเลมอนต่อเลย ซึ่งพอเราเป็นอย่างนี้คนอื่นจะตามไม่ทัน เพราะเราเตรียมไว้หมดแล้ว"
จะ "ไทย" หรือ "เทศ" ก็พี่น้องกัน

ด้วยความชื่นชอบพืชพันธุ์ในกลุ่ม Citrus อยู่แล้ว เมื่อมองว่าตลาดมะนาวไทยจะถึงทางตันในเวลาไม่นาน คุณวัชระจึงขยับขยายไปหา "มะนาวฝรั่ง" หรือ เลมอน ซึ่งในช่วงนั้นเมืองไทยไม่มีสวนเลมอนที่เปิดเป็นกิจการเต็มตัวเลย รวมถึงข้อมูลต่างๆก็ต้องศึกษาของต่างประเทศเป็นหลัก แน่นอนว่างานนี้ไร้คู่แข่งทางการตลาด แต่คุณวัชระก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะความ "ไว" เป็นเรื่องสำคัญ

"ผมศึกษาเรื่องสายพันธุ์ โดยเน้นข้อมูลจากอเมริกาและออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ และเริ่มนำเข้าต้นแม่พันธุ์เลมอนจากอเมริกาและออสเตรเลีย และมีจากยุโรปบ้างประปราย"

เลมอน มีชื่อเรียกอื่นที่พอรู้จักกันคือ มะนาวเทศ, มะนาวฝรั่งและมะนาวนมยาน จัดอยู่ในตระกูลส้ม มีถิ่นกำเนิดในแถบยุโรปและอเมริกา ลักษณะเป็นไม้พุ่ม มีหนามเฉพาะปลายยอด ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลมักเป็นรูปกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม เมื่อยังอ่อน ผลเป็นสีเขียว เมื่อสุกจึงจะเป็นสีเหลือง เนื้อในมีส่วนประกอบของกรดซิตริก (Citric Acid)ประมาณ 5% ทำให้เลมอนมีรสชาติเปรี้ยว

เลมอนกับมะนาวไทยหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lime นั้นจัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน ต่างกันเพียงลักษณะผลและรสชาติเท่านั้น คือ มะนาวไทยที่เราคุ้นเคยจะมีผลกลมเล็ก เปลือกสีเขียวและรสชาติเปรี้ยวแหลมกว่าเลมอน และด้วยความที่เป็นพี่น้องกันนี่เอง ถึงแม้ต้นพันธุ์เลมอนจะมาจากเมืองนอก ก็ไม่ได้มีปัญหากับอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยแต่อย่างใด

"จริงๆพวกซิตรัส (Citrus) เป็นพืชสำหรับเมืองร้อนอยู่แล้ว ไม่ใช่พืชเมืองหนาว อย่างที่ปลูกกันในอเมริกาหรือออสเตรเลียก็ปลูกในโซนร้อน แต่อุณหภูมิบ้านเค้าอาจไม่ได้ไปแตะ 37-38 องศาอย่างบ้านเรา แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว(เข้ากับอากาศบ้านเรา) แต่ตัวที่ผมทำกิ่งพันธุ์ขายจะเป็นไม้โซนเมืองร้อนอยู่แล้ว" คุณวัชระอธิบาย
3 พันธุ์ยอดนิยม

ปัจจุบันสามชุกเลมอนฟาร์มมีพันธุ์เลมอนกว่า 10 กว่าสายพันธุ์แต่ที่ขายจริงจังมีประมาณ 5-6 สายพันธุ์เท่านั้น โดยที่นิยมมากที่สุดและคุณวัชระแนะนำให้ผู้สนใจปลูกมี 3 สายพันธุ์ คือ ยูเรก้า (Eureka), ลิสบอน (Lisbon) และเมเยอร์ (Meyer)

