เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
โอกาสทองของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาด E-Commerce และ การเตรียมความพร้อมสู่ E-Commerce
10 กุมภาพันธ์ 2560
1,357
สืบเนื่องจากงาน Organic & Natural Expo 2016 เมื่อวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2559 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมทำข่าวและฟังเสวนา/สัมมา ซึ่งปีนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียมความรู้ เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ มาให้ผู้ร่วมงานที่สนใจมากมาย โดยแต่ละหัวข้อการสัมมนาจะเน้นไปที่สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหัวข้อนี้น่าสนใจ ควรนำมาบอกต่อแก่เกษตรกรที่คิดจะต่อยอดพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตนเองมี ไปสู่สินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่สามารถซื้อขายกันได้ ผ่านระบบ E-Commerce ที่กำลังเข้ามาเป็น กระแสหลักของนักช้อปเมืองไทย และผู้คนอีกทั่วทุกมุมโลก ที่สามารถเข้าถึงกันได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสบนโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของตนเองผ่านโลก Internet ทั้งนี้ ผู้เขียนจึงนำมาเรียบเรียงไว้ให้ทุกท่านที่กำลังจะทำตลาดบนโลกออนไลน์ ได้ใช้เป็นแนวทางในการเริ่มต้น เพื่อนำสินค้าหรือแบรนด์ของตนเองไปสู่ความสำเร็จกับระบบ E-Commerce ที่กำลังมาแรงกว่าตลาดสดไหนๆ บนโลกใบนี้!!


E-Commerce คืออะไร? :มือใหม่ที่หลงเข้ามาอาจเกิดความสงสัยได้ว่า E-Commerce คือ อะไร ทำไมต้อง E-Commerce แล้ว E-Commerce มีข้อดีอย่างไร ผู้เขียนขอหยิบยกคำจำกัดความของ E-Commerce มาอธิบายไว้ดังนี้ E-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่องค์กรได้วางไว้ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้ ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถเปิดดำเนินการได้ตอด 24 ชม. ค้าขายได้ทุกที่ทั่วโลกแบบไร้พรมแดนกั้น ใช้งบประมาณการจัดการน้อย ลดต้นทุนเรื่องการเดินทาง และ ง่ายต่อการเข้าถึงหรือประชาสัมพันธ์ [1]
การเสวนาในครั้งนี้ กล่าวถึง "โอกาสทองในการนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ เข้าสู่ตลาด E-Commerce และ วิธีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจ E-Commerce" ที่ผู้เขียนเรียบเรียงจากเสียงที่บันทึกไว้ ภายใต้วงเสวนาที่มี นางสาวปุณญามาลย์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย(ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Niko's Group และ เจ้าของ เว็บไซต์ www.towrai.com) ,นายสิทธิศักดิ์ วงศ์สมนึก ประธานชมรม E-Logistic ไทย (ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท GIZTIX จำกัด), นายชนกพล ไชยศุภรากุล (เจ้าของเว็บไซต์ www.thaishop.com) และ นายเอกราช ศาลยุติเดช ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเพย์ โซลูชั่น จำกัด(เจ้าของเว็บไซต์ ww.paysolutions.com) ภายใต้การดำเนินรายการโดย ดร.กรนิจ โนนจุ้ย ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำ E-Commerce สำหรับมือใหม่ที่สนใจไว้ดังนี้

1. การเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจ E-commerce

2. การพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผ่าน E-Commerce

3. การจ่ายเงินบนระบบ E-Commerce

4. ผู้ประกอบการหรือเกษตรกร ควรจะปรับตัวอย่างไร กับระบบ E-Commerce

5. การเริ่มต้นซื้อขายแบบ E-Commerce

6. จะขายอะไรดี ในระบบ E-Commerce

7. จะหาความต่างให้สินค้าตัวเองอย่างไร

ภาพประกอบจาก : https://www.sabuymarket.com/rakbankerdshop(เดิม)


การเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจ E-commerce


นางสาวปุณญามาลย์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย(ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Niko's Group และ เจ้าของ เว็บไซต์ www.towrai.com) กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตลาดในเทรนด์นี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว จะมี E-Commerce เข้ามาสนับสนุนเรื่องของสินค้ามากขึ้น หากอยากให้สินค้าเป็นที่รู้จัก จะต้องมี E-Commerce เข้ามาสนับสนุน ดังนั้น พอกระแสเปลี่ยนไป หลายบริษัทจึงเริ่มจากการไม่มีเว็บไซต์เลย เพราะบางคนมีเพียงแค่ของชิ้นเดียว ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง และมองหาช่องทางการกระจายสินค้า ซึ่งนี่คือตัวตอบโจทย์ E-Commerce ก็คือ การซื้อขายสินค้าผ่านระบบ Online ที่ตลาดของ Digital จะมีหลายแบบ มีทั้งเป็นแบบ Market place และ อื่นๆ เมื่อเทรนด์ในการช็อปปิ้งทางออนไลน์เปลี่ยนไป ซึ่งจะมีกราฟแบบพุ่งขึ้น และ เห็นแรงเลยว่า ใครๆ ก็ต้องซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ นี่จึงเป็นช่องทางที่จะทำรายได้ จึงมีแรงบันดาลใจที่จะทำให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเข้ามาสนับสนุน อย่างที่ทำอยู่ก็คือ www.towrai.com ก็จะเป็นการนำสินค้าเข้ามาขายในเว็บไซต์ ซึ่งที่เว็บจะมีการขายที่หลากหลายมาก ทั้งแฟชั่น ความงาม อาหาร แต่สิ่งหนึ่งที่มอง ก็คือ เรื่องของสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยทางเว็บจะมีช่องทางการขายสินค้าชนิดนี้โดยเฉพาะ เพราะทางเว็บมองว่า กระแสสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้นมีกันมานานแล้ว ทั่วประเทศมีการตื่นตัวมานาน แต่เมืองไทยเพิ่งมาเน้นย้ำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่าน มาที่จะเห็นว่าคนหันมาให้ความสนใจและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าเกษตรอินทรีย์ในไทย จึงโตเร็ว ในการซื้อสินค้า ผู้คนก็จะมองหาสินค้าแบบนี้ แต่สิ่งที่มันยากก็คือ ช่องทางการเข้าถึงสินค้าตามร้านต่างๆ นั้นค่อนข้างไม่เยอะ จึงเชื่อว่าในปีนี้เป็นปีที่ดีที่ E-Commerce จะเข้ามาช่วยในเรื่องของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่จะทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย เช่น คนอยู่อีสานหรือเชียงใหม่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นด้วย E-Commerce

สำหรับแรงบันดาลใจที่มาทำ E-Commerce นั้นเพราะมองว่าตลาดของ ดิจิตอลเริ่มมาครอบคลุมผู้คนแล้ว อย่างน้อยเราต้องมีเว็บไซต์ เพื่อตอบโจทย์คน เพื่อหาช่องทางการขายแล้วก็มองว่าสินค้าอินทรีย์นั้นควรมีอยู่ใน www.towrai.com ด้วย


การพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผ่าน E-Commerce


นายสิทธิศักดิ์ วงศ์สมนึก ประธานชมรม E-Logistic ไทย (ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท GIZTIX จำกัด) กล่าวว่า สำหรับเว็บไซต์นั้นมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ให้ข้อมูล เว็บไซต์ เช็คราคา เว็บเข้าไปอ่านนิยาย ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เขาเรียกว่า กลยุทธ์ออนไลน์ นั่นคือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ว่าจะทำอย่างไร? จึงจะทำให้ คนมาอยู่บนเว็บไซต์เราให้มากที่สุด? ทำอย่างไรให้คนมาอยู่บนเว็บเรา ให้นานที่สุด? ทำอย่างไรให้คนกลับมาใช้งานเว็บเราให้บ่อยที่สุด? ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการซื้อขาย ผมจึงเริ่มจากการทำเว็บ เช็คราคา และ ทำธุรกรรมการซื้อขายได้ภายในเว็บ ขอลดราคาได้ จ่ายเงินได้ ฯลฯ ทุกๆ อย่างจบในเว็บเลย แล้วก็พบว่าเราสามารถทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้บนเว็บ ซึ่งเป็นความสามารถของระบบ E-Commerce คำถามของผมก็คือ การนำระบบ E-Commerce มาใช้ทดแทนแรงงานคน จากที่เคยทำธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ หากจะเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ นั้นจำเป็นต้องมานั่งตอบลูกค้ามั้ย? และ อะไรที่เป็นงานซับซ้อนเราต้องลดขั้นตอนให้หมด นี่คือสิ่งที่ผมทำ เพื่อเปลี่ยนธุรกิจบ้านๆ (ธุรกิจทางบ้านที่ซื้อขายแบบเดิม) มาขายออนไลน์ดู ซึ่งก็ได้ผลดี จากนั้นผมก็พัฒนามาเรื่อยๆ จากผู้ค้ามาเป็นผู้ให้บริการ เช่น บริการผู้ค้าที่ต้องการซื้อ-ขายหรือขนส่งสินค้าออร์แกนิค ผมก็มาตอบโจทน์ เรื่อง Logistic เพื่อให้สามารถเช็คราคาและเกิดการซื้อขายให้เร็วที่สุด แบบไม่ต้องเสียเวลารอนานเป็นหลายๆ วัน
ภาพประกอบจาก : https://www.sabuymarket.com/rakbankedshop(เดิม)


การจ่ายเงิน บนระบบ E-Commerce


นายเอกราช ศาลยุติเดช ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเพย์ โซลูชั่น จำกัด(เจ้าของเว็บไซต์ ww.paysolutions.com) ผู้ให้บริการ Pay Solution บริษัทเอกชนเจ้าแรกของเมืองไทยที่ กล่าวว่า ถ้าทุกท่านขายของออนไลน์และอยากมีระบบ E - payment (ระบบการจ่ายเงินผ่าน Internet) เป็นของตนเอง ก็ต้องไปใช้ระบบ E- Payment Gateway ของธนาคารก็จะสามารถชำระด้วยบัตรเครดิต และ ช่องทางอื่นได้ ทีนี้ก็มีปัญหาที่ ธนาคาร จะกำหนด คุณสมบัติคนที่จะใช้ระบบของ ธนาคารได้ไว้ เช่น จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคตคล ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเลคทรอนิค ต้องประกอบการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี และ ต้องมีวงเงินการันตรีกับธนาคาร 2-3 แสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เจ้าของกิจการจะถอนออกมาไม่ได้ ต้องฝากแช่ไว้อย่างนั้นเลยและถ้าธุรกิจเจ๊งก็ต้องรออีก 6 เดือน ถึงจะถอนเงินจำนวนนั้นออกมาได้ นี่ก็เลยเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่สะดวกทำตามข้อกำหนดของธนาคาร จึงเกิดธุรกิจ E-Payment ของเอกชนขึ้นมา อย่างของผมเองก็ให้บริการเกี่ยวกับ E-Commerce อยู่ 3 สามพันกว่าเจ้า ซึ่งในการขายของออนไลน์ คำถามคือ คนมักคิดว่า ที่มีเว็บไซต์แล้ว คือ E-Commerce แล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่ E-Commerce เพราะ E-Commerce จะครบวงจรได้จะต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1. เว็บไซต์ 2. ต้องสร้างมูลค่าธุรกิจให้ได้ด้วย กล่าวคือ ต้องมีการชำระเงิน หากเปิดเว็บมาแล้วมีแต่คนเข้าร้านท่านแต่ไม่มีคนเอาเงินมาให้ท่าน มูลค่าธุรกิจก็ไม่เกิดขึ้น การทำ E - Payment คือการสร้างฟันเฟืองที่จะทำให้เกิดรายได้ หากลูกค้าตกลงซื้อขายสินค้ากันแล้วก็จะเกิดเป็นวงจรที่ 3 ตามมา นั่นก็คือ การขนส่งจึงจะครบวงจรทั้งระบบของ E-Commerce

