เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
มะเดื่อฝรั่ง: ส่งต่อคุณค่าจากไม้ผลถึงคนปลูก
19 เมษายน 2561
2,559
"เกษียณแล้วทำอะไรดี?" นี่ไม่ใช่แค่คำถามให้สมาชิกรักบ้านเกิดคิดถึงแผนชีวิตหลังเกษียณอายุงานเท่านั้น แต่ยังเป็นชื่อเฟซบุ๊คแฟนเพจของ คุณวิรัตน์ สมัครพงษ์ หรือ ครูรัตน์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 50,000 คน แต่คำถามนี้ของครูรัตน์พบคำตอบมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 แล้ว เพราะครูรัตน์เลือกใช้พื้นที่กว่า 100 ตารางวาในซอยวิภาวดี 20 กรุงเทพมหานคร เพื่อ "ทำเกษตร" คือ ปลูกมะเดื่อฝรั่ง (Fig) ไว้ทั้งรับประทานเองและจำหน่าย แถมยังขายดิบขายดีจนคืนทุน 400,000 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปีกว่าเท่านั้น!!!
ครูรัตน์ อดีตข้าราชการครูและนักธุรกิจผู้เกษียณอายุงานประจำมาทำเกษตรเล่าว่า ตนเป็นคนสนใจเรื่องต่างๆรอบตัว รวมถึงเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว เมื่อเกษียณ จึงเริ่มเปิดเพจชื่อว่า "เกษียณแล้ว ทำอะไรดีวะ? By KruRat" เพื่อพูดคุย เสนอข้อคิดและกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจของคนวัยเกษียณ ก่อนจะคิดต่อว่าเราจะทำอะไรที่

1. เป็นสิ่งที่เราชอบ
2. ได้สตางค์
3. มีคุณค่ากับผู้อื่น
4. ใช้พื้นที่ที่มีอยู่น้อยให้เกิดประโยชน์และรายได้สูงสุด


ครูรัตน์ตอบโจทย์ 3 ข้อแรกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยครูรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคือ การได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งเป็นวัยสูงอายุด้วยแล้ว การทำเกษตรคือ ความสุข ครูจึงต่อยอดพื้นฐานการเกษตรที่มีอยู่เดิมซึ่งเป็นเพียงการปลูกต้นไม้เล็กๆน้อยๆเป็นงานอดิเรก ด้วยการศึกษาและดูงานเพิ่มเติม ก่อนจะลงมือปฏิบัติ เพราะเชื่อว่า "การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำและความถนัดจะมาหลังการทำซ้ำเรื่อยๆเหมือนการขับรถ"
ทำไมต้อง "มะเดื่อฝรั่ง?"

ครูรัตน์เริ่มทุกอย่างจากความชอบ ดังนั้นเหตุผลที่เลือกปลูกมะเดื่อฝรั่ง จึงมาจากความชอบเช่นกัน ครูรัตน์ประทับใจในเนื้อฟูนุ่มและรสชาติหวานละมุนลิ้นของมะเดื่อฝรั่งจากโครงการหลวง แต่ติดที่ว่าหาซื้อได้ยาก จึงคิดจะปลูกเอง โดยเริ่มศึกษาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และพบว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงนำพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเข้ามาให้ชาวเขาทดลองปลูกเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๔ แล้ว และโครงการหลวงก็พัฒนาการปลูกพืชชนิดนี้ต่อมาเรื่อยๆ

มะเดื่อฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางซึ่งมีถิ่นที่มาจากทางประเทศแถบตะวันออกกลาง พบมากในประเทศตุรกีและกรีก ทั้งยังมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น Brown Turkey และ Black Genoa แต่ละสายพันธุ์ต่างมีจุดเด่น จุดด้อยและการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป บางพันธุ์ ผลผลิตมีเนื้อแข็งจึงนิยมนำผลไปอบแห้ง แต่ครูรัตน์เลือกปลูกพันธุ์ Black Jack เพราะต้องการรับประทานผลสดมากกว่าจะเน้นการแปรรูป และครูยังถูกใจในขนาดผลของพันธุ์นี้ที่โตกว่า รสชาติหวานและเนื้อนุ่มกว่าพันธุ์อื่นๆ

นอกจากนี้มะเดื่อฝรั่งยังเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ กระดูกและฟัน ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด ด่างในร่างกาย ป้องกันโรคนิ่วและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่สำคัญคือ มะเดื่อฝรั่งมีสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยอาหารสูงมาก จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี
อุปสรรคมีมาตั้งแต่เริ่มต้น

