เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
"แดงเจ้าพระยา" มณีแดงแห่งวงการผลไม้ไทย
30 เมษายน 2561
2,214
"เพชรดีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต..." ส่วนหนึ่งของบทกลอนเรื่องแร่รัตนชาติของไทย ผุดขึ้นมาในความคิดทันทีที่เห็น "ทับทิม" ผลไม้มงคลสีแดงสดสวยที่มีชื่อพ้องกับอัญมณี แม้ว่าคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆจะเป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลายคน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับประทานทับทิมผลสดไม่น่าพิสมัยนักก็คือ "เมล็ด" ที่แข็งและเยอะ ชนิดที่ว่าต้อง "กินไปบ้วนไป" จนเมื่อยปาก แต่ "ทับทิมพันธุ์แดงเจ้าพระยา" มาเปลี่ยนความน่าเบื่อนั้นไปเสียสิ้น เพราะเมล็ดนิ่มจนเคี้ยวกลืนไปได้แบบสบายๆ เราจึงขอมอบตำแหน่ง "มณีแดงที่ล้ำค่าแห่งวงการผลไม้" ให้แก่ทับทิมพันธุ์นี้ไปอย่างไร้ข้อกังขา
เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้น "เมล็ด"

ทับทิมเมล็ดนิ่ม พันธุ์แดงเจ้าพระยา เกิดจากการกลายพันธุ์อย่างถาวรของทับทิมอินเดียพันธุ์ดั้งเดิม โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับทับทิมทั่วไปเกือบทุกอย่าง คือ Punica Granatum Linn. อยู่ในวงศ์ PUNICACEAE ทับทิมเป็นไม้พุ่ม สูงราว 2-5 เมตร กิ่งเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม ใบรี ปลายใบแหลม โคนใบมนแคบ ใบอ่อนเป็นสีแดงอมชมพูแต่เมื่อใบแก่ขึ้นจะเป็นสีเขียว ดอกสามารถออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อราว 2-5 ดอกตามซอกใบและปลายยอด กลีบดอกเป็นสีส้มอมแดง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีส้มอมเหลืองหนาและแข็ง ปลายเป็นแฉกแหลม 6 แฉก ผลเป็นรูปกลมหรือกลมแป้น ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 4-6 ขีดต่อผล เปลือกผลเป็นสีแดงเข้มเจือน้ำตาล
สวนคุณพร ทับทิมเมล็ดนิ่ม สมุทรสงคราม

เนื่องจากทับทิม โดยเฉพาะทับทิมเมล็ดนิ่มถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ทีมงานรักบ้านเกิดจึงลงพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกทับทิมพันธุ์แดงเจ้าพระยา คือ คุณประสาทพร ภู่ทอง หรือ ลุงพร เจ้าของ "สวนคุณพร" แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดสมุทรสงคราม

คุณลุงพรเล่าว่า เมื่อราว 8 ปีที่แล้ว ตนได้กิ่งพันธุ์ทับทิมเมล็ดนิ่ม พันธุ์แดงเจ้าพระยามาจากจังหวัดนครสวรรค์จำนวน 5 กิ่ง ก่อนนำมาตอนเพิ่มเองอีกจนได้ 50 กิ่ง ซึ่งช่วงทดลองถือเป็นความท้าทายเพราะดินในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบนส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว แต่ทับทิมเป็นพืชที่ชอบดินร่วน คุณลุงจึงต้องมีเทคนิคในการปรับปรุงดินและปรุงอาหารให้เป็นที่โปรดปรานของทับทิม ซึ่งผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจคือ ผลทับทิมสีแดงสด เมล็ดใหญ่ แต่เมล็ดภายในนิ่ม มัน ไม่ฝาด รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เรียกว่ารสชาติดีเหมือนพันธุ์ดั้งเดิมที่ได้มาจากนครสวรรค์เลยทีเดียว
ดินดี ทับทิมโดน!