ทีนี้ถามว่า ตัว E - Payment จะช่วยได้อย่างไร? คำตอบคือ หากท่านเปิดหน้าร้าน ท่านก็เปิดร้านขายได้แต่คนที่เดินผ่านหน้าร้านท่าน แต่ถ้าท่านมี E-Commerce ท่านจะขายใครก็ได้ และท่านเปิดร้านได้ ตลอด 24 ชม. ร้านท่านไม่มีวันปิด หากท่านมีลูกค้าที่มีพื้นที่ห่างไกล ท่านจะทำอย่างไร ซึ่งตัว E - Payment จะเป็นตัวช่วยให้ท่านเก็บเงินลูกค้าได้ทันที โดยที่บริษัทผม เป็น E - Payment Gateway ที่จะรวมทุก ๆ ช่องทางการจ่ายเงินไว้ในที่เดียวกันไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต ธนาคาร หรือ แม้แต่เค้าเตอร์เซอร์วิส ซึ่งตัวนี้จะช่วยผู้ประกอบการด้านความน่าเชื่อได้ เพราะตัวผู้ขายกับผู้ซื้ออยู่ห่างไกล ไม่เคยรู้จักกัน พอมี E - Payment ก็ทำให้ ลูกค้ามั่นใจ และ ขายง่ายสินค้าได้ง่ายขึ้น หากไม่ได้รับสินค้า หรือ สินค้าไม่มีคุณภาพ ก็ยังร้องเรียนผ่านคนกลางได้ ซึ่งตรงนี้จะช่วยผู้ประกอบการได้มาก
ผู้ประกอบการหรือเกษตรกร ควรจะปรับตัวอย่างไร กับระบบ E-Commerce


นางสาวปุณญามาลย์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย(ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Niko's Group และ เจ้าของ เว็บไซต์ www.towrai.com) กล่าวว่า จริงๆ อยากแนะนำว่า E-Commerce เป็นช่องทางใหม่ที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ค่อนข้างดี เพราะตลาดในเมืองไทย หาสินค้าประเภทนี้ค่อนข้างยาก ดังนั้นการทำเว็บไซต์ หรือ การซื้อขายออนไลน์ จึงจะเข้ามาช่วยให้คนเข้าถึงสินค้าง่ายขึ้น อย่าง เว็บเท่าไหร่ดอทคอม ก็จะช่วยให้คนเข้าถึงได้เลย เช่น ในเว็บมีคนมาขายน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็เป็นเรื่องการจัดส่งที่สำคัญ เพราะสินค้าเหล่านี้มีวันหมดอายุ หรือ เสียหาย ดังนั้นทางเว็บจึงมารองรับเรื่องการจัดเก็บ และการขนส่ง ซึ่งสำคัญคือ การนำมาฝากขาย ทางเราก็จะแจ้งวิธีการจัดส่ง และ ทางเว็บจะมีการจัดเก็บสินค้าให้ เพราะที่บริษัทมีห้องเย็น เพื่อเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตประเภทนี้ ดังนั้น การจัดส่งจึงต้องมีกล่องเย็นหลังรถมอเตอร์ไซต์ เพื่อรักษาอุณหภูมิและคุณภาพของสินค้า เพื่อคงความสด ตรงนี้คิดว่าเป็นช่องทางที่ค่อนข้างยากหน่อยสำหรับ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นของสด