"การเกษตรเอาเข้าจริงๆมันยาก ไม่ใช่ง่าย เพราะมันเยอะมาก เรื่องดิน เรื่องปุ๋ย เรื่องสารพิษ เรื่องศัตรูพืช เรื่องอะไรต่างๆในการผลิต ต่อไปก็เรื่องการจัดการให้เป็นสวนที่ทันสมัย หลังจากนั้นเรื่องการตลาด ทีนี้เราจะทำต้องทำให้ครบวงจร " ครูรัตน์เล่าพร้อมรอยยิ้ม

ต้องยอมรับว่าหากไม่ใช่โครงการหลวงแล้ว เกษตรกรไทยยังไม่นิยมปลูกมะเดื่อฝรั่งกันมากนัก การหาข้อมูลในช่วงแรกของครูรัตน์จึงต้องพึ่งพาเว็บไซต์ต่างประเทศเป็นหลัก แล้วจึงพบว่า จริงๆแล้วมะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่เหมาะสมจะปลูกในเมืองไทยมาก เพราะเป็นพืชที่ชอบแดดจัด ชอบน้ำ แต่ต้องเป็นน้ำผ่าน ไม่ใช่น้ำท่วมขัง แถมมะเดื่อฝรั่งยังสามารถออกผลได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีฤดูกาลมากำหนดอีกด้วย
สวนใคร สไตล์คนนั้น

จากการลงพื้นที่ดูงานการปลูกมะเดื่อฝรั่งของทีมงานรักบ้านเกิดพบว่า การปลูกมะเดื่อฝรั่งโดยทั่วไปจะมีทั้งแบบสวนเปิดและในโรงเรือน โดยการดูแลและเป้าหมายในการจำหน่ายก็จะแตกต่างกันไป เช่น บางคนเน้นการขายกิ่งพันธุ์ บางคนเน้นการจำหน่ายผลสด และบางคนจำหน่ายผลมะเดื่อฝรั่งเพื่อการแปรรูป แต่สำหรับครูรัตน์ "การปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนแบบปลอดสารพิษ" ดูจะเหมาะสมกับพื้นที่ที่มีจำกัดและเป้าหมายในการจำหน่ายผลสดที่สุด ครูรัตน์กล่าวว่า ผลมะเดื่อฝรั่งที่ปลูกในโรงเรือนจะมีผลโตกว่าและรสชาติหวานกว่าการปลูกแบบสวนเปิด อย่างไรก็ตาม ครูรัตน์ย้ำว่าแม้จะเป็นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกคนละสวน รสชาติก็ต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับทั้งอากาศ ดิน น้ำและ "คนปรุงอาหารให้มันกิน"
เรียนรู้จากการลงมือทำ

ครูรัตน์เริ่มต้นจากการใช้เงินลงทุนราว 400,000บาทเพื่อสร้างโรงเรือนขนาดกว้าง 12 ยาว21 เมตร ด้านบนทำหลังคากันฝน ส่วนด้านข้างทั้งสี่ด้านขึงตาข่ายเพื่อเป็นบ้านให้กับลูกๆมะเดื่อฝรั่งของครู โดยภายในจะสร้างวงบ่อซีเมนต์ล้อมต้นมะเดื่อฝรั่งแต่ละต้นไว้ราว 1.57 ตารางเมตรต่อ 1 ต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อมิให้ต้นมะเดื่อฝรั่งได้รับน้ำใต้ดินมากเกินไป เพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครมีปริมาณน้ำใต้ดินสูง ส่วนพื้นด้านล่างวงซีเมนต์เป็นดินผสมมะพร้าวสับโรยทับด้วยทรายเพื่อช่วยเรื่องการระบายน้ำ ซึ่งปัจจุบันครูรัตน์มีต้นมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนถึง 160 ต้น
เรื่องของมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือน 9 ข้อ ที่เราเรียนรู้ไปกับครูรัตน์

1. มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ต้องเป็นน้ำผ่าน อย่าให้น้ำขัง เพราะหากได้รับปริมาณน้ำมากเกินไป ผลมะเดื่อจะแตกและความหวานจะลดลง ส่งผลต่อราคาขาย เพราะฉะนั้นในฤดูฝน เกษตรกรจะต้องดูแลและระมัดระวังเรื่องระบบระบายน้ำเป็นพิเศษ

2. นอกจากน้ำแล้ว "แสงแดด" ก็เป็นสิ่งที่มะเดื่อฝรั่งโปรดปราน ครูรัตน์จึงมักจะตัดกิ่งและใบส่วนเกินออกเพื่อให้ทั้งต้นและผลได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ เพราะหากลูกมะเดื่อฝรั่งได้รับแสงแดดไม่เพียงพอแล้ว ผลจะสีซีด ไม่สวยงาม ขายไม่ได้ราคาอีกเช่นกัน