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ทับทิมชื่นชอบดินร่วนซุย แต่พื้นที่ของคุณลุงพรเป็นดินเหนียว คุณลุงจึงต้องเริ่มจากการปรับปรุงดิน โดย "การทำให้ดินสุก" ซึ่งวิธีการก็คือ ไถดินขึ้นมาผึ่งแดด ประมาณ 20 วันขึ้นไปจนดินคลายตัวจากกัน มีความร่วนซุยมากขึ้น นอกเหนือจากการ "ทำให้ดินสุก" แล้ว คุณลุงพรยังต้องเพิ่มสารอาหารในดินให้กับทับทิม โดยการนำดินที่สุกแล้วไปผสมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกและหญ้า โดยคุณลุงแนะนำให้ใช้มูลไก่ เป็นหลักเพราะมีปริมาณไนโตรเจนและธาตุอาหารสูงกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น "จริงๆขี้ค้างคาวดีที่สุด ทับทิมที่ได้จะหวาน สีเข้ม แต่ปัจจุบันมีปุ๋ยขี้ค้างคาวปลอมเยอะ เลยใช้ปุ๋ยขี้ไก่แทน ก็ได้เหมือนกัน" คุณลุงกล่าว
"ปลูกไม่ยาก ดูแลยากกว่า"

ปัจจุบัน พื้นที่สวนเกษตรของคุณลุงพรมีเนื้อที่ 14 ไร่ แต่แบ่งมาทำสวนทับทิมเมล็ดนิ่ม 2 ไร่ ซึ่งคุณลุงกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ทับทิมทั้ง 2ไร่นี้คุณลุงปลูกและดูแลเองทั้งหมด จะมีจ้างแรงงานบ้างก็ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก คุณลุงห่อผลเองไม่ทันเท่านั้น

ที่ "สวนคุณพร" การปลูกทับทิมจะมีทั้งแบบยกร่อง คือ ปลูกลงดินเป็นแถว 2 แถวต่อร่อง แต่ละต้นจะมีระยะห่างกันประมาณ 2.50- 3 เมตร และแบบปลูกในวงซีเมนต์ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตรซึ่งในวงซีเมนต์มีดิน มูลไก่ กากมะพร้าวสับรองเป็นฐาน "การปลูกจริงๆเราไม่ต้องใส่วงหรอก (แต่ที่ปลูกในวงซีเมนต์) นี่เราทดลองดู" เมื่อลองแล้วจึงรู้ว่า การปลูกลงดินนั้น ทับทิมจะเติบโตได้ดีและงามกว่า นอกจากนี้คุณลุงพรยังแนะว่าหากใครปลูกจำนวนน้อย เน้นหนักเรื่องเกษตรอินทรีย์ ก็สามารถปลูกในโรงเรือนได้ แม้กระทั่งการปลูกทับทิมในกระถางนั้นไม่เพียงแต่ทำได้แต่ยังออกผลให้ชื่นใจมาแล้ว

จากการลองผิดลองถูกมากว่า 8 ปี คุณลุงพรจึงรู้ว่า ทับทิมชอบแดดมาก ถ้าไม่ได้รับแดดเพียงพอ ต้นจะไม่แข็งแรง แต่เรื่องน้ำไม่ใช่ปัญหา เพราะทับทิมไม่ชอบน้ำมากนัก ให้น้ำ 2 วันครั้งก็สามารถทำได้ คุณลุงจะเน้นหนักเรื่องการดูแลและบำรุงต้นทับทิมมากกว่า โดยการใส่ปุ๋ยมูลไก่ให้ตลอด และเพิ่มการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เมื่อพบว่าต้นทับทิมไม่งามเท่าที่ควร ซึ่งทุกอย่างไม่มีสูตรตายตัว เน้นการสังเกตและประสบการณ์เท่านั้น

คุณลุงกล่าวว่า เมื่อเราบำรุงต้นทับทิมอย่างเต็มที่ ใบจะงาม มีสีเขียวจัดแล้วจึงเริ่มออกดอก ออกผล โดยเมื่อออกผลแล้ว ให้เกษตรกรเลือกห่อผลที่สมบูรณ์ด้วยกระดาษคาร์บอนเพื่อป้องกันผลจากเพลี้ยไฟ และต้องเด็ดผลที่เล็กและไม่สมบูรณ์ทิ้งเสียบ้าง เพื่อให้ธาตุอาหารไปเลี้ยงลูกที่สมบูรณ์กว่าได้อย่างเต็มที่ เพราะหากรักพี่เสียดายน้อง ไม่เด็ดลูกเล็กทิ้งเลย ต้นทับทิมจะโทรมเร็วและผลิตที่ได้จะเล็กเกินไป
โดยเฉลี่ยแล้วทับทิมต้นหนึ่งจะออกผลราว 2 ครั้งต่อปี โดยช่วงเวลาตั้งแต่ดอกทับทิมเริ่มบานไปจนถึงผลแก่พร้อมเก็บ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน เมื่อออกผลแล้วก็จะถึงระยะหยุดพักของต้นทับทิม แต่ในพื้นที่ 2 ไร่ของคุณลุงนั้น สามารถทยอยเก็บผลผลิตได้ทั้งปี เพราะต้นทับทิมจะผลัดกันผลิดอกออกผลให้เก็บจำหน่ายได้