การจัดเก็บและการขนส่ง สำหรับการจัดเก็บสินค้าทางการเกษตรที่เน่าเสียได้ง่ายนั้น ผู้ผลิตไม่ต้องมานั่งกังวล เพราะมีคนเขาพร้อมเข้ามาช่วยตรงนี้เยอะ เช่น คนต่างจังหวัดอยากนำสินค้ามาดร็อปไว้ที่จุดกระจายสินค้าในกรุงเทพ ก็หาห้องเญ้นไว้เก็บสต๊อกสินค้า แล้วพอมีคำสั่งซื้อก็จะมีคนช่วยจัดส่งออกไปให้ ซึ่งการเริ่มต้นขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ออนไลน์ตอนนี้จึงไม่ยาก โดยการเริ่มต้น เราต้องรู้ก่อนว่า เราจะขายอะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และ หาช่องทางหรือคนที่ขายแทน โดยที่ไม่ต้องเข้าไปจัดการด้วยตนเองทุกขั้นตอน ถัดไป จึงเป็นเรื่องของการเก็บเงิน จะเก็บอย่างไร? หากมีสินค้าพร้อมขายก็สามารถเริ่มได้เลย โดยไม่ต้องรอให้มีเว็บไซต์หากอยากจะเริ่มต้น ก็สามารถเริ่มได้เลยไม่ต้องรอเว็บ แต่ถ้าถามว่าการมีเว็บไซต์ดีอย่างไร ก็ขอตอบว่าดีเพราะมันเหมือนกับบ้านของเรา ที่ต้องมีเพื่อให้คนได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเราและสินค้าของเรามากขึ้น แต่เวลาซื้อเขาก็ไปซื้อที่อื่น แต่ไม่ได้ขายผ่านเว็บตัวเองเลยก็มี โดยจุดประสงค์ตรงนี้ก็เพราะต้องการสร้างเว็บไว้เป็นบ้านให้คนชม อย่างนี้ก็ได้เช่นกัน
การเริ่มต้นซื้อขายแบบ E-Commerce


นายเอกราช ศาลยุติเดช
ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเพย์ โซลูชั่น จำกัด (เจ้าของเว็บไซต์ ww.paysolutions.com) ให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการ E-Commerce นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. รายย่อย คือ การค้าขายกันเอง เริ่มง่ายมากเหมือนเปิดแฟนเพจขึ้นมา แล้วเกิดการซื้อขายพอขายดีมากๆ ก็ขยับไปเป็นเว็บไซต์ 2. ไปสมัครใช้เว็บไซต์กับเว็บที่ดังๆ ของ Market place ซึ่งเหมือนอยู่บนห้าง เช่น tarad.com, weloveshopping.com ที่มีข้อดี คือ คนเข้าเยอะ ห้างเองก็ช่วยโปรโมทด้วย ทำให้คนเข้ามาเยอะ และเมื่อมีฐานลูกค้ามากพอแล้ว ก็จะเข้าสู่ step ที่ 3 นั่นคือการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ทีนี้ก็จะมีร้านอยู่บนห้างด้วย และก็มีหน้าร้านของตัวเองด้วย นี่ก็จะต่อยอด ธุรกิจไปได้ เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าไปอยู่บนห้างและสามารถบริหารจัดการตัวเองได้

แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ บน Market place นั้นมีมูลค่าโตขึ้นตลอดเวลา และมี 2 มุมที่อยากจะแชร์ เช่น โครงการข้าวอิ่ม ช่วยชาวนา ของคุณกรณ์ ที่นำไปลงไว้ที่ Tarad.com นั้นได้ผลตอบรับดีมากๆ ขายได้ตลอดเวลา ออร์เดอร์เยอะมาก สิ่งนี้บ่งชี้ว่าคนไม่ได้ซื้อแค่เครื่องสำอาง หรือ สินค้าไอที แต่สินค้าอุปโภคบริโภคก็เป็นเทรนด์ใหม่ที่สามารถซื้อขายผ่านหน้าเว็บได้ อันนี้มุมมองของการขายคนไทยด้วยกัน แต่อยากจะบอกว่า E-Commerce นั้นขายกับใครก็ได้ทั่วโลก เช่น alibaba จะมีคนเข้าไปค้นหาสินค้ากันเยอะมาก เชื่อไหมว่า คำว่า Thailand เป็นคีย์เวิร์ดที่ติด 1 ใน 5 ของ alibaba นี่จึงเป็นโอกาสอันดีของคนไทย ที่จะนำสินค้าขึ้นขายให้คนทั่วโลกได้ สำหรับข้อดีของการมีเว็บไซต์ก็คือ การเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญที่จะบอกว่าเราคือใคร? เรามีประวัติการดำเนินงานมายาวนานเท่าไหร่ ? มีความน่าเชื่อถือหรือไม่? มีสินค้าอะไรบ้างก็สามารถทำให้เกิดมูลค่าทางการค้าได้บนเว็บนั้น