3. การปลูกมะเดื่อฝรั่ง นอกจากดินจะต้องโปร่งและระบายน้ำได้ดีแล้ว ดินควรมีอินทรียสารที่เหมาะสมเพื่อเป็นอาหารที่ดีให้กับต้นไม้ด้วย ครูรัตน์จะ "ปรุงอาหารให้มะเดื่อฝรั่ง" โดยการผสมมูลสัตว์ เช่น มูลไก่หรือมูลวัว และน้ำหมัก EM เข้าไปกับดินที่ใช้ปลูกเลย

4. มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่ออกผลตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูกาลมากำหนด แต่จะไม่ออกผลซ้ำที่กิ่งเดิม กล่าวคือ มะเดื่อฝรั่งจะแตกกิ่งใหม่ออกไปเรื่อยๆเพื่อออกผลผลิตชุดใหม่ ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อต้นแตกกิ่งจนสูงเกินไป ทำให้เก็บผลลำบาก ไม่คุ้มค่าแรง นอกจากนี้การปล่อยให้มีกิ่งสาขาและกิ่งย่อยแตกออกมามากเกินไป จะทำให้ผลผลิตที่ได้มีขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงควรตัดกิ่งเก่า (ตอนกิ่ง) เพื่อให้เกิดการแตกกิ่งใหม่ หรือที่เรียกว่า การทำสาว โดยกิ่งที่ตัด สามารถนำไปเพาะพันธุ์ขายต่อได้อีกด้วย

เทคนิคพื้นฐานของครูรัตน์คือ เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ แล้วเลือกตัดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกให้เหลือราว 4 กิ่ง/ต้น เพื่อจัดทรงให้ต้นมะเดื่อฝรั่งโปร่ง ไม่แน่นทึบ แสงแดดส่องทั่วถึง และดูแลจัดการได้อย่างสะดวกง่ายดาย
5. หลังจากตัดกิ่งแล้ว อีกราว 4 เดือน ต้นมะเดื่อฝรั่งจึงจะติดผลชุดใหม่

6. ครูรัตน์เน้นขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งเป็นหลัก วิธีปักชำก็ใช้ได้เช่นกัน แต่อัตราการตายจะสูงกว่าการตอนกิ่ง

7. โรคสำคัญของมะเดื่อฝรั่งคือ โรครากเน่า โคนเน่า ซึ่งครูรัตน์จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อรักษา

8. "มะเดื่อฝรั่งจะแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไม่เหมือนมะม่วง ไม่เหมือนทุเรียน ที่เค้าจะเก็บผลห่ามแล้วเอาไปบ่ม แต่มะเดื่อฝรั่ง ถ้าเก็บตอนยังไม่ได้ที่ปุ๊บ ความหวานจะหยุดเลย แล้วค่อยๆเหี่ยวไป ดังนั้น ถ้าจะให้อร่อยเลย ต้องปล่อยให้สุกคาต้น 100% อย่างนั้นน่ะหวาน" แต่ถ้าใครมีเป้าหมายเพื่อการแปรรูป ไม่ได้เน้นความหวานมากนัก ก็สามารถเก็บผลตอนที่สุกแล้วราว 70% ได้

9. "ทำไป รู้ไป ไม่มีคำว่ากระจ่างหรือรู้หมดแล้ว" ครูรัตน์จึงไม่เคยเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" ด้านมะเดื่อฝรั่งเพราะทุกวันของครูยังคงต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆอย่างมีความสุข
ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายหน้าสวน

ครูรัตน์ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายผลผลิตหน้าสวน ใครสนใจอยากชิม อยากซื้อมะเดื่อฝรั่งของครูรัตน์ จึงต้องสั่งจองล่วงหน้าออนไลน์อย่างเดียวเท่านั้น โดยครูรัตน์จะใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊คส่วนตัว, เฟซบุ๊คแฟนเพจ "เกษียณแล้ว ทำไรดีวะ? By KruRat", เพจ "สวนมะเดื่อฝรั่งครูรัตน์ KruRat Fig Smart-Farm" และไลน์แอท (Line@) ในการติดต่อ พูดคุย แจ้งชำระเงินและจัดคิวส่งของ ลูกค้าหลักก็คือ แฟนเพจ ของครูนั่นเอง แต่ในบางช่วงเมื่อผลผลิตมีมาก ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารและโรงเรียนสอนทำขนมจะติดต่อเข้ามาขอซื้อ ด้วยมั่นใจในคุณภาพของมะเดื่อฝรั่งจากสวนของครู

ส่วนสนนราคาลูกมะเดื่อฝรั่งจากสวนครูรัตน์อยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท หรือลูกละ 25 บาท, กิ่งตอน (ขนาดสูงราว 30-40 เซนติเมตร) ราคา 200 บาท และต้นพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ราคาต้นละ 500 บาท