"เลมอนที่นี่จะแบ่งเป็นกลุ่มเป็นประมาณ 4-5 กลุ่ม อย่างกลุ่มยูเรก้าจะมีสายพันธุ์แยกย่อยไปอีก 10 กว่าสายพันธุ์ แต่ที่นิยมในบ้านเราคือ ยูเรก้าสายพันธุ์ดั้งเดิมและยูเรก้าอัลเลน นอกจากนี้ก็มีลิสบอน, เมเยอร์ อิมพลูฟ (Meyer Improved) ซึ่งผลของเมเยอร์ในบ้านเราไม่มีขายเลย อยากรับประทานต้องไปที่อเมริกาเท่านั้น อีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มไฮบริด เช่น เวอร์น่า ซึ่งค่อนข้างใหม่"

เลมอนพันธุ์ยูเรก้า (Eureka)

ยูเรก้าเลมอน มีถิ่นกำเนิดที่ในแถบยุโรปและรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ลักษณะผลยาวรี คล้ายลูกรักบี้ แต่ทรงผลไม่ค่อยเสมอกัน ทั้งปลายผลทั้ง 2 ด้านมีติ่งแหลมยาวยื่นออกมาเป็นเอกลักษณ์ เปลือกผลหนา ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกเป็นสีเหลือง เปลือกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยทั่วไปผลของยูเรก้าจะมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ เมล็ดน้อยหรือแทบไม่มีเลย ลักษณะเด่นคือ ติดผลไวและผลดก ออกดอกเป็นช่อแต่การติดผลจะติด 1-2 ผลต่อยอด หนามยาว การเดินกิ่งออกแนวเลื้อยออกข้างมากกว่าขึ้นบน

"ยูเรก้าเด่นในเรื่องความหอม จำนวนเมล็ดน้อย เปรี้ยวปานกลาง เปรี้ยวน้อยกว่าลิสบอน ข้อเสียเดียวคือ ทรงผลไม่สวย มีจุกยาว การตอบรับในเมืองไทยจึงน้อยเพราะบ้านเราติดเรื่องรูปร่าง รูปลักษณ์ภายนอกของผล คือ ชอบมนกลมสวย ส่วนตัวผมชอบใช้ยูเรก้ามาทำเลมอนแคนดี้และแยมเลม่อนเพราะมีความหอมที่เด่นชัด เมล็ดน้อยและเนื้อค่อนข้างแข็งกว่าลิสบอน"


เลมอนพันธุ์ลิสบอน (Lisbon)

ลิสบอนเลมอน มีถิ่นกำเนิดในโปรตุเกส นิยมปลูกมากในรัฐแคลิฟอร์เนียและประเทศออสเตรเลีย ให้ผลผลิตที่สูงเช่นเดียวกับพันธุ์ยูเรก้า แข็งแรง ทนต่อสภาวะอากาศทั้งความร้อนและลมแรงได้ดี ส่วนผลมีขนาดเล็กกว่าเลมอนพันธุ์ยูเรก้าเล็กน้อย ทรงผลกลมมนสวย ผิวเรียบเนียนและใสกว่ายูเรก้า ต่อมน้ำมันเล็กกว่ายูเรก้า ส่งผลให้กลิ่นหอมน้อยกว่า มีจุกตรงท้ายลูกขนาดเล็ก จุดสังเกตวงแหวนรอบจุก จะมีจุดนูนคั่นอยู่ ส่วนใหญ่จะมี 10 กลีบรอบแกนกลางของลูก เมล็ดเยอะกว่าและรสชาติเปรี้ยวกว่ายูเรก้าเลมอน ใบค่อนข้างหนากว่ายูเรก้า ผิวใบเรียบแต่ลักษณะใบมีบิดบ้าง หนามแทบจะไม่มียกเว้นกิ่งกระโดง แต่ไม่ใช่หนามยาวมาก เนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง เจริญเติบโตแนวบนมากกว่าแนวข้าง การแตกยอดเกิดขึ้นบ่อยและเยอะ ส่วนดอกจะเป็นสีม่วงค่อนข้างเข้ม ลักษณะดอกจะสั้นกว่ายูเรก้า ลักษณะการติดลูกจะติดทั่วทรงพุ่มรวมถึงในทรงพุ่มด้วย