ส่วนเรื่องเทรนด์ของเกษตรอินทรีย์ นั้นเชื่อว่าของที่ขายอยู่นั้น ถ้าเราชอบและเพื่อนก็ชอบ นั่นก็คือขายได้แล้ว หากสินค้าของคุณเป็นแบบนี้ก็ขายได้แล้ว สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้น ขอให้เริ่มต้นเลย โดยเริ่มจากเว็บไซต์ง่ายๆ ไปก่อน สำหรับการขายสินค้าอินทรีย์ ต้องหาจุดขายว่า จะทำอย่างไรให้โดดเด่น ก็จะขายได้
ภาพประกอบจาก : www.towrai.com


จะขายอะไรดี ในระบบ E-Commerce


นายชนกพล ไชยศุภรากุล (เจ้าของเว็บไซต์ www.thaishop.com) กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานของผมที่ผ่านมา บริษัทอยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว ต่อมาทางเราได้ไปร่วมลงทุนกับสิงคโปร์ เราจึงทำตัว E-Commerce นี้ขึ้นมา ถ้าถามว่า E-Commerce ในบ้านเราเป็นไง บอกว่า เพิ่งเป็นการเริ่มต้น ได้ไม่นาน และทิศทางเริ่มมีขึ้นเรื่อยๆ หากใครอยากทำ E-Commerce ก็ขอแนะนำให้เริ่มเสียแต่วันนี้เลย หากอยากทำ E-Commerce ระบบต่างๆ ในบ้านเรา ณ ตอนนี้ก็แข็งแรงมาก หากไม่รู้ว่าจะขายอะไร ให้นึกถึงอย่างแรกเลย คือ ความจริงใจที่ต้องการขายของ และ ต้องการให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด อย่างที่เคยเปิดเว็บไซต์ไปเมื่อ 2 ปี แรก ได้ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะเสียงบโปรโมทเท่าไหร่ก็ไม่มีใครซื้อ และขายไม่ได้เลย เพราะเว็บขาดความน่าเชื่อถือ พอคนเข้ามาดูแล้วไม่ชัวร์เท่าไหร่ ก็ออกไปจากเว็บไซต์ โดยความน่าเชื่อถือนั้นอาจจะเริ่มจากการทำเว็บให้ดูดี และน่าเชื่อถือด้วยในสายตาของผู้บริโภค แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอ การบริการก็ต้องดีด้วย อย่างที่เว็บผมนี่จะเน้นบ่อยๆ คือ การบริการลูกค้า เช่น การคอนเฟิร์มการแจ้งการจัดส่ง การการันตีคุณภาพสินค้า และออกแบบเว็บให้ใช้ง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย
จะหาความต่างให้สินค้าตัวเองอย่างไร


นางสาวปุณญามาลย์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย(ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Niko's Group และ เจ้าของ เว็บไซต์ www.towrai.com) กล่าวว่า ถ้าถามในเรื่อง การซื้อออนไลน์ อะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่แค่ซื้อของ แต่เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาซื้ออีกครั้งหนึ่ง โดยดูว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วจับประเด็นให้ได้ สิ่งที่สำคัญเลยในการจำหน่ายสินค้าคือ

1. ความแตกต่างในจุดเด่นของสินค้าเราคืออะไร เช่น ถ้ามีข้าวไรซ์เบอร์รี่ 10 เจ้า แล้วของเราต่างหรือเด่นอย่างไร เพราะถ้าบอกว่า ออร์แกนิกส์ ทุกคนก็ออร์แกนิกส์ แต่ออร์แกนิกส์เราต่างอย่างไรจากของคนอื่น

