เกษตรกรต้นแบบ
"ทองคำ อินพรหม : เกษตรกรผู้ใช้หัวใจทำนาแบบมืออาชีพ"
 31 มีนาคม 2559   315
จ.เชียงราย
ทำนาต้องรู้จักเอาใจใส่และต้องใส่ใจกับแปลงนา สังเกตความเปลี่ยนแปลง คิดแก้ไขเมื่อเจอปัญหา ให้เวลากับการดูแลต้นข้าวให้มากๆ

ลุงทองคำและป้าสีดา อินพรหม คู่ชีวิตที่ได้รับการขนานนาม"ชาวนามืออาชีพ"

เพราะพื้นที่ราบลุ่มในเขตชลประทานอำเภอแม่สายจ.เชียงรายยังมีสายน้ำล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินแห่งนี้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่นี่จึงไม่ว่างเว้นจากการทำนาข้าวเลย ส่วนใหญ่ทำนาเพื่อจำหน่ายเมล็ดข้าวและเหลือไว้ส่วนหนึ่งสำหรับบริโภคในครัวเรือน นาข้าวเป็นดั่งขุมทรัพย์ที่ชาวบ้านไม่เคยหยุดหย่อนกอบโกยเก็บเกี่ยวเพื่อขายให้ได้มาซึ่งเงินทองการทำนาแบบดั้งเดิมให้พอมีพอกินเริ่มเลือนหายไป ชาวบ้านทำนามากขึ้น ทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง จึงต้องใช้สารเคมีมาเป็นตัวช่วย และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจถึงผลเสียที่ตามมา แต่ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ชาวบ้านจะหยุดการใช้สารเคมีอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามท่ามกลางเกษตรกรผู้มีอาชีพทำนา ยังมีชาวนามืออาชีพอย่างลุงทองคำ และป้าสีดา อินพรหม สามีและภรรยาคู่ชีวิตที่ให้ความสำคัญต่อการทำนาปลอดสารพิษ เหตุเพราะเห็นผลเสียของสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสิ่งมีชีวิตในผืนนา และทำลายสุขภาพของชาวบ้านเอง

หลักคิดในการใช้ชีวิต

“ทุกคนยอมรับว่ามีอาชีพทำนา ทำนาใครก็ทำได้ แต่น้อยนักที่จะคิดทำนาอย่างมืออาชีพ”

ลุงทองคำและป้าสีดา อินพรหม เป็นคนในพื้นที่อ.แม่สายตั้งแต่กำเนิดลุงทองคำเกิดวันที่1 มกราคม พ.ศ.2498 ทั้งสองมีสายเลือดของลูกชาวนาที่เข้มข้น ทำนาด้วยรักที่เปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจ ลุงทองคำเล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่ไม่ต่างจากป้าสีดาว่า“ผมจบชั้นป.4 นับตั้งแต่จำความได้จะเดินตามพ่อแม่ไปทุ่งนาทุกวัน ได้เรียนรู้การทำนาข้าวมาตั้งแต่เด็ก มีทุ่งนาเป็นเหมือนสนามเด็กเล่น สนุกและเรียนรู้ตามผู้ใหญ่จนสามารถไถ หว่าน ปักดำและเก็บเกี่ยวเองได้”กระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มสาวชาวนา ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่หมู่บ้าน ได้พบเจอกันดั่งละครดัง มนต์รักลูกทุ่ง ความรักเริ่มเติบโตเบ่งบานและสุกงอมไปพร้อมๆกับรวงข้าวที่สุกเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง ทั้งสองจึงตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินฉันท์สามีภรรยา ตอนนั้นลุงทองคำอายุ19ปีส่วนป้าสีดามีอายุ20 ปีจากสองกายรวมเป็นหนึ่งเดียว และตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 ทั้งสองมุ่งมั่นทำมาหากินบนผืนนาที่พ่อแม่ให้เป็นมรดกอันล้ำค่าจำนวน24 ไร่ เก็บหอมรอมริบจนปัจจุบันมีผืนนากว่า 45ไร่