ส่วนเทคนิคของคุณลุงพรในการดูว่าทับทิมแก่ได้ที่ พร้อมให้เก็บได้ คือ ดูตรงก้นลูกทับทิมว่าแห้งและรัดตัวหรือยัง หมายถึง ตรงจุกที่เป็นรูปคล้ายมงกุฎจะเริ่มขอด รัดตัวเข้า ไม่บานออกเหมือนที่เคยเป็น ถ้าตรงขั้วมงกุฎยังสดเขียวแสดงว่าทับทิมยังไม่แก่พอ

เทคนิคเพิ่มเติมในการดูแลทับทิมคือ "การทำสาว" หรือการตัดต้นทับทิมออกสักครึ่งต้นเพื่อให้เกิดการงอกใหม่ การทำสาวนั้นไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนตายตัว เน้นการสังเกตว่าถ้าต้นทับทิมเริ่มโทรมแล้ว หรือต้นใหญ่เกินไป สูงเกินไป ห่อผลและจัดการลำบาก จึงจะเริ่มตัดแต่งกิ่ง
ศัตรูตัวร้ายของทับทิม

ปัญหาหลักของทับทิมที่คุณลุงพรตอบได้ทันทีไม่มีหยุดคิด คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรคโนส หรือโรคเชื้อราชนิดหนึ่ง เพราะอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยเอื้อต่อการเจริญเติบโตของศัตรูร้าย 2 ชนิดนี้มาก เรียกได้ว่าช่วงหน้าร้อน เพลี้ยไฟก็ลงหนัก พอมาหน้าฝน เชื้อราก็ยกทัพมาล้อมเลยทีเดียว

คุณลุงพรเล่าว่า จริงอยู่ที่ว่าการห่อผลทับทิมนั้นช่วยป้องกันผลจากเพลี้ยไฟ แต่ไม่สามารถป้องกันจากกันเชื้อราแอนแทรคโนสได้ เพราะฉะนั้นต่อให้ห่อผลไว้ บางทีก็ต้องแกะห่ออกมาเพื่อฉีดยากันเชื้อราให้บ้าง เพราะหากเชื้อราเข้ากัดกินผลแล้ว สีผลจะเริ่มด่าง ไม่แดงสวย มีผลต่อราคาในการขายผลสดแน่นอน

แต่ถึงอย่างนั้นคุณลุงพรก็ไม่ได้คิดหวังพึ่งแต่สารเคมีอย่างเดียว คุณลุงใช้สารเคมีเพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับการตัดแต่งยอดที่เพลี้ยไฟกัดกิน ซึ่งข้อดีอีกข้อหนึ่งของทับทิมคือ ความอดทน เพราะต่อให้ยอดโดนทำลายไปแล้ว หากตัดแต่งและดูแลให้ดี ทับทิมก็สามารถแทงยอดใหม่ กลับมางามได้อีก
อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการปลูกทับทิมโดยมีจุดประสงค์เพื่อการแปรรูป คือ ไม่เน้นความสวยงามของผิวเปลือกนอก ก็สามารถปลูกแบบอินทรีย์หรือปลอดสารพิษได้ แต่คุณลุงพรแนะนำว่า ขอให้ปลูกไว้ในโรงเรือนและใช้น้ำหมักหรือสารชีวภาพช่วย

รักบ้านเกิดจึงขอเสริมว่า สูตรน้ำหมักเพื่อป้องกันและรักษาเชื้อราในพืช ควรเน้นให้มีส่วนผสมของพืชที่มีรสฝาดขม เช่น สะเดา ขมิ้นชันและบอระเพ็ด เป็นต้น โดยข้อสำคัญของการใช้สารชีวภาพ คือ ต้องหมั่นใช้เพื่อป้องกันจะได้ผลดีกว่าใช้เพื่อรักษาเมื่อพืชเป็นโรค ส่วนสูตรน้ำหมักต่างๆ สามารถหาจากเว็บไซต์รักบ้านเกิดได้เลย

อ่านเรื่อง น้ำหมักชีวภาพบรรเทาเชื้อราในพืช

https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=7&s=tblheight

https://www.rakbankerd.com/agriculture/infographic-view.php?id=22



การขยายพันธุ์ทับทิม

หากว่ากันตามตำรา ทับทิมสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด แต่คุณลุงพรชอบการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมากที่สุด เพราะหากปลูกโดยใช้เมล็ด อาจจะทำให้กลายพันธุ์ได้ คุณลุงยังแนะนำเพิ่มมาว่า เมื่อนำกิ่งพันธุ์ลงดินครั้งแรก อาจต้องมีไม้ค้ำ โดยผูกยึดต้นทับทิมเข้ากับไม้ค้ำ เพื่อไม่ให้ต้นล้ม และอย่าลืมนำเศษหญ้ามาคลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นด้วยจะดีมาก
ขายแบบไหน ก็ได้ราคา