เลมอนพันธุ์เมเยอร์ (Meyer) หรือ เมเยอร์ อิมพลูฟ (Meyer Improved)

เมเยอร์เลมอน ถือกำเนิดในประเทศจีน เป็นเลมอนลูกผสมระหว่างส้มแมนดารินกับเลมอน จึงมีความพิเศษจากเลมอนทั่วไป คือ มีความหวานปนและความเปรี้ยวน้อยกว่าเลมอนพันธุ์อื่น ผลทรงคล้ายส้ม ผิวเรียบสวยสีเหลือง กลิ่นหอมเย็น เลมอนพันธุ์เมเยอร์ได้มีการนำเข้าไปขยายพันธุ์ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปีค.ศ. 1908 โดยแฟรงค์ เอ็น เมเยอร์ ซึ่งเป็นที่นิยมและปลูกมากในรัฐแคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดาและเท็กซัส ต่อมาในปีค.ศ. 1950 เมเยอร์ติดเชื้อไวรัส รัฐแคลิฟอร์เนียจึงสั่งทำลายทิ้งทั้งหมด จนมาในปีค.ศ. 1975 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้พัฒนาสายพันธุ์เมเยอร์ที่ปลอดเชื้อไวรัสได้สำเร็จ จึงตั้งชื่อว่า เมเยอร์ อิมพลูฟ เลมอน(Meyer Improved Lemon) ซึ่งเมเยอร์พันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่มีความทนทานและเจริญเติบโตได้ดีกว่าตัวเดิม

"เมเยอร์มันได้เปรียบตรงที่ว่าบ้านเราไม่มีการเอาผลเข้ามาขาย คุณไม่มีคู่แข่งแน่ๆ แต่คุณต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้ ว่ามันใช้ลักษณะไหน ประโยชน์มันคืออะไร อย่างถ้าไปทานกับอาหาร ต้องใช้เมเยอร์เพราะมันไม่เปรี้ยวเหมือนตัวอื่น มันจะมีความหวานของส้มแมนดารินเข้ามา มันก็เหมาะที่จะอยู่กับจานอาหารหรือเอาไปทำเบเกอรี่ แต่ถ้าเอาไปทำน้ำหรือต้องการความจี๊ดจ๊าด ต้องไปยูเรก้า ไปลิสบอน หลักๆคือผู้ปลูกต้องให้ความรู้กับผู้ใช้ว่าคุณจะต้องใช้แบบไหน พันธุ์ไหนกับแต่ละผลิตภัณฑ์"
ตลาดขายผลยังสดใส

หากพูดกันถึงเรื่องของตลาดเลมอนในบ้านเราแล้ว ปัจจุบันเลมอนที่ปลูกเองในประเทศมีไม่ถึง 1% นอกนั้นเป็นเลมอนนำเข้าทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามการนำเข้าเลมอนตามเงื่อนไขของกรมควบคุมโรคก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น หากจะปลูกเพื่อขายผลในประเทศกันเอง ตลาดยังถือว่าสดใสเลยทีเดียว "แต่ก่อนเราเคยนำเข้าจากแอฟริกาและออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันแอฟริกาโดนขึ้นบัญชี ส่วนออสเตรเลียก็ไม่ค่อยส่งออกมาไทยแล้วเพราะเขามีตลาดแปรรูปในประเทศเองและส่งออกให้กับอเมริกาเป็นหลัก" คุณวัชระ ผู้ช่ำชองเรื่องการตลาดเลมอนของไทยกล่าว

"เลมอนนี่นะ อีก 5ปี ก็ยังเล่นได้สบาย แต่คุณต้องมอง After Market อย่ามองการขายกิ่ง เพราะถ้ามองการขายกิ่ง พูดง่ายๆคือ ตีผมยาก เพราะว่าผมมาก่อนแล้ว ผมเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว คุณถึงต้องมองเรื่อง After Market คือ เรื่องของการแปรรูปหรือตลาดผล ซึ่งมันยังไปของมันได้ เพราะว่ายังไม่มีใครทำ"