ในปีพ.ศ.2535–พ.ศ.2540 ในช่วงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงที่ลุงทองคำและป้าสีดาต้องส่งลูกสาว 2คนเล่าเรียนนับวันลูกต้องเรียนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไม่ดี ทำนาค้าข้าวก็ไม่ได้กำไร ไม่พอกิน ลุงและป้าจึงเลิกทำนาแล้วหันไปประกอบอาชีพขับรถเร่เป็นช่างกระจก ชนิดที่ว่าค่ำไหนนอนนั่น รอนแรมห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปเรื่อยๆตระเวนไปทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน จำต้องตัดใจทิ้งลูกไว้ที่บ้านให้อยู่กินด้วยกันเพียงสองพี่น้อง มีโอกาสได้กลับบ้านแค่ปีละ1-2ครั้งเท่านั้น

ลุงทองคำเล่าต่อว่า“ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นต่อไปจากช่างกระจกเร่ร่อนไม่นานนักก็ผกผันเปลี่ยนมาขับรถสิบล้อรับจ้าง เรียกได้ว่าขนส่งทุกอย่าง และแล้วในปีพ.ศ.2545 เหตุไม่คาดคิดก็เกิด เมื่อรถสิบล้อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เราสองคนต้องเลิกอาชีพขับรถรับจ้างแล้วพากันกลับไปยังแม่สายถิ่นฐานบ้านเกิด และเริ่มทำนาข้าวอีกครั้งในปี พ.ศ.2546”

กว่า10ปีที่ทิ้งผืนนากว่า 45ไร่ให้คนอื่นเช่า การกลับมาทำนาครั้งนั้น ลุงทองคำเล่าว่า “เหมือนผมต้องทบทวนรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยผูกพันกับท้องนาท้องไร่ใหม่ทั้งหมด ขณะนั้นการทำนาไม่เหมือนเมื่อ10ปีก่อนแล้ว ชาวบ้านใช้สารเคมีมากขึ้น ผมก็เริ่มต้นทำนาอีกครั้งเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ คือใช้ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ทั้งนาปีและนาปรังปลูกทั้งข้าวเจ้าหอมมะลิ 105,ข้าวเหนียว กข.14,ข้าวหอมประทุม,ข้าวไรซ์เบอรี่และข้าวก่ำพื้นเมือง ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เห็นเพื่อนบ้านบางคนเจ็บป่วย เพราะพิษของสารเคมี ส่วนในนาข้าวก็ไม่เหลือกุ้งหอยปูปลาให้ได้จับกินเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะสิ่งมีชีวิตโดนสารเคมีฆ่าตายไปหมดแล้ว”

“คำว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลายเป็นสำนวนหลอกเด็กไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้จะหากุ้งหอยปูปลาสักตัวในนาข้าวยังไม่มีเลย ก็เพราะชาวนาใช้สารเคมีกันนั่นแหล่ะ สิ่งมีชีวิตต่างๆในท้องนาจึงตายหมด เหลือแต่ต้นข้าวอย่างเดียว สมัยปู่ย่าตาทวดหาพืชผักเก็บได้ตามหัวไร่ปลายนา หาจับปูจับปลาหากินตามธรรมชาติได้ไม่ยากนัก แต่ตอนนี้สมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว อยากกินผักกินปลาต้องควักเงินซื้อที่ตลาดอย่างเดียว ถึงจะได้กิน”