"ผมเห็นชาวบ้านธรรมดาที่มาซื้อกิ่งพันธุ์ เขาถามว่ามีตลาดมั้ย คำถามนี้แสดงว่าเขามี Mind Set แบบเดิม คิดแบบเดิมว่าจะมีคนมาซื้อไหม สำหรับผม คือ ที่ผมเปิดเพจครั้งแรกเนี่ย ผมเริ่มสร้าง Demand (ความต้องการ) แนะนำว่ามะเดื่อฝรั่งคืออะไร มันมาจากไหน มันมีคุณค่าอะไรบ้าง พอมันสุกก็ถ่ายวีดีโอ ทำให้คนคิดว่า เฮ้ย! นี่ไม่เคยกิน ไม่เคยเห็น แล้วเกิดความอยากชิม เพราะถามว่ามีตลาดมั้ย คนไม่รู้จักหรอก ก็ต้องทำให้คนรู้จัก ทำให้คนเกิดความอยาก ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันโซเชียลมีเดียก็ช่วยได้เยอะ ถ้าเกษตรกรเรียนรู้ที่จะทำตรงนี้เป็น"
3 คำสำคัญ = แปรรูป+เพิ่มมูลค่า+สร้างแบรนด์

แม้ว่า มะเดื่อฝรั่งจากสวนครูรัตน์จะเน้นการขายผลสดมากกว่าการแปรรูป เนื่องด้วยขนาดสวนที่เล็ก ผลผลิตมีเพียงพอให้จำหน่ายสดเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าครูจะละเลยความสำคัญของการ "แปรรูป" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลมะเดื่อฝรั่ง ที่มี Shelf Life (อายุการเก็บรักษา) สั้นมาก ทำให้การจัดการเป็นไปได้ยากหากไม่แปรรูป เรียกว่าพอสุกปั๊บต้องรีบส่งปุ๊บกันเลย

"คุณทำเกษตรอะไรก็แล้วแต่ ขอให้นึกถึงการแปรรูป เพิ่มมูลค่าและสร้างแบรนด์ของตัวคุณเอง เพราะต่อไปมันจะเป็นลักษณะของท้องถิ่น เช่น ไปเพชรบูรณ์ต้องซื้อมะขามหวาน ไปเพชรบุรีต้องซื้อขนมหม้อแกง เพราะต่อไปจะมีนักท่องเที่ยวมาเยอะ แต่ต้องทำให้ได้มาตรฐานนะ เพราะเวลาคนไปไหน เขาก็อยากซื้อของท้องถิ่นมาฝาก แล้วทำแพ็คเกจให้สวย ทำเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่มาก"

"จุดสำคัญคือ ต้องกล้าคิด กล้าทำ...การทดลอง แปรรูปหรือใดๆนั้น เราต้องทำเอง" ครูรัตน์สรุป
ข้อสังเกตเกษตรไทย

จากประสบการณ์การทำธุรกิจส่วนตัวที่ผ่านมาครึ่งค่อนชีวิตของครูรัตน์เมื่อนำมาผนวกเข้ากับความรู้ทางการเกษตรที่สั่งสมเพิ่มพูนมาเรื่อยๆ เกิดเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจในวงการเกษตรหลายข้อ ครูรัตน์กล่าวว่า เกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่ยังคงทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมา เช่น การใช้สารฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี และทำเท่าไหร่ก็ไม่ได้ราคา มีแต่จะย่ำแย่ลง เพราะทำตามกระแสไปเรื่อยๆ ทางออกจึงต้องทำเกษตรแบบทางเลือกใหม่ คือ ต้องเป็นเกษตรกรหัวสมัยใหม่ รู้จักใช้เทคโนโลยี และเน้นความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ

ข้อคิดทิ้งท้ายที่ทำเอาคนฟังสะดุ้ง แต่พอคิดตามจึงเห็นแจ้งก็คือ "ทำในสิ่งที่รัฐไม่ทำ" หมายถึง อย่าปลูกอะไรตามๆกันไป จนกลายเป็นผลผลิตล้นตลาด ราคาตก เกษตรกรไทยยุคใหม่ ต้องคิดไว มองไกลและทำไว จึงจะประสบความสำเร็จ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอขอบคุณ
คุณวิรัตน์ สมัครพงษ์ (ครูรัตน์)
Facebook: เกษียณแล้ว ทำไรดีวะ? By KruRat
Facebook: สวนมะเดื่อฝรั่งครูรัตน์ KruRat Fig Smart-Farm

เว็บไซต์ www.technologychaoban.com
เว็บไซต์ https://medthai.com
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
26-31°C
เชียงใหม่
24-29°C
นครราชสีมา
25-30°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
26-31°C
ภูเก็ต
26-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×