หลักใหญ่ใจความคือ ไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดใด สิ่งที่ต้องคิดเป็นอย่างแรกเลย ก็คือ "จะขายให้ใครและจะเข้าถึงผู้ซื้อได้อย่างไร" หรือตามศัพท์การตลาดเรียกว่า จะเจาะตลาดอย่างไร "ถามว่าตลาดมีไหม มีครับ มีเยอะด้วย เพราะกระแสมันเพิ่งจะมาเอง แต่เราไปถึงคนกลาง คนที่คุมตลาดได้ไหม เพราะว่าผู้ใช้เองอย่างร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ เขามองว่า ถ้าเขาดีลกับคนกลาง เขามีคนส่งให้เขาได้ตลอด ไม่ต้องวิ่งหาของ แต่ถ้าเขารับจากชาวสวนหรือรายย่อย บางครั้งมี บางครั้งไม่มี ไหนจะเรื่องคุณภาพอีก มันเป็นปัญหาของเกษตรกรที่เจาะตลาดไม่ได้"

นั่นหมายถึงว่า หากเกษตรกรเริ่มปลูกโดยมุ่งเป้าหมายในการขายผล สร้าง "Story" หรือ "เรื่องราว" ของเลมอน เช่น ความน่าสนใจ ประโยชน์ การแปรรูป ฯลฯ ให้ผู้บริโภครู้จักแล้ว ยังไงก็ขายได้แน่นอน การทำการตลาดแบบนี้ นักการตลาดรู้จักกันในชื่อว่า "การตลาดแบบป่าล้อมเมือง"
การตลาดแบบ "ป่า(เลมอน)ล้อมเมือง"

"ผมทำการตลาดแบบ "ป่าล้อมเมือง" คือ เราทำให้กระแสมันมาก่อน ทำเป็นตลาดเฉพาะไป" หรือ "การสร้างกระแส" ให้คนกลุ่มเล็กๆรู้จักสินค้าของเราก่อนนั่นเอง

ตามหลักการตลาดแล้ว "ป่าล้อมเมือง" เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะเน้นการทำตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดก่อนเมืองหลวงหรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจ โดยการทำการตลาดแบบนี้จะเริ่มจากการหาลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่มีการแข่งขันน้อยก่อน โดยใช้งบประมาณที่น้อยกว่าในการทำการตลาด เช่น การขายสินค้าในเขตชานเมืองหรือต่างจังหวัด จะว่าไปแล้ว การทำการตลาดแบบ "ป่าล้อมเมือง" นับว่าเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า เพราะประชากรในต่างจังหวัดย่อมมีมากกว่าในเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพฯแน่นอน

ในบ้านเราตอนนี้ มีสินค้าที่โฆษณาว่าเป็น "รสเลมอน" อยู่ไม่น้อย แต่เรียกได้ว่าเกือบร้อยเปอร์เซนต์ เป็นเลมอนที่เกิดจากการแต่งรส แต่งกลิ่นเลียนแบบเลมอนของจริงเท่านั้น "บริษัทใหญ่ๆยังไม่มีใครทำ (นำเลมอนมาแปรรูป) จะเป็นกลุ่มน้ำผลไม้ กลุ่มแยม คือ ไม่มี (เน้นเสียง) เพราะเขาไม่สามารถนำผลจากต่างประเทศเข้ามาทำพวกนี้ได้ ต้นทุนมันสูง" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เรานำเลมอนไปใช้ประโยชน์ทั้งในการทำอาหารคาว อาหารหวาน เบเกอรี่ แยมและเครื่องดื่ม ล่าสุด เลมอนก็เข้ามามีบทบาทในการทำดราฟท์เบียร์แล้ว ดังนั้นหากเกษตรกรจะเริ่มมองหาช่องทางทางการตลาดและปลูกเลมอนเพื่อจำหน่ายผลสดให้กับร้านอาหารหรือโรงงานต่างๆ หนทางก็ยังสดใส ไร้คู่แข่ง เหมือนที่คุณวัชระย้ำไว้ว่า "ต้องเปิดตลาด มองให้ไกล คิดก่อน ทำก่อน เพราะคู่แข่งจะน้อย"
ปลูกง่าย ได้ผลดี