หอยเชอรี่ ศัตรูตัวร้ายทำลายต้นข้าว

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

ลุงทองคำเล่าต่อว่า “ในช่วงนั้นหอยเชอรี่ระบาดหนักมาก ต้องหาเงินมาซื้อยาฆ่าหอยเชอรี่อีก ครั้งนั้นจำได้ว่าหมดเงินไปกว่า 7,000 บาทสำหรับกำจัดหอยเชอรี่ ผมมานอนดูแล้วพบว่าใช้ต้นทุนในการทำนาสูงมาก จนต้องมานั่งคิดทบทวนใหม่ ถึงผลเสียที่เกิดจากการใช้สารเคมีผมนึกย้อนถึงอดีตวันวาน บรรพบุรุษไม่เคยใช้สารเคมีใดๆเลยในการทำนาข้าว แต่ก็ได้ผลผลิตข้าวดีเหมือนกัน จำได้ว่าสมัยปู่ยาตาทวดเลี้ยงเป็ดไร่ทุ่งในนาข้าว เป็ดมันกินหอยและแมลงในนาข้าว ทำให้ผมนึกได้ว่าทำไมสมัยก่อนจึงต้องเลี้ยงเป็ดไว้ในนาข้าว”

ลุงทองคำและป้าสีดาเลิกใช้ยาฆ่าหอยเชอรี่แล้วหันมาเลี้ยงเป็ดไร่ทุ่งแทน เริ่มต้นเลี้ยงตั้งแต่ 30ตัว และสังเกตดูว่าเป็ดสามารถจำกัดหอยเชอรี่ได้เท่าไหร่ จากนั้นจึงเพิ่มจำนวนเป็น 100ตัวและเพิ่มเรื่อยๆเป็น 150ตัว จนประสบความสำเร็จในการกำจัดหอยเชอรี่โดยไม่ต้องซื้อสารเคมีในราคาแพงๆ และทุกเช้ายังได้เก็บไข่เป็ดแบบอินทรีย์ฟองใหญ่ไว้เป็นอาหารและจำหน่ายสร้างรายได้ทุกๆวันอีกด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จในการกำจัดหอยเชอรี่แล้ว ลุงทองคำและป้าสีดายังคงเลี้ยงเป็ดไร่ทุ่งให้ออกหากินตามผืนนาต่อไป ดังนั้นจะใช้สารเคมีอื่นๆต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะจะเป็นอันตรายต่อเป็ดที่เลี้ยงไว้ ส่วนปัญหาหญ้าที่ขึ้นรกในนาข้าวลุงทองคำแก้ปัญหาโดยการนำควายมาเลี้ยง ปัจจุบันมีควายทั้งหมด5ตัว ซึ่งต้องตัดเกี่ยวหญ้าให้ควายกินทุกวัน ปัญหาหญ้าที่ขึ้นรกในนาจึงหมดไป และยังได้ปุ๋ยคอกมาใส่บำรุงต้นข้าวในนาอีกด้วย อย่างไรก็ตามเพียงแค่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอาจไม่เพียงพอที่จะบำรุงต้นข้าวให้งามได้ ลุงทองคำจึงเรียนรู้ในการนำแหนแดงมาเลี้ยงในนาข้าว เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจนเลี้ยงง่ายๆเพียงแค่ปล่อยให้แหนแดงขยายพันธุ์เติบโตในนาข้าว ผลที่ได้พบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ดีพอๆกับเพื่อนบ้านที่ใช้ปุ๋ยเคมี

ในหนึ่งวันของลุงทองคำและป้าสีดาจะอยู่กับท้องทุ่งนาตลอด เงาของทั้งสองเปรียบดั่งยาที่ดีที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ลุงทองคำให้ข้อคิดว่า “การทำนาต้องรู้จักเอาใจใส่และต้องใส่ใจกับแปลงนา สังเกตความเปลี่ยนแปลง คิดแก้ไขเมื่อเจอปัญหา ให้เวลากับการดูแลต้นข้าวให้มากๆ ไม่ใช่ว่าจะเดินตรวจแปลงนาดูผ่านๆแล้วกลับบ้าน ซึ่งไม่ได้อะไรเลย”