ปัจจุบันคุณลุงพรแทบไม่ต้องออกงานหรือนำทับทิมเมล็ดนิ่มไปขายที่ไหน เพราะจะมีพ่อค้าแม่ขายแวะเวียนมาสั่งจองและรับทับทิมจากสวนไปขายยังตลาดต่างๆทั้งในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งกรุงเทพฯด้วย คุณลุงบอกว่า ทับทิมเมล็ดนิ่มขายดีมากโดยเฉพาะในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและตลาดเยาวราช โดยราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่สวนคุณพรยังมีกิ่งพันธุ์ทับทิมเมล็ดนิ่มพร้อมปลูกจำหน่ายด้วย สนนราคาอยู่ที่กิ่งละ 60 บาท เท่านั้น

แน่นอนว่าบุกมาถึงสวนทับทิมเมล็ดนิ่มทั้งที ถ้าไม่ได้พิสูจน์ ด้วยปากตัวเอง ทีมงานรักบ้านเกิดไม่เชื่อแน่นอน! คุณลุงพรจึงแนะเทคนิคการกินทับทิมเมล็ดนิ่มให้ได้รสชาติเต็มปากเต็มคำ คือ ให้แกะเมล็ดทับทิมสีแดงสดออกมารวมกันไว้ในอุ้งมือ แล้วค่อยอ้ำเข้าปาก ได้รสชาติหวานฉ่ำ ไม่ขม ไม่ฝาดแน่นอน นอกจากจะได้ชิมทับทิมเมล็ดนิ่มแบบสดจากต้นแล้ว คุณลุงพรยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากต้นทับทิมที่ทีมงานชื่นชอบมากก็คือ "ชาดอกทับทิม" ที่ทำมาจากดอกทับทิมแท้ๆ นำมาตากแห้ง ก่อนนำมาชงเป็นชาที่หอมกรุ่น แถมยังมีสรรพคุณช่วยลดไขมัน แก้เจ็บคอ โดยเฉพาะสิงห์อมควัน แนะนำว่าให้จิบชาดอกทับทิมบ่อยๆเพราะจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ระคายคอได้เป็นอย่างดี
เก่าไม่ ! ใหม่ๆปลูก

มาถึงตรงนี้ใครที่สงสัยว่า เอ๊! พื้นที่สวนเกษตรคุณลุงพรมีตั้ง 14 ไร่ ทำสวนทับทิมเมล็ดนิ่ม 2 ไร่ แล้วพื้นที่ที่เหลือคุณลุงเอาไปทำอะไร? ทีมงานบอกเลยว่า พื้นที่ทั้งหมดไม่มีส่วนใดเหลือทิ้งหรือปล่อยให้รกร้างไร้ประโยชน์เลย คุณลุงพรปลูกพืชพันธุ์อีกหลายชนิด ทั้งหม่อนหรือมัลเบอรี่, ส้มเขียวหวาน, ฟักข้าว, ส้มโอทับทิมสยาม และที่สำคัญ คุณลุงเน้นการทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ๆที่ยังไม่มีใครปลูกมากนัก เช่น มะม่วงพันธุ์งาช้างแดง, แดงจักรพรรดิ์และเขียวสามรส เป็นต้น ซึ่งพอทีมงานได้ชมและชิมสารพันมะม่วงพันธุ์ "แดง" ที่คุณลุงปลูกไว้แล้ว ก็เริ่มคิดว่าเห็นที "มณีแดง" แห่งวงการผลไม้จะไม่ใช่ทับทิมอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วกระมัง
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ
คุณประสาทพร ภู่ทอง เจ้าของสวนคุณพร จังหวัดสมุทรสงคราม
ข่าวจากไทยรัฐ ออนไลน์ https://www.thairath.co.th/content/1061537
รายการถึงพริกถึงขิง https://www.youtube.com/watch?v=kNe3Rk8Gvrs
เว็บไซต์อุทยานหลวงราชพฤกษ์ http://www.royalparkrajapruek.org/Plants/view?id=1203
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
23-29°C
เชียงใหม่
21-25°C
นครราชสีมา
22-30°C
ชลบุรี
23-28°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×