นอกจากข้อคิดในเรื่องการตลาดที่มีรายละเอียดน่าสนใจแล้ว คุณวัชระยังแนะนำวิธีการปลูกเลมอนแบบไม่มีกั๊กให้ชาวรักบ้านเกิดที่สนใจได้ทราบดังนี้

- เลมอนเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งแบบกลางแจ้งและในโรงเรือน แล้วแต่เป้าหมายของเกษตรกร แต่ระยะห่างในการปลูก ควรมีระยะระหว่างต้น-แถว ไม่น้อยกว่า 3x3 เมตร หากปลูกลงดินควรเพิ่มระยะเป็น 4 เมตรเพื่อความสะดวกในการจัดการสวนเมื่อต้นโตแล้ว แต่ที่สามชุกเลมอนฟาร์ม จะเน้นเรื่องความสะดวกในการจัดการสวนมากกว่า จึง ปลูกเลมอนในวงซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร

- ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน ระบายน้ำได้ดี เพราะหากมีน้ำขังหรือระบายน้ำไม่ดี จะพบปัญหาโคนเน่า โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงอายุ 3 เดือน ส่วนที่สามชุกฟาร์มจะใช้ดินผสมใบก้ามปู อาจผสมแกลบดิบเก่าหรือกากมะพร้าวสับเพิ่มเติมก็ได้ อัตราส่วนผสมอยู่ที่ 1:1:1 อย่างไรก็ตาม คุณวัชระแนะว่าจริงๆแล้วดินทั่วไปใช้ได้หมดเพราะเราสามารถปรับปรุงดินได้ แม้แต่ดินแดง ดินลูกรังก็ปลูกเลมอนได้ แถมยังดีเสียอีกเพราะปัญหาเรื่องระบบรากไม่มี

- หากปลูกลงดิน ควรขุดหลุมให้มีขนาด 30x30 เซนติเมตร แล้วใส่ดินที่ผสมไว้ให้เกือบเต็ม ไม่ควรขุดหลุมลึกเกินไป เพราะมีโอกาสรากเน่าสูงเนื่องจากความชื้นในดินสูงเกินไป

- การนำกิ่งพันธุ์ลงปลูก ควรใช้กิ่งพันธุ์ที่ชำไว้ในถุงดำก่อน อย่างน้อย 10 วัน เพราะระบบรากจะพร้อมมากกว่า โดยนำขุยมะพร้าวหรือวัสดุที่ใช้ชำออกบางส่วน ให้เห็นรากของกิ่งพันธุ์แทงออกมา ก่อนวางลงบนที่ปลูกแล้วใช้ดินกลบจนมิดราก

- ใช้ไม้ปักและใช้เชือกมัดยึดติดกิ่งพันธุ์ในลักษณะทำมุมเฉียงประมาณ 45-60 องศาเพื่อป้องกันการโยกของกิ่งพันธุ์

- รดน้ำหลังการปลูกให้ชุ่ม และควรให้น้ำทุกวันในตอนเช้าแค่พอชื้น เมื่อต้นตั้งตัวได้ (ประมาณ 15 วัน) ลดการให้น้ำเหลือแค่วันเว้นวัน แต่ถ้าความชื้นในดินสูงสามารถงดการให้น้ำมากกว่า 1 วันได้ โดยที่สามชุกเลมอนฟาร์มจะเปิดมินิสปริงเกอร์ให้น้ำวันละ 1 ครั้งในตอนเช้า เหมือนการรดน้ำมะนาวทั่วไป

- โดยทั่วไปเลมอนให้ผลผลิตราว 500 ผลต่อปี น้ำหนักอยู่ที่ 150-160 กรัมต่อผล
การดูแล