“ข้าราชการทำงานตามเวลาคือเข้างานประมาณ08.00 น.และเลิกงานประมาณ16.00 น.ถึงจะกลับบ้านได้ แต่เราเป็นชาวนาก็ควรทำงานให้เป็นเวลาเหมือนกัน ใช่ว่าจะไปนาแค่ไม่กี่ชั่วโมงแล้วกลับบ้าน ชวนกันไปทำอย่างอื่น จับกลุ่มนั่งคุยกันบ้าง นินทาคนโน้นทีคนนี้ที ดูตะวันยังไม่ทันจะลับฟ้าก็ตั้งวงเหล้ากันสนุกสนาน ผมว่าเราเป็นชาวนาก็ต้องทำหน้าที่ของชาวนา ไม่ควรไปเสียเวลากับอย่างอื่น”

ไม่เพียงแต่จะเดินตามรอยภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษเท่านั้น ลุงทองคำยังไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ๆอยู่เรื่อยไป และอีกหนึ่งความรู้ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในการทำนาข้าวนั่นคือ ท่อแกล้งข้าว อุปกรณ์สำหรับการทำนาระบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว ช่วยกระตุ้นการสร้างรากเพื่อหาน้ำรากข้าวแข็งแรกทำให้ต้นข้าวแข็งแรงด้วย ช่วยต้านทานโรคและแมลง เมื่อรากมากข้าวก็จะแตกกอได้มาก ผลผลิตก็มากตามไปด้วย

ท่อแกล้งข้าว อุปกรณ์ใช้ทำนาเปียกสลับแห้ง

เกียรติประวัติและผลงาน

ตลอดช่วงชีวิตนับจากนี้ไปของลุงทองคำและป้าสีดา ได้อุทิศตนให้กับท้องไร่ท้องนา เพื่อตอบแทนบุญคุณของผืนแผ่นดินที่ทำให้ชีวิตครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความเป็นมืออาชีพในการทำนาเริ่มเห็นประจักษ์ชัดในสายตาเพื่อนบ้าน ลุงทองคำและป้าสีดาได้รับการขนานนามว่า“ชาวนามืออาชีพ”มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานเป็นประจำ เรื่องราวของทั้งสองถูกเผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์และจากปากต่อปากเล่าขานบอกต่อกันไป ลุงทองคำและป้าสีดาจึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำนาโดยไม่พึงสารเคมี ผลผลิตเมล็ดข้าวที่ได้ถูกนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์และสนับสนุนให้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วพื้นที่อ.แม่สาย นอกจากนั้นผลผลิตข้าวอินทรีย์ส่วนหนึ่งยังนำมาแปรรูปเป็นข้าวกล้องบรรจุถุงเพื่อสร้างรายได้ จำหน่ายให้กับผู้สนใจทั่วประเทศอีกด้วย

เกียรติประวัติและผลงานด้านอื่นๆ :

- ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปีพ.ศ.2548-2553
- ประธานศูนย์ข้าวชุมชน ปีพ.ศ.2550- ปัจจุบัน
- ผู้แทนเกษตรกรประจำตำบลศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
- รองประธานกรรมการผู้ใช้น้ำระบบชลประทาน จ.เชียงราย
- อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน โดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่สาย
- รางวัลบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตชลประทานดีเด่น ระดับประเทศ ปี พ.ศ.2554

จากผลผลิตข้าวอินทรีย์สู่ข้าวกล้องบรรจุถุง สร้างรายได้จำหน่ายทั่วประเทศ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายทองคำ นางสีดา อินพรหม
34/1 หมู่2 บ้านสันถนนใต้
ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย
จ.เชียงราย 57130

เรื่อง/ภาพโดย: ประพันธ์ จีระวัง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-32°C
เชียงใหม่
23-30°C
นครราชสีมา
24-31°C
ชลบุรี
26-31°C
นครศรีธรรมราช
25-30°C
ภูเก็ต
24-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×