2. แพคเกจจิ้ง ควรจะทำให้สมบูรณ์และมีมูลค่าต่างจากของคนอื่นถ้าเราขายสินค้าแล้วไม่ต่างจากคนอื่นเราก็จะไม่ต่างจากคนอื่น และถ้าเราไม่มีแรงโปรโมทเราก็จะก็จะแพ้เขา ดังนั้น-ของเราต้องดึงดูดกว่า เหมาะสมต่อผู้บริโภคอย่างไร คำว่า Organic อย่างเดียวไม่พอ เพราะไม่ได้ช่วยในการตัดสินใจของผู้ซื้อ ดังนั้นต้องหาจุดต่างมาขาย เชื่อว่าของทุกอย่างมันมีจุดต่างของตัวเอง จุดต่างไม่เหมือนกัน

ถ้าจะขายให้ได้ จะต้องสร้างความต่างอย่างไร : หากมีการเสนอขายบนเว็บไซต์

1. รูปภาพ ต้องสวย เพราะคนชอบดูรูปภาพมากกว่าตัวหนังสือ อาจจะต้องทำให้ดูคลีนๆ ชัดเจน

2. รายละเอียดสินค้า ต้องระบุเลยว่า ขนาดไหน ไซส์อะไร รายละเอียดที่เกี่ยวกับตัวสินค้า ควรใส่ลงไป รวมทั้งส่วนผสม หมายเลข อย. ควรมีด้วย ที่สำคัญข้อมูลควรครบถ้วน เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่าย

3. Content การหาความต่างให้สินค้าตัวเอง สำหรับกลุ่มสินค้าออร์แกนิค หรือสินค้าเกษตร บางอย่างนั้นหาความแตกต่างยาก แต่บางมุมก็คือ ผูบริโภคเขามีกำลังจ่ายดีกว่า แทนที่จะขายแค่ผัก ก็ขายผลลัพธ์ของผักชนิดนั้นๆ เช่น บริโภค ผักชนิดนี้แล้วจะได้อะไรมีสารอาหารอะไรบ้างอยู่ในพืชชนิดนี้ สินค้าเกษตรหรือสินค้าออร์แกนิคที่สร้างความต่างได้ลำบาก ต้องสร้างความแตกต่างด้าน content แทน เช่น กินแล้วได้ผล อย่างไร แล้วถ้ามีรูปหรือบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ทดลองใช้แล้วได้ผลลัพธ์ดี มาช่วยหนุนด้วย ก็จะช่วยให้ขายได้ง่ายขึ้น และสร้างความแตกต่างได้ง่ายขึ้นด้วย

ตัวอย่าง Content ที่แตกต่าง เช่น "สินค้านี้ปลูกในพื้นที่ที่มีแสงมีฝนตกตลอดทั้งปี" เพียงเท่านี้ก็จะสร้างความแตกต่างได้ เพราะคนซื้อต้องการเพียงผลลัพธ์ที่เขาจะได้รับ
ภาพประกอบจาก : www.towrai.com


4. สร้างเรื่องราวให้สินค้าดูน่าสนใจเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างมีอยู่เจ้าหนึ่ง ทำเรื่องปุ๋ย
ออร์แกนิค ที่ไม่มีสารตกค้างอะไรเลย เค้ามีเพียงแค่สินค้า แต่ไม่มีหัวการทำออนไลน์ใด ๆ ได้นำสินค้ามาให้ที่เว็บเท่าไหร่ดอทคอมทำตลาดให้ โดยเขาเองก็มีการทำตลาดแบบปกติที่สร้างมมูลค้าหมื่นล้าน /ปี อยู่แล้ว แต่อยากลองอะไรใหม่ๆ ดู และมีเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรหมดเลย แต่ไม่มีอะไรที่ทำเป็นคนรุ่นใหม่เลย เราก็เลยยกทั้งเว็บเขามาใส่ในเว็บเรา เป็นในส่วนของการดูแลสวน แล้วก็เอามาแมทกับคนปลูกต้นไม้ในเมือง ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในคอนโดในเมือง เป็นอีเขียวนาโน แล้วเขาก็มีการปรับปรุงแพกเกจจิ้ง มาเป็นซองเล็กๆ ไว้ผสมน้ำ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าขายดีมากและขายได้เรื่อยๆ

เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor @ www.rakbankerd.com
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
เชียงใหม่
22-29°C
นครราชสีมา
23-31°C
ชลบุรี
24-30°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×