การดูแลเลมอนโดยทั่วไปถือว่าน้อยกว่ามะนาวไทย แถมเลมอนยังทนต่อโรคแคงเกอร์มากกว่ามะนาวไทยด้วย "เท่าที่ผมทำมา ยังไม่เจอ ผมไม่ใช้ยาแคงเกอร์เลย" คุณวัชระกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักๆที่พบคล้ายกับมะนาวคือ หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ไรแดง ซึ่งหากจะใช้วิธีทางชีวภาพเข้าป้องกันและควบคุม แนะนำให้ใช้น้ำส้มควันไม้ หรือสารชีวภาพที่มีส่วนผสมของยาฉุนและยาเส้นเป็นหลัก โดยสูตรต่างๆหาได้จากเว็บไซต์รักบ้านเกิด เช่น

ภูมิปัญญาชาวบ้านการกำจัดโรคแคงเกอร์มะนาว https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=8742&s=tblplant

การกำจัดมวนเขียวในสวนมะนาวโดยไม่ใช้สารเคมี https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=9044&s=tblplant

การกำจัดเพลี้ยไฟโดยไม่ใช้สารเคมี https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=4816&s=tblplant

กำจัดแมลงศัตรูสวนมะนาวได้ทั้งปีด้วยน้ำส้มควันไม้ https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=9716&s=tblplant

- การใส่ปุ๋ยทางดินระยะ 1-3 เดือนแรกใช้สูตร 24-7-7 เริ่มใส่หลังจากปลูก 15 วันและรอบต่อไป ให้ใส่ทุก 10 วันโดยใส่ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ โรยรอบๆต้นให้ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 คืบ ควรรดน้ำให้ชุ่มก่อนการใส่ปุ๋ยและเมื่อใส่ปุ๋ยแล้วให้รดน้ำอีกครั้งจนปุ๋ยละลายหมด

- ระยะหลัง 3 เดือน ใช้สูตร 21-7-14, 19-9-19 หรือ 20-8-20 ใส่ทุกๆ 10 วัน ปริมาณ 1 กำมือ (โดยดูตามขนาดทรงพุ่ม ถ้าใหญ่ให้ใส่ 2 กำมือ) โดยที่สามชุกฟาร์มไม่ได้เน้นการเร่งดอก เน้นบำรุงต้นให้สมบูรณ์อย่างเดียวก็ออกผลเต็มที่แล้ว แต่หากใครต้องการเร่งดอก ก็สามารถใช้ฮอร์โมนไข่เข้าช่วยได้

- ปุ๋ยทางใบใช้สูตร 32-12-8 หรือ 25-5-5 หรือ 18-6-12 ทุกๆ 10 วัน

ข้อควรระวัง ในการปลูกเลมอนพันธุ์ยูเรก้าที่คุณวัชระฝากบอกมา คือ เลมอนพันธุ์นี้มีทรงพุ่มที่ทึบและหนามเยอะ จึงต้องตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งค่อนข้างบ่อย นอกจากนี้เลมอนพันธุ์นี้ยังเสี่ยงกับปัญหารากเน่า โคนเน่า จึงควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มาจากการเสียบยอดหรือเน้นการปลูกลงดินที่ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขัง
การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์เลมอน ทำได้ทั้งการตอนกิ่งและเสียบยอด แต่ที่สามชุกเลมอนฟาร์ม เน้นการเสียบยอดกับต้นส้มโอ เพราะส้มโอเป็นพืชท้องถิ่นที่ไม่ต้องปรับสภาพอะไรอยู่แล้ว เมื่อเสียบยอดแล้วจะอบในโรงเรือนเป็นเวลา 30 วัน ก่อนนำออกมาพักในร่มราว 5-6 วัน แล้วจึงนำลงแปลง หากไม่อบ ต้องริดใบทิ้งทั้งหมดเพื่อลดการคายน้ำ โดยทั่วไปเมื่อนำกิ่งไปปลูกลงแปลงแล้ว จะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี เลมอนจึงเริ่มให้ผลผลิต

แรกเริ่มเดิมที คุณวัชระเคยตอนกิ่งเลมอนเพื่อขยายพันธุ์ตามความต้องการของลูกค้าที่ชอบกิ่งตอนมากกว่า แต่ก็ต้องประสบปัญหาของการตอนกิ่ง คือ ความยากในการจัดทรงพุ่ม และปัญหาโคนเน่าง่ายกว่าการเสียบยอด

นอกจากนี้ คุณวัชระยังเคยใช้พืชอื่นเป็นต้นหลักแทนส้มโอ เช่น มะขวิด แต่ก็พบว่ามะขวิดมีปัญหาเรื่องการลำเลียงอาหาร "มะขวิดจะมีพฤติกรรมการเลี้ยงตัวเอง คือ ไม่ส่งอาหารไปเลี้ยงยอด ตอจึงใหญ่ ข้างบนแคบขอด อาจมีคนเถียงว่ามะขวิดทนแล้งได้ดี แต่ผมจะย้อนว่าถ้าคุณปลูกพืชแต่ไม่รดน้ำ พืชไหนก็ตาย ถ้าคุณอยากได้ผล คุณก็ต้องดูแลเรื่องน้ำ"
"คิดก่อน ทำก่อน สำเร็จก่อน"

ปัจจุบัน สามชุกเลมอนฟาร์มยังคงเน้นการขายกิ่งพันธุ์เลมอนเป็นหลัก เหมือนดังเช่นที่เคยขายกิ่งพันธุ์มะนาวไทยสมัยแรกเริ่ม คิดเป็นร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดของสวนแห่งนี้ ส่วนอีก 20% นั้นมาจากการขายผลสดที่ราคากิโลกรัมละประมาณ 80 บาท และการแปรรูปซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งลูก เช่น การทำเลมอนดองน้ำผึ้ง เลมอนแคนดี้และแยม โดยเฉพาะแยมเลมอนที่ไม่ต้องใช้เพคตินสังเคราะห์เลย เพราะเมล็ดของเลมอนมีสารคล้ายกับเพคติน ที่ทำให้เนื้อสัมผัสเป็นเจล มีความนุ่ม หยุ่น อยู่แล้ว

ลูกค้าส่วนใหญ่ของสามชุกเลมอนฟาร์มจะมาจากทางโซเชียล คือ เฟซบุ๊คแฟนเพจและการบอกกล่าวแบบปากต่อปากเป็นหลัก หลายคนอาจมองว่ารายได้น่าจะไม่มั่นคงแน่นอนหรืออาจจะมองว่าคุณวัชระ ผู้มองการณ์ไกล คิดไปล่วงหน้า คงกำลังเล็งพืชตัวใหม่ไว้เป็นแน่ แต่คุณวัชระกลับบอกว่า "ยังครับ ผมคิดว่าเลมอนอยู่ได้ไปอีกสักพักใหญ่ๆเลยล่ะ" คำพูดนี้น่าจะสร้างแสงสว่างเรืองรองให้กับท่านที่สนใจจะปลูกเลมอนหรือเกษตรกรที่กำลังมองหาพืชชนิดใหม่มาปลูกอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่ขออย่างเดียว อย่าลืมคำสำคัญที่ว่า "คิดก่อน ทำก่อน" จึงจะสำเร็จก่อน ก็เท่านั้น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
คุณวัชระ จันทร์เมือง เจ้าของ "สามชุกเลมอนฟาร์ม" จังหวัดสุพรรณบุรี
www.facebook.com/สามชุกเลมอนฟาร์ม
https://medthai.com/เลมอน
ข่าวไทยรัฐ ออนไลน์ https://www.thairath.co.th/content/102424
ป่าล้อมเมือง กลยุทธ์การตลาดที่ควรรู้ https://www.makewebeasy.com/blog/2015/
เก๋าเกมส์ธุรกิจ รู้จักกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง https://moneyhub.in.th/article/business-trick-2-2/
กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองกับการเริ่มต้นธุรกิจ http://www.thaismescenter.com/
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
26-30°C
เชียงใหม่
22-30°C
นครราชสีมา
25-31°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
26-32°C
ภูเก็ต
